Archive for the ‘MyHomeDee’ Category

สลายจุดกด รักษาอาการโรคเมื่อย

ก.พ. 06

อาการเมื่อย…เป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตของคนในทุกยุคทุกสมัย หลายคนใช้วิธีการนวดเพื่อผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น คอ บ่า ไหล่ สะบัก หลัง น่อง ขา และอีกหลายๆ อวัยวะ เวลาที่เกิดอาการตึง จนถึงขั้นมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น หลายครั้งที่อาการเมื่อยสามารถหายได้เองในเวลาเพียง 2-3 วัน เมื่อนวดหรือรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ พักผ่อนเพียงพอ แต่ไม่นานอาการแบบเดิมๆ ก็กลับมารบกวนอีก บางคนมีอาการเมื่อยมากจนถึงขั้นปวดกล้ามเนื้อโดยอาการที่เป็นนั้นเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า คุณกำลังมีอาการของ “โรคเมื่อย” หรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังที่เรียกว่า Myofascial pain syndrome (MPS) แล้ว

โรคเมื่อยหรือ MPS อาจไม่ได้มีอันตรายมาก แต่หากปล่อยไว้นานอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอาการและโรคอื่นๆ ตามมา เช่นโรคปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน โรคความดันโลหิตสูง อาการนอนไม่หลับกล้ามเนื้ออ่อนแรงโครงสร้างร่างกายผิดปกติเป็นต้น

แพทย์อายุรเวช ประจำศูนย์รักษาไมเกรน และโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง มี  ประชากร กว่าร้อยละ 30 มีปัญหาเรื่องโรคปวดเรื้อรังโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานในสำนักงาน สาเหตุหลัก ๆ มาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาด 0.5-1 ซม. ที่เรียกว่า Trigger Point หรือ จุดกดเจ็บภายในกล้ามเนื้อและ เยื่อพังผืด

การเกิด Trigger Point มาก ๆ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อก็จะเกิดการอักเสบ มีอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะในบริเวณที่มีจุด Trigger Point ทำให้เกิดอาการปวด อธิบายว่า เวลาที่มีอาการปวด คนส่วนใหญ่มักหาวิธีบรรเทาอาการด้วยการกินยาคลายกล้ามเนื้อ ทายาหรือนวดบริเวณที่ปวด รวมไปถึงการใช้ความร้อนประคบจากกระเป๋าน้ำร้อนหรือลูกประคบ ซึ่งก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้ในระดับหนึ่ง เพราะวิธีการดังกล่าวที่ว่า ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการคลายตัว ทำให้รู้สึกสบายขึ้น แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุจริงๆของปัญหา ไม่นานอาการปวดเมื่อยก็จะกลับมาใหม่ เนื่องจากจุด Trigger Point หรือจุดกดเจ็บ ยังมีการอักเสบอยู่

อาการแสดงที่เด่นชัดของโรคเมื่อยหรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ที่พบส่วนใหญ่ คือ มีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน ความรุนแรงของการปวด มีตั้งแต่เมื่อยล้า ทำให้รำคาญไปจนถึงปวดจนทรมานไม่สามารถขยับบริเวณนั้นได้ ผู้ป่วยบางคนมีอาการชามือ และขาร่วมด้วย ขณะที่บางคนที่เป็นมาก อาจมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง นอนไม่หลับ ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เกิดการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่น ไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หรือ MPS มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่อง เช่น การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ การใช้กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งกับการทำงานที่ซ้ำ ๆ จนเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆในบริเวณเดิมๆ การทำงานของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป ขาดการพักผ่อน และการขาดการบริหารกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Trigger Point Therapy” ซึ่งเป็นการตัดวงจรของการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ด้วยการรักษาที่ต้นเหตุโดยการสลายจุด Trigger Point และป้องกันการกลับมาของจุด Trigger Point โดยการปรับการทำงานให้ถูกต้อง และให้ความรู้ในการดูแลกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม การรักษาจะเริ่มจากการหาสาเหตุของการปวดเมื่อยเรื้อรังที่เป็นมาเสียก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ค้นหาจุด Trigger Point ที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณที่ปวด และทำการคลายกล้ามเนื้อส่วนบนที่มีการเกร็ง เพื่อลดอาการปวด เมื่อการเกร็งของกล้ามเนื้อคลายลง แพทย์จะใช้การกดจุด กดไปที่จุด Trigger Point ที่อยู่ในบริเวณที่ปวด เพื่อทำให้ Trigger Point เกิดการคลายตัว

เป็นการนำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่จุด Trigger Point เพื่อลดการอักเสบ โดยใช้เวลาในการรักษาเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อรักษาไปประมาณ 6-12 ครั้ง อาการปวดเมื่อยจะคลายลง และพบว่าจุดกดเจ็บที่เคยเป็นก้อนๆใต้กล้ามเนื้อหายไป สำคัญที่สุด คือ เมื่อรักษาหายแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อไม่ว่าจะในการทำงาน ยืน เดิน นั่ง นอน ใช้คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หรือพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้ออย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อป้องกันการป่วยด้วยโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังอย่างถาวร

การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ของคอเลสเตอรอล

พ.ย. 20

ข่าวดีสำหรับผู้ที่มี Cholesterol สูง

Dr. Malcolm Kendrick แพทย์ผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้ค้นคว้า “ความจริง” ของเรื่องคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วโลกในยุคนี้ และได้เขียนหนังสือ “The Great Cholesterol Con” อาจแปลเป็นไทยว่าการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ เรื่อง Cholesterol ซึ่งเป็น หนังสือกำลังขายดีอย่างเทน้ำเทท่าในอังกฤษ มูลนิธิจึงได้เรียบเรียง สรุป และนำเสนอเรื่องที่ทุกคนควรอ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ เลือกแนวทางดูแลสุขภาพของท่าน ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ มิได้มุ่งหวังจะโจมตีหรือขัดผลประโยชน์ใคร

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดร่างกายจะสร้าง Cholesterol ขึ้นมาในตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลา หากว่า Cholesterolเป็นสิ่งไม่ดีแล้วธรรมชาติจะสร้างขึ้นมาทำไม? เราควรคิดกลับไปหาธรรมชาติ ซึ่งควรเป็นคำตอบที่ถูกต้องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Cholesterol เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะมีผู้ต้องการสร้างภาพ Cholesterol ให้เป็นผู้ร้ายโดยใช้เงินมหาศาลพร้อมกับส่งเสริมให้กินน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวโดยมีบริษัทยาเริ่มให้ข่าวที่เหมือนเป็นการให้ความรู้มาก่อนว่า Cholesterol เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้า Total Cholesterolสูงเกิน 200 mg/dl (เดิม300และ250) ก็ควรกินยาลดไขมันในเลือด ซึ่งวงการแพทย์ส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงาม จากข้อมูล (Medical Journal) ที่บริษัทยาอยู่เบื้องหลังการทำวิจัยแบบลำเอียง เลือกกลุ่มข้อมูลบางส่วนที่จะเข้าทางบริษัทยาเท่านั้น แล้วทำการเผยแพร่ให้แพทย์และสาธารณะชนให้หลงหวาดกลัวโรคหัวใจ จึงยอมกินยาลดไขมันที่แพทย์แนะนำให้กิน

หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากอังกฤษ ซึ่งไม่ถูกครอบงำโดยบริษัทยา เหมือน FDA (Food & Drug Administration) ในอเมริกา ปกหน้าของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า “This book will change the way you think about heart disease forever” เพราะเราถูกล้างสมองให้เชื่อว่าโรคหัวใจเกิดจาก Cholesterol สูง ตอนหลังมีแพทย์หลายคนคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง เพราะ Cholesterol จะสูงหรือต่ำก็เป็นโรคหัวใจตายเท่ากัน

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ประชากรอายุยืนที่สุดและไม่โดนครอบงำโดยข้อมูลจากฝรั่งอเมริกัน ลองมาดูว่า คนญี่ปุ่นกินอย่างไร

จากข้อมูลจะเห็นว่า Total Calories ในปี 1958 ค่อนข้างสูง ถึง 2,837 แต่ในปี 1999 กลับลดลงมาเหลือแค่ 2,202 ลดลงจากอะไร ลองดูที่ Carbohydrate intake เดิม 84% ลดการบริโภคมาเหลือ 62% และเพิ่มโปรตีนจากเดิม 11% เป็น 18% แต่ดูอันสุดท้าย Fat intakeการบริโภคไขมัน) เพิ่มจาก 5% เป็น 20% กินน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 400% ทำให้ Total Cholesterol ของคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20% แต่ดูผลจากกราฟข้างล่าง

อัตราการตายลดลงถึง 6 เท่า โดยการลด Carbohydrate เพิ่ม Protein และ ไขมัน(ดี) ลองมาดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจเทียบกับระดับCholesterol ของประเทศอื่นๆกันบ้าง

1 mmol/1 = 38.46 mg/dl

จากกราฟ Average Cholesterol Levels ของขาว Aboriginals (คนพื้นเมืองในออสเตรเลีย) ต่ำที่สุด แต่กลับอัตรา การตายสูงที่สุด ในทางกลับกัน ระดับ Cholesterol ของ Switzerland สูงที่สุด แต่อัตราการตายกลับต่ำสุด
เมื่อเริ่มตระหนักว่าผลการวิจัยที่ว่า Cholesterol สูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น ไม่เป็นความจริง ตามที่บริษัทยาขู่เอาไว้ บริษัทยาเหล่านั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจว่าดู Total Cholesterol ไม่พอ ต้องดูละเอียดลงไปถึง LDL และ HDL โดยสร้างผู้ร้ายตัวใหม่ให้ LDL มีวิจัยตัวใหม่ชี้ว่า LDL เป็น Bad Cholesterol และ HDL เป็น Good Cholesterol แต่เชื่อหรือไม่ว่าแท้ที่จริง ทั้ง LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol ทั้งคู่!! หลอกกันได้ทั่วโลก!
LDL ย่อมาจาก Low-Density Lipoproteins
HDL ย่อมาจาก Hi-Density Lipoproteins “คุณแน่มากที่สามารถทำให้ทั้งแพทย์และประชาชนเชื่อว่า LDL และ HDL เป็น Cholesterol”
Lipoproteins คือ รูปแบบหนึ่งของไขมันผสมกับโปรตีน ที่สามารถละลายน้ำได้ และสามารถเคลื่อนตัวไปในกระแสเลือดได้ ส่วน Cholesterol คือ สารชีวเคมีอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถละลายในน้ำได้ มันจึงต้องเข้าไปแทรกตัวอยู่ข้างใน Lipoprotein เพื่อที่จะใช้เป็นพาหนะนำพา Cholesterol เข้าไปในกระแสเลือดและไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่ง Cholesterol เป็นสิ่งที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองประมาณ 90% และมีความจำเป็นต้องใช้อย่างมาก! ร่างกายจะทรุดโทรมอย่างรวดเร็วถ้า Cholesterol ต่ำกว่า 200 ดังนั้นความเชื่อที่บอกว่า Cholesterol สูงแล้วมีโอกาสตายด้วยโรคหัวใจ ไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม ถ้าคุณกินยาลดไขมันเพื่อให้ Cholesterol ต่ำกว่า 200 อาจทำให้คุณเป็นโรคหัวใจวายตายเฉียบพลันได้สูงกว่า 3 – 4 เท่าของคนที่ไขมันสูงกว่า 200 แต่ไม่ได้กินยา

ความจริงเกี่ยวกับ Cholesterol
Cholesterol (คอเลสเตอรอล) หรือที่บริษัทยาครอบงำให้เรียกกันทั่วไปว่า “ไขมันในเลือด” ถูกแบ่งประเภทเป็น Cholesterol ตัวดี (HDL) และ Cholesterol ตัวเลว (LDL) แต่รู้หรือไม่ว่า Cholesterol นั้น “ไม่ใช่ไขมัน” เพียงแต่เป็นสารที่คล้ายไขมัน คือมีคุณสมบัติไม่ละลายในน้ำ โครงสร้างทางโมเลกุลของสารที่เป็นไขมันหรือกรดไขมัน จะมีส่วนประกอบทางชีวเคมี (Biochemistry) คือ คาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ลองไปเช็คหนังสือชีวเคมีดูท่านจะรู้ว่า Cholesterol มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ไม่ใช่ไขมันแน่นอน แล้วใครล่ะที่เสี้ยมสอนให้วงการแพทย์เรียก Cholesterol ว่าไขมันในเลือด และเรียก HDL ว่า Cholesterol ตัวดี และ LDL ว่า Cholesterol ตัวเลว เพราะทั้ง HDL และ LDL ก็
ไม่ใช่ Cholesterol เด็ดขาด (โปรดดูภาพประกอบ)

รูปที่ 1 : ส่วนประกอบของ Lipoprotein

HDL มาจากคำว่า High Density Lipoprotein และ LDL มาจากคำว่า Low Density Lipoprotein, Lipoprotein เป็นสารประกอบระหว่างไขมัน (เช่น Triglyceride) และ Protein ซึ่งละลายในน้ำเลือดได้ แต่ Cholesterol ไม่สามารถละลายในน้ำเลือดได้ จึงจำเป็นต้องแทรกตัวใน Lipoprotein เข้าไปด้วยจึงไปกับกระแสเลือดได้ทำไมร่างกายถึงสร้าง Cholesterol ขึ้นมา ตับสร้าง Cholesterol ขึ้นมาประมาณ 90% มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับร่างกายเรา เพราะอวัยวะทุกส่วน ถูกสร้างขึ้นมาจาก Cholesterol ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนต่างๆ อันตรายอย่างยิ่งหากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำกว่า 200 เพราะจะทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องกินยาลดระดับ Cholesterol ในเลือด เพียงการหลงเชื่อว่า Cholesterol เป็นผู้ร้าย โดยไม่เข้าใจว่า เรา
กำลังเป็นเหยื่อของบริษัทยา

ที่มาของยาลด Cholesterol ชื่อ Statin
มาจากชื่อเต็มว่า Lovastatin เป็นยาเบื่อซึ่งใช้เบื่อสัตว์ แต่ภายหลังถูกค้นพบว่าเมื่อใช้ปริมาณน้อยๆ มีผลช่วยลด Total Cholesterol ได้ แต่คุณกำลังเริ่มสะสมสารพิษในร่างกายไปทีละนิดๆ

Lipoprotein คืออะไร
Lipoprotein หมายถึง Lipid (ไขมัน) ที่จับอยู่กับโปรตีนด้วยแรงดึงดูดทางกายภาพที่ไม่ใช่พันธะโควาเลนต์ ในน้ำเลือดหรือพลาสมา (Blood Plasma) จะมี Lipoprotein หลายชนิดทำหน้าที่ขนส่งลิปิดจากลำไส้เล็กไปยังตับ และจากตับไปยังแหล่งสะสมไขมันและเนื้อเยื่ออื่นๆ เพื่อที่จะนำไปเลี้ยงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย Lipoprotein แต่ละชนิดจะมีปริมาณ Lipid และ Protein แตกต่างกัน ทำให้มีความหนาแน่นต่างกัน สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามค่าความหนาแน่นคือ Chylomicron, Very Low Density Lipoprotein (VLDL) , Low Density

Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) แต่ละชนิดมีองค์ประกอบเป็น โปรตีน, Cholesterol, Phospholipid และ Triglyceride ดังแสดงในตารางและรูปที่ 2
องค์ประกอบหลักของ Lipoprotein ทั้ง 4 ชนิด

(ที่มา : http:///bcs.wiley.com/he-bcs/Books?action=index&itemId=0471661791&bcsId=2779)

รูปที่ 2 : Relative sizes of Lipoproteins

  • Chylomicron คือ โปรตีนแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
  • VLDL ก็คือ Lipoprotein ชนิดหนึ่ง
  • LDL ถูกเรียกผิดๆ ว่า Bad Cholesterol
  • HDL ซึ่งเป็น Lipoprotein ที่ขนาดเล็กที่สุด แต่ก็ถูกเรียกผิด ๆ ว่า Good Cholesterol

ทั้ง LDL และ HDL เมื่อดูตามโครงสร้างทางชีวโมเลกุลจะเห็นว่าไม่มีส่วนประกอบของ Cholesterol อยู่เลย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ Cholesterol แต่มันคือ Lipoprotein ข้อมูลอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับ LDL มีการเก็บข้อมูลของคนอินเดียและคนอเมริกันผิวขาวที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ดังตาราง
ข้างล่าง (จากหนังสือหน้า 121)
the figures from Asian Indians in the USA were as follows:

จากตาราง คนอินเดีย มีอัตราความอ้วน , ความดัน, LDL, สูบบุหรี่น้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาวมากมาย แต่อัตราการตายของคนอินเดียกลับสูงกว่ามากมายหลายเท่า และสาเหตุของการตายที่มีอัตราสูงที่สุดคือโรคหัวใจ ทำไมข้อมูลต่อไปนี้ไม่ถึงมือผู้บริโภค?

Journal of the American Medical Association in 1995 : (จากหนังสือหน้า 123) Our findings do not support the hypothesis that hyper cholesterolemia or low HDL – C are important risk factors for all cause mortality, coronary heart disease mortality, or hospitalization for my ocardial infarction or unstable angina in this cohort of persons older than 70 years.

สรุป สมาคมแพทย์อเมริกาแถลงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ว่า สมมุติฐานที่ว่า Cholesterol สูง และ HDL ต่ำ เป็นเรื่องที่น่ากลัว เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหัวใจวายนั้น ไม่เป็นความจริง , ทำไมเมืองไทยทั้งประเทศไม่มีใครรู้หรือสนใจ แต่สนใจที่จะทำตามข้อมูลที่บริษัทยาให้มากกว่าเพราะอะไร?
Journal of the American Geriatric Society in 1991 : Elevated total cholesterol was not found to be associated with CHD mortality in older men.

National Centre for Health Statistics : Although coronary heart disease remains a leading cause of death and disability in old age, the relationship of serum cholesterol level to risk of coronary heart disease in old age is controversial. Data for 2,388 white person aged 65 – 74 … were examined to determine the relationship of serum cholesterol level to coronary heart disease incidence… there was no overall relationship between serum cholesterol level and coronary heart disease risk in either
men or women…
สรุป ข้อมูลจากสถาบันต่างๆ ที่น่าเชื่อถือประกาศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ว่า ถึงแม้โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตาย และ ความพิการสำหรับผู้สูงอายุแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ระดับ Cholesterol กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน…..ทำไมเราไม่เคยได้ยิน?
ทำไมข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ได้รับการเผยแพร่?? พฤติกรรมของบริษัทยา บริษัท Rosuvastation (Crestor) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาขนาดเล็ก ใช้เงินในการส่งเสริมการขายยากลุ่ม Statin ในปีแรกสูงถึง 1 พันล้านเหรียญ ยังไม่รวมอีก 6 บริษัทที่ใหญ่กว่ามากได้ส่งเสริมการขายไปก่อนแล้วแต่ไม่เปิดเผยถึงงบประมาณนี้ บริษัทยาจะเซ็นสัญญากับนักวิจัยว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล โดยจะเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่มีผลประโยชน์กับบริษัท
เท่านั้นและจ่ายเงินให้นักหนังสือพิมพ์เพื่อไปเขียนเชียร์ผลิตภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติ แล้วให้ข้อมูลการวิจัยซึ่งมีสถาบันที่ดูน่าเชื่อถือรับรองผล ให้กับหมอโดยตรง ครอบงำ FDA เมื่อ FDA จะยอมรับยาอะไรก็ต้องผ่านการทดสอบในวิธีการที่ต้องใช้ทุนสูงมาก ตามแนวทางที่บริษัทยาตั้งไว้ แล้วประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ ด้วยกระบวนการและวิธีต่างๆ ที่ได้กล่าวมาและพยายามผลักดันให้
ข้อมูลผลการวิจัยของบริษัทยาแทรกซึมเข้าไปในหลักสูตรการแพทย์
ผลเสียของ Statin (ตัวยาที่ใช้ในยาลดCholesterol)
- ทำให้ปวดกล้ามเนื้อ
- เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย
- ในอเมริกามีผู้เสียชีวิตโดยตรงกับการใช้ยานี้ไปแล้ว 416 คน (เก็บข้อมูล 6 ปี)
- มีพิษทำลายระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ มึนงง เวียนหัว
ข้อมูลที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผลเสีย
- มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
- มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ได้กินยานี้ถึง 3 เท่า
- มีโอกาสเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 27%
Statin ปัจจุบันเป็นยาอันดับ 1 ที่สร้างผลกำไรมหาศาลให้กับบริษัทยาทั่วโลก (ยกเว้นบริษัท Bayer ของเยอรมัน ที่มีจรรยาบรรณและได้ถอนตัวออกจากตลาดไปเมื่อปี 2001 เนื่องจากติดตามผล แล้วพบว่ามีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากการใช้ยานี้ถึง 40 คน) ลองย้อนกลับไปดูชีวิตมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อนางกายของเราถูกสร้างมาให้ทำอะไร กินอะไร และใช้ชีวิตยังไง ถ้าหากเราใช้ชีวิตถูกต้องตามที่ธรรมชาติออกแบบมา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยา
สรุป
LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol และ Cholesterol เองก็ไม่ใช่ไขมัน เป็นความเข้าใจผิดหรือถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ที่ไปเรียก LDL ว่า “Bad Cholesterol” และเรียก HDL ว่า “Good Cholesterol” และระดับ Cholesterol ที่สูงไปบ้างก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองและสร้างฮอร์โมนได้ทัน อันเป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ
ทิ้งท้าย เริ่มมีกระแสที่ถือว่าทันสมัยที่ว่าดู LDL อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูให้ละเอียดไปถึง VLDL บางท่านก็บอกว่ามันเล็กกว่า LDL ตรวจยาก! โปรดดูรูปที่ 2 ท่านจะเข้าใจว่า “โดนบริษัทยาหลอกอีกแล้ว!”

ที่มา : หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick ISBN 978-1-84454-610-7
ถ้า Cholesterol ไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง แล้วอะไรเป็นสาเหตุของโรคหัวใจที่แท้จริง?
อันดับ 1 คือ ความเครียด

ความเร่งรีบ ความโกรธ ความตื่นเต้น การแข่งขัน ความกดดัน ตลอดจน ความเครียดจากการสูญเสียคู่ชีวิต การน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นต้น
ความเครียดทำให้ร่างกายขับฮอร์โมนร้ายออกมาเป็นชุด เช่น ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง เป็นต้น

ตัวอย่างในวันชิงแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาประเทศผู้แพ้ อัตราการตายด้วยโรคหัวใจวายสูงขึ้นกว่าวันธรรมดาหลายเท่า ตรงกันข้าม ฝ่ายประเทศที่ชนะการตายด้วยโรคหัวใจวายคืนนั้นน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นท่านผู้เป็นแฟนฟุตบอล แฟนมวย พึงมีสติ ระวังคอยควบคุมอารมณ์ตื่นเต้นให้ดีในการเชียร์กีฬา ท่านคงมีคำถามในใจว่า ทำไมชาว Aborigin คนพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตรเลียซึ่งมีระดับ LDL ต่ำมาก แต่ทำไมถึงมีอัตราด้วยโรคหัวใจสูงกว่าฝรั่งออสเตรเลียนมากมาย คำตอบคือชาว Aborigin มีความเครียดอย่างมาก จากการถูกกดขี่ ข่มเหง ดูถูกจากพวกฝรั่งมาช้านาน พวกนี้เครียดมากเข้าก็หันไปกินเหล้า ก็ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก ทำนองเดียวกันชาวอินเดียที่อยู่ในอเมริกา ทั้งที่กินมังสวิรัติกันเป็นส่วนใหญ่ กินเหล้า สูบบุหรี่ ก็น้อยกว่าฝรั่งอเมริกันมาก LDL ก็ต่ำกว่ามากมาย แต่หัวใจวายสูงกว่าฝรั่งหลายเท่า เพราะชาวอินเดียในอเมริกาไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ถูกตั้งข้อรังเกียจ กีดกัน มีความเครียดสูงมาก จะเห็นได้ว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีความเครียดมากกว่าอยู่ในชนบทมาก สังเกตดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่าคนต่างจังหวัดอย่างชัดเจน แน่ละครับปัจจัยอื่น ๆ มีผลด้วยเช่น อากาสเสีย มลพิษต่าง ๆ ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น แต่ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญแน่นอน
อันดับ 2 คือ การอักเสบของผนังหลอดเลือด
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้หลอดเลือดอักเสบคือ การที่มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในการแสโลหิต โดยเริ่มจากเหงือกหรือฟันอักเสบ แบคทีเรียจะหลุดเข้าไปทางเส้นเลือดผ่านที่เหงือก เมื่อเจอจุดอ่อนที่ใดจะเข้าจู่โจมจนผนังหลอดเลือดเริ่มอักเสบ คล้ายบาดแผลขนาดจิ๋ว LDL มีหน้าที่ตามธรรมชาติ เสมือนปูนฉาบที่เข้าซ่อมผนังกำแพงที่เริ่มร้าว เมื่อ LDL เข้าไปปิดแผลก็มีเกิดรอยนูนขึ้นเล็กน้อยในหลอดเลือด ก็เป็นจุดที่มักมีโลหะหนักและแคลเซียมเข้ามาเกาะสมทบ หากการอักเสบยังเกิดขึ้นซ้ำที่บ่อย การพอกดังกล่าวก็จะหนาขึ้นจนอุดตัน ยิ่งเกิดความเครียดขึ้น การจับตัวของเกล็ดเลือดในจุดเหล่านี้ ก็จะอันตรายยิ่งขึ้น มีข้อสังเกตจากผู้ที่ไม่ใช่บริษัทยาว่าประมาณ 50% ของผู้ที่หัวใจวาย มีระดับ LDL ต่ำ การอักเสบของหลอดเลือดน่าเป็นสาเหตุสำคัญของเส้นเลือดอุดตัน การทำ Oil Pulling ด้วยการอมน้ำมันมะพร้าว แล้วใช้ปากบังคับให้น้ำมันมะพร้าวผ่านซอกฟันไปมา 20 นาที Lauric Acid ในน้ำมันมะพร้าวจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในซอกฟันและเหงือก หากทำก่อนนอนและเมื่อตอนตื่นนอน จะรู้สึกด้วยตนเองว่าปากสะอาดกว่าวิธีใดๆ และอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจจากสาเหตุหลอดเลือดอักเสบได้ถึง 50% คุ้มยิ่งกว่าวิธีใดๆ เพราะเป็นการป้องกัน ไม่ใช่วิธีเป็นแล้วค่อยมาแก้ไข
อันดับ 3 ไตรกลีเซอไรด์สูง
Triglyceride เป็นไขมันในเลือดตัวจริงแต่บริษัทยาไม่พูดถึงนัก เพราะยา Statin แทบไม่มีผลในการลด Triglyceride สาเหตุที่สำคัญคนไทยมี Triglyceride สูงขึ้นกว่าในอดีตมาก เพราะปัจจุบันคนไทยกินน้ำตาลสูงขึ้นมากจนไม่น่าเชื่อ ตัวเลขคือ 36 กก. ต่อคนต่อปี เพิ่มจากปี 2554 33 กก.ต่อคนต่อปี (ที่มา บ.เนสเล่ ประเทศไทย) ตัวเลขนี้หมายถึงรวมน้ำตาลที่มากับน้ำอัดลม กาแฟ น้ำชา น้ำผลไม้ นม อาหารหวาน คาว ทั้งหลาย ที่น่ากลัวคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารตะวันตก เช่น น้ำอัดลม ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ ขนมขยะทั้งหลาย อาหารที่มาจากแป้งขาว แม้แต่ข้าว
ขาวหรือผลไม้หวานจัด ก็เป็นสาเหตุให้ Triglyceride สูงขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจวาย การลดการกินน้ำตาลและอาหารทำจากแป้งขัด ข้าวเจ้า ซึ่งผิดธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ นอกจากจะเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดอุดตันแล้ว ยังมีส่วนทำให้เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงอีกด้วย น้ำตาลคือฆาตกรเงียบ นอกจากเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกายในระยะเวลายาวแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคเสพติดของหวาน ถ้าขาดหวานจะหงุดหงิด ก้าวร้าว จะเห็นได้ว่าเด็กในยุคนี้จะมีอาการก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ ตาม อัตราการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ไม่หยุดยั้ง
คนไทยโบราณเขารู้เรื่องนี้มานานแล้วครับ ไปถามผู้เฒ่าดูสิครับ จะทำให้หมาดุทำอย่างไร ? คำตอบส่วนมาก ก็รู้กันอยู่แล้วคือ เอาน้ำตาลคลุกข้าวให้มันกินเดือนเดียวมันก็ดุแล้ว แล้วลูกหลานคุณล่ะ? การขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ Triglyceride สูง ซึ่งคนเมืองหลวงขาดกันมาก
อันดับ 4 กินไขมันไม่อิ่มตัวที่ผ่านขบวนการผลิตแบบใช้ความร้อนและเคมี
50 ปีที่ผ่านมา พวกเราโดนล้างสมองให้เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันหมูที่เราเคยใช้ในอดีตมายาวนานไม่ดี เพราะมีไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) สูง โดยเฉพาะวงการแพทย์จะมีข้อมูลให้คนไข้ว่าอย่ากินอาหารที่ทำจากกะทิ น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหมู เพราะ “ มี Cholestorol สูง” ทั้ง ๆ ที่น้ำมันมะพร้าวหรือกะทิไม่มีคอเลสตอรอลเลย แต่นำเรื่องไขมันอิ่มตัวและคอเลสตอรอลมาปนกันจนคนไขว่เขว ผลปรากฏว่า 50 ปีที่ผ่านมา ทั้งโรคหัวใจและมะเร็งของคนไทยพุ่งพรวด ๆ เป็นอัตราการตายลำดับ 1 และ 2 และไม่มีแนวโน้มว่าจะลด ชาวเกาะที่กินกะทิ กินน้ำมันมะพร้าวมาตลอด การเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งต่ำมาก เหมือนคนไทยในอดีต น้ำมันพืชที่ขาย ๆ อยู่ในเมืองไทยปัจจุบันเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ ไม่ดีหรือ? ดีครับ ถ้าเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวแบบบีบเย็น เก็บในขวดสีชา แช่เย็นทันทีเมื่อเปิดขวดแล้วใช้ไม่หมด ข้อมูลที่เขาทำจาก การวิจัยมาโฆษณานั้นดีจริงครับ แต่เวลาเขาผลิตมาขายมันคนละตัวกัน หลอกให้เชื่อแล้วก็เชือดสุขภาพของพวกเรา มา 50 ปีแล้วครับ
น้ำมันพืชขวดสีเหลือง ๆ ที่ขายกันทั่วไป เป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมที่ผ่านความร้อนประมาณ 220°c ซึ่งน้ำมันไม่อิ่มตัวไวมากต่อการทำปฎิกริยากับออกซิเยนในอากาศ ถึงไม่โดนความร้อนแค่ 20 นาทีที่ทิ้งไว้ในอากาศก็เสื่อมแล้ว แต่เขาผ่านความร้อน 220°c ทำให้เปลี่ยนสภาพเป็น Transfat ซึ่งอยู่ตัวเก็บไว้ได้นานไม่เหม็นหืนง่าย แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค นอกจากนั้นการสกัดน้ำมันยังใช้สารเคมีเข้าช่วย เพื่อให้การสกัดมีประสิทธิภาพสูง น้ำมันพวกนี้จึงมีสารเคมีตกค้างอยู่ด้วย แต่เขาอ้างว่าอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย ! น้ำมันเมื่ออยู่ในขวด Plastic นาน ๆ ก็ย่อมละลายสารก่อมะเร็งเข้าไปอยู่ในตัวน้ำมันที่เราจะนำไปบริโภค น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (Cold Presed Coconut Oil) หรือ Virgin Coconut Oil (VCO) ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เขายอมรับกันแล้วว่าเป็นน้ำมันปรุงอาหารที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดที่เหมือนในน้ำนมมารดาเป็นธรรมชาติที่สุดมี Lauric Acid ที่เป็นภูมิต้านทานให้ร่างกายเหมือนนมแม่ โดนความร้อนก็มีโทษน้อย กว่าน้ำมันชนิดใด ๆ ในโลก เช่น น้ำมันมะกอก ซึ่งดีมากถ้าใช้ทำสลัดคือ ไม่โดนความร้อน แต่ถ้าไปผัด ไปทอด
กลายเป็นพิษทันทีจากไขมันไม่อิ่มตัวที่กลายเป็น Transfat
สาเหตุของโรคหัวใจวายคงมีเรื่องอื่นๆที่หลายท่านจะพูดถึง เช่น ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม แต่ความเครียดและอาหารที่คนไทยเราเปลี่ยนไปในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เป็นสองเรื่องใหญ่ที่ฝรั่งเข้ามาสอนให้คนของเราละโมบ อยากรวยโดยคิดว่ารวยแล้วจะได้มีความสุข ผลปรากฏว่า เครียดๆๆ ขึ้นโดยลำดับ โรคหัวใจที่ 60 ปีที่แล้ว คนไทยตายด้วยโรคนี้น้อยมาก กลายเป็นโรคที่ตายอันดับสองตกลงมาจากอันดับหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่มานี้เอง ถูกโรคมะเร็งแซงเป็นอันดับหนึ่งเพราะอัตราการเป็นมะเร็งของคนไทย เพิ่มขึ้น 100 เท่า (10,000%) ในช่วง 60 ปีที่ผ่าน
มา ด้วยเหตุเรากินอาหารและรักษาโรคด้วยยาเคมี ตามแนวฝรั่ง ทิ้งอาหารไทย แพทย์ไทย เลยตายทันสมัยเหมือนฝรั่งเปี๊ยบเลยครับ

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจโฟม !!!

พ.ย. 17

อาหาร ตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ทำให้

  1. สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย
  2. หงุดหงิดง่าย
  3. มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  4. เป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด

ผู้ชาย – มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ผู้หญิง – มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

ทั้ง 2 เพศ – มีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สารสไตรีนถือเป็น สารอันตรายที่สหรัฐเพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง

หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาส

  1. สมองเสื่อมเป็นเอ๋อ
  2. อวัยวะบางส่วนพิการ

ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัย ได้แก่

  1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
  2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
  3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นานๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
  4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก
  5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมากๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

อาหารตามสั่ง หรือข้าวราดแกงที่มักมาคู่กับไข่ดาว หรือไข่เจียวร้อนๆ ขอเตือนว่า ไข่ดังกล่าวจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย

ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

มนุษย์ ข้าวกล่องอย่ามัวซื้อความสะดวกสบาย จนลืมใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ถ้ายอมให้ร่างกายเริ่มสะสมสไตรีนตั้งแต่วันนี้ รับรองวันหน้าหนีไม่พ้นมะเร็งตัวร้ายเป็นแน่

สำหรับคนที่รักสุขภาพเลือกรับประทานผักปลอดสารพิษ แต่ตักใส่กล่องโฟมคุณค่าอาหารก็ไม่มีเหลือเช่นกันดังนั้นเลี่ยงกล่องโฟมเป็น ดีที่สุด

 

หอมหัวใหญ่ ละลายลิ่มเลือด

พ.ย. 17

ช่วยละลายลิ่มเลือด ลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ป้องกันและยับยั้งการเจริญ

เติบโตของเซลล์มะเร็ง เพิ่มไขมันในเลือดชนิดดี (HDL)

A Sound Mind in A Sound Body …. จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ …โดย จอห์น ล็อก

การรักษาเล็บขบ

นักวิทยาศาตร์จากมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ในแคลิฟอร์เนีย ค้นพบวิธีแก้เล็บขบดังนี้

เกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำ ทำให้อุ่นมากที่สุด เท่าที่เท้าของคุณจะทนได้ แช่ไว้ประมาณ 20 นาที วันละ 2ครั้ง สามารถแก้การบวมอักเสบ และความเจ็บปวดจะบรรเทาภายในเวลา 4 วัน

 

สุดยอดอาหาร…เสริมพลังเซ็กซ์ให้ซู่ซ่า

พ.ย. 17

……..อย่า มัวแต่กินๆๆ ตักเข้าปากอย่างเดียวนะสาวเรา รู้รึเปล่า..ผักและผลไม้บางอย่างมันมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความต้อง การทางเพศได้ดีเทียบเท่ากับไวอากร้า!

รู้อย่างนี้แล้ว รีบเปิดตู้เย็นหาอาหารเสริมพลังเซ็กซ์ทันที แต่หากมีแต่วิญญาณผักผลไม้ งั้นจะช้าอยู่ใย…รีบไปตลาดหาซื้อด่วน อย่าได้ช้าที ให้ไว!

หอยนางรมสด
เป็น ที่ทราบกันอยู่นานนมแล้วว่า ทานหอยนางรมแล้วจะคึกเป็นม้าพยศ เพราะอะไรรึ! หอยนางรมมีธาตุสังกะสี ที่เพิ่มจำนวนสเปิร์มและฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) อ้อ! แถมหอยนางรมตัวขาวๆ ยังมีสารโดพามิน (Dopamine) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการมีเซ็กซ์อีกด้วยแน่ะ

หอยนางรมมีสารประกอบสำคัญ คือ เทารีน (Taurine ) ซึ่ง ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท มีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนเพศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย

ทอรีนจะมีธาตุสังกะสี (Zinc) เป็น ตัวส่งเสริมการออกฤทธิ์ให้ได้ผลดียิ่งดีขึ้น ซึ่งเราจะพบ Zinc ได้มากในหอยนางรม ดังนั้น หอยนางรมสามารถนำมาเป็น อาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพหรือสมรรถภาพทางเพศได้อย่างดีอีกด้วย

เซเลรี่

เซเลรี่ (Celery) คือ ขึ้นฉ่ายชนิดหนึ่งเหมือนกับเมืองไทยบ้านเรา จะแตกต่างก็แค่เป็นพืชผักจากเมืองหนาวหรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นผักสัญชาติฝรั่งนั่นเองผักตระกูลคึ่นช่ายแบบนี้ แม้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมหรือรู้จักของคนไทยเท่าไหร่ แต่สรรพคุณกลับไม่น่ามองข้าม

เพราะเซเลรี่มีสาร แอนโดรสเตอโรน (Androsterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นอารมณ์ทำให้ทั้งชายและหญิงที่ได้ลิ้มลองรสชาติของเซเลรี่ เคลิบเคลิ้มซู้ฃ่ซ่า เซ็กซ์สะเด่าได้ตามๆ กัน

กล้วย

ประกอบไปด้วยเอนไซน์ Bromelain ที่เชื่อว่าสามารถเพิ่มสัญชาติญาณทางเพศให้ผู้ชายได้ นอกจากนั้นกล้วยผลยาวๆ นี้ยังมีโซเดียม (Sodium) และ วิตามินบีรวม ที่เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ส่วนจะทานกล้วยอย่างไรให้เร้าใจ คงไม่ต้องแนะ เพราะผู้หญิงมักเรียนรู้วิธีการทานกล้วยให้ยั่วยวนได้ง่ายๆ ฮิฮิ

กระเทียม

แม้กลิ่นจะทำร้ายบรรยากาศสวยๆ ของคุณ แต่ประสิทธิภาพของกระเทียมที่มีสารอัลลีซิน (Allicin) ที่ช่วยเพิ่มความดันเลือดให้สูบฉีด เพิ่มความต้องการทางเพศ สำหรับใครที่ไม่ชอบกลิ่นกระเทียมสามารถเลือกทานแบบแคปซูลแทนได้นิ

ไข่

ไข่มีวิตามินสูง ทั้งบี 5 และบี 6 ที่ช่วยปรับระดับของฮอร์โมนและลดความเครียด ซึ่งทั้งสองนี้มีผลต่อความต้องการทางเพศ อยากเปลี่ยนรสชาติการบำรุงด้วยไข่ดิบ ลองเปลี่ยนมาลิ้มรสไข่ปลาคาเวียร์ จิบกับแชมเปญ คงเพิ่มสีสันเร่าร้อนกับกิจกรรมบนเตียงของคุณน่าดู!

อัลมอนต์ หรือเมล็ดถั่วต่างๆ
เมล็ด มหัศจรรย์เหล่านี้มีสารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนให้กับผู้ชาย และกลิ่นหอมของมันยังช่วยเพิ่มความเสน่หาให้คุณทั้งสองได้ด้วย ดินเนอร์มื้อนี้อย่าลืมเทียนหอมกลิ่นอัลมอนต์เพิ่มบรรยากาศ พร้อมไอศครีมผสมอัลมอนต์ปิดท้ายซักถ้วย

อโวคาโด

ผลไม้รูปร่างประหลาดมีส่วนผสมของกรดโฟลิค (Folic Acid) ที่ ช่วยระบบเผาผลาญโปรตีน ช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 6 และโปแตสเซี่ยม ที่ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศให้ทั้งชายและหญิง วิธีทานอโวคาโด ง่ายๆ แค่ผ่าครึ่งผลแล้วตักเนื้อในด้วยมือของคุณเอง แล้วให้หญิงสาวของคุณขบกินเบาๆ

ช็อกโกแลต

ของว่างสุดโปรดของสาวๆ ที่มีสาร Theobromine คล้ายคาเฟอีน และ Phenylethylamine สารเคมีที่เชื่อว่าเมื่อทานแล้วสามารถผลิตความรู้สึกว่า “รัก” ให้ผู้ที่ทานได้ นอกจากนั้นช็อคโกแลตยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Anti-oxidants) ที่ช่วยป้องกันโรคและดีต่อสุขภาพโดยรวม

ชีส

ชีส (Chees) มีส่วนผสมของ Phenylethylamine มากกว่าช็อกโกแลต มันเป็นสารเคมีที่ทำให้คุณสาวๆ รู้สึกอารมณ์ดีเวลากินชอกโกแลตนั่นเอง ฉะนั้นลองสั่งชีสมากินหลังอาหารค่ำเพื่อสร้างความคึกคัก

แต่หากคุณยังคงชอบทานช็อกโกแลต มากกว่า ลองเลือกแบบไม่ผสมนม เพราะมันจะมีส่วนผสมของโกโก้มากกว่า จึงมีสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีมากกว่าด้วยนะจ๊ะ ^^

มะม่วง, พีช, สตรอเบอร์รี่

อะไรจะหวานฉ่ำเท่ากับกัดกินผล ไม้เหล่านี้ ผลไม้เหล่านี้มีรูปร่าง ความฉ่ำที่เพิ่มอารมณ์ปรารถนาและยังมีวิตามินซีเพิ่มความสวยใสให้ผิวด้วย ลองชโลมน้ำผลไม้เหล่านี้ลงบนร่างกายคู่รักของคุณ แล้วเช็ดมันออกด้วยริมฝีปากบางเฉียบของคุณ หรือหั่นผลไม้เหล่านี้เป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ป้อนคุณแฟนสาวเจ้าตอนที่เธอกำลังทำท่าออรัลเซ็กซ์ก็เข้าท่ามิใช่น้อย!

โรงพยาบาลธรรมชาติ

พ.ย. 17

1. ไขมันในเลือดสูง

แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

2. ปวดหัว

ให้หาผักคะน้าหรือ ปวยเล้ง (แมกนีเซียม)

กินวันละ 5 ขีดและกินปลาทูอีกวันละ 2 ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบ ได้)หรือจะชง โกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

3. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย

ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้

4. ภูมิแพ้

แค่กินฝรั่งวันละ 5 ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ 1กำมือ(สังกะสี)

5. แพ้ฝุ่น ละออง ไรฝุ่น

หาโยเกิร์ตแบบรส ธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน

6. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง

กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่หอมแดง ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

7. ไขข้อ อักเสบ

หาปลา เนื้อมันกินวันละ 2 ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลา กระป๋อง

8. กระเพาะ ปัสสาวะอักเสบบ่อย

ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ 3 มื้อ

มะนาวกระเทียม ลดไขมันในเลือด

พ.ย. 17

1. มะนาว 50 ลูก
2. กระเทียม 1 ก.ก.
ถ้าจะลองทำน้อยหน่อย ก็ลดลงตามส่วน เช่น มะนาว 25 ลูกกระเทียม 1/2 ก.ก.
วิธีทำ
1. ปลอกเปลือกกระเทียม
2. คั้นน้ำมะนาว (ผ้าขาวบางกรอง หรือเอากระชอนมากรอง)
3. นำมาปั่นรวมกัน เสร็จแล้วเก็บใส่โหลแก้ว ทิ้งไว้สักสองอาทิตย์
4. ไม่ต้องแช่ตู้เย็น
วิธีกิน
กินวันละ 1 ช้อนโต๊ะ (ทานมากกว่านี้ก็ได้ครับ) ทานระหว่างวันหรือก่อนนอนก็ได้ กินเสร็จควรแปรงฟัน เพราะกลิ่นจะแรงมาก หลังทานจะรู้สึกร้อน บริเวณทางเดินอาหารตรงหน้าอก

สรรพคุณ
ลดไขมันในเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดสะอาด เส้นเลือดแข็งแรง ฯลฯ

หมายเหตุ
ทำเสร็จแรกๆ สีจะเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม สวยน่ารับประทาน พอทานไปเรื่อย ๆ จะเริ่มออกเหลืองเข้มขึ้น ไม่เป็นไรไม่เสีย ทานไปเรื่อย ๆ พอใกล้หมดก็ทำใหม่จะได้ทานต่อเนื่อง
กระเทียมที่นำมาทำถ้ามีแผล หรือมีจุดเขียว ๆให้ตัดทิ้งให้หมด เพราะถ้าไม่ตัดทิ้งจะทำให้ กระเทียมมะนาวที่ทำเสีย แล้วจะออกสีเขียว ๆ ทานไม่ได้

น้ำอุ่นและหัวใจ

พ.ย. 17

ควรอาบน้ำอุ่นในตอนค่ำและห้ามอาบน้ำหลังสามทุ่ม ที่สำคัญอาบน้ำก่อนทานอาหารให้เป็นประจำ เพราะระบบการย่อยและหัวใจ มันสัมพันธ์กันตามหลักนาฬิกาชิวิต หยิน หยาง และพระสุตรรณกรรมสูตร

คนจีนและคนญี่ปุ่นจะดื่มชาร้อนกับอาหาร ไม่ดื่มน้ำเย็น และตอนนี้คงถึงเวลาแล้วที่เราจะนำ นิสัยการดื่ม แบบนี้มาใช้เวลาเรากิน

บทความนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มน้ำเย็น มันรู้สึกดีที่ได้ดื่มน้ำเย็นๆซักแก้วนึงหลังอาหาร แต่น้ำเย็นจะทำ ให้ไขมันจากอาหารที่เรากินเข้าไปจับตัวกันและมันก็ทำให้การย่อยช้าลงด้วย เมื่อกากไขมันเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวและถูกดูดซึมโดย ลำไส้ และในไม่ช้า มันจะกลายเป็นไขมันซึ่งส่งผลให้เกิด มะเร็งได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดถ้าเราดื่มซุบร้อนๆ หรือ น้ำอุ่นหลังอาหาร อาการสามัญของหัวใจวาย

 

หมายเหตุ ที่สำคัญของหัวใจวาย – คุณควรรู้ว่าไม่ทั้งหมด ของอาการหัวใจวายนั้นจะเป็น การเจ็บที่แขนซ้าย ระวัง การปวดที่รุนแรงของแนวกรามด้วย คุณอาจจะไม่มี อาการเจ็บหน้าอก เป็นอันดับแรก ระหว่างการเป็นหัวใจวาย อาการคลื่นไส้และเหงื่อออกอย่างมาก ก็เป็นอาการสามัญ 60% ของผู้ที่มีอาการหัวใจวาย

 

ขณะนอนหลับจะไม่ตื่นเลย อาการปวดที่กรามสามารถปลุกคุณ จากการนอนได้ จงระวังและตระหนักไว้ ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เราจะมีชีวิตรอดเท่านั้น

ท้องอืดและปวดท้อง

พ.ย. 17

นำขิงสด 30 กรัม ชงในน้ำเดือด 500 มิลลิกรัม แช่ไว้ 1 ชั่วโมง แล้วกรองดื่มครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ แก้ท้องอืดและปวดท้อง

นำตะไคร้แก่สดๆ ทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (50-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ แก้อาการแน่นจุกเสียด

ชงชากะเพรา โดยต้มใบกะเพราและยอดสด 1 กำมือ ประมาณ 25 กรัม ในน้ำเปล่า 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำ เพื่อช่วยบำรุงธาตุ ขับลม ลดอาการจุกเสียด ชากะเพรานี้เหมาะสำหรับขับลมในเด็ก

อาหารรสขมช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมาทำงานได้ดี ลองกินมะกอก หรือชาสมุนไพรรสขมก่อนอาหาร ก็จะไม่มีอาการอึดอัดแน่นท้องตามมา

ผักผลไม้อย่างมะละกอ แอปเปิล ผักชีลาว มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร ส่วน กะหล่ำปลี แครอต พาร์สลีย์ และน้ำมันมะกอกชนิดพิเศษ ก็มีสรรพคุณเป็นยาลดกรด ลดการระคายเคือง ควรกินผักผลไม้เหล่านี้พร้อมอาหาร เพื่อช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพดีขึ้น

เดิน

พ.ย. 17

วารสารการแพทย์ “พีแอลโอเอส เมดิซีน” เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก ได้ เอามาแนะนำว่า ให้คนเราออกกำลังด้วยการเดินเร็วสัปดาห์ละ 2.5-5 ชม. หากมีเวลาน้อยกว่าก็ควรทำให้หนักขึ้น ผู้ปฏิบัติตามโดยครบถ้วนจะช่วยให้ มีอายุยืนยาวเฉลี่ยแล้ว 3-4 ปี และแม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติได้แค่ครึ่งก็ยังได้ประโยชน์ อายุจะยืนยาวเฉลี่ยแล้วได้อีก 1.8 ปี

รายงานผลการศึกษายังกล่าวว่า การออกกำลังนับเป็นปัจจัยใหญ่ยิ่งกว่า อะไรทั้งหมด เพราะคนที่น้ำหนักตัวปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลัง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนอ้วนแต่ออกกำลังมากเฉลี่ยแล้วแค่ 3.1 ปี เท่านั้น

รายงานยังได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มักคิดว่าหาเวลาทำไม่ค่อยได้ ให้คิดเสียใหม่ว่าการออกกำลังเป็นการลงทุนที่มีกำไรงามที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะแต่ละปีจะมี เวลาทั้งหมดเกือบ 9,000 ชม. แต่ใช้เวลาเพียงอาทิตย์ละ 5 ชม. หรือปีหนึ่งก็รวมเป็น 260 ชม. จะได้กำไรยืดอายุยืนยาวออกไปได้อีกถึง 30,000 ชม.ไม่เชื่อก็ลองทำเลขในใจดูตอนเดินอยู่ก็ได้

สรุป จากการค้นคว้าจากผู้คนทั้งอ้วนและผอมจำนวนเกิน 650,000 คนให้ความรู้ว่าหากลงทุนออกกำลังเพียงปีละ 260 ชั่วโมง จะได้กำไร ทำให้อายุยืนมากขึ้นอีก ถึง 30,000 ชั่วโมง

รายงานผลการศึกษายังกล่าวว่า การออกกำลังนับเป็นปัจจัยใหญ่ยิ่งกว่า อะไรทั้งหมด เพราะคนที่น้ำหนักตัวปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลัง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนอ้วนแต่ออกกำลังมากเฉลี่ยแล้วแค่ 3.1 ปี เท่านั้น

กินยาควรน้ำเย็นเท่านั้น

พ.ย. 17

คนมีอาการป่วยมากขึ้นจากการกินยาเม็ดแคปซูลกับน้ำอุ่น โดยที่ไม่รู้ว่ายาจะถึงกระเพาะก่อนที่จะละลายหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าคุณควรจะกินยาแบบไหนดี ยาเม็ดสามารถละลายด้วยน้ำเย็น หลังจากกลืน คุณควรดื่มน้ำตามมากๆ ควรทานยาก่อนนอน 30 นาที ไม่ควรทานยาแล้วนอนเลย เพราะยาอาจะลงไม่ถึงในกระเพาะ

ตัวอย่าง:

ผู้ชายคนหนึ่งทานยา แอนตี้ไบโอติคส์ และดื่มน้ำน้อยเกินไปยาจึงลงไปไม่ถึงกระเพาะ ยาค้างอยู่ที่หลอดอาหารและเป็นเหตุให้หลอดอาหารอักเสบ 6 วันผ่านไป …. ชายคนนั้นกินได้แค่นมเย็นกับอาหารเหลว และต้องเข้านอนในโรงพยาบาลอีก 5 วัน แพทย์เตือนว่าอาการอาจจะแย่ลงและอาจมีอาการข้างเคียง สุดท้ายเกิดอาการไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิต หลังเข้าโรงพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์

เพราะฉะนั้นต้องระวัง !!

เมื่อกินยาเม็ดหรือแคปซูลอย่าดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน น้ำผลไม้หรือน้ำหวานทุกชนิดตามยาลงไป ทางที่ดีควรดื่มน้ำเย็นเท่านั้น ถ้าคุณรู้สึกกระหายในลำคอหลังจากทานยาให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรยืนหรือนั่งตัวตรงๆ

**จำไว้ว่า .. เมื่อทานยาแล้วอย่านอนทันที

สูตรยาแก้ไอ

พ.ย. 17

สะโพกหรือน่องไก่ หั่นเป็นชิ้นนำไปต้มกับน้ำ ปรุงรสใส่ เกลือ พริกไทยดำตำ(เยอะๆ) ซอยหัวหอมใส่ จิ๊บทุกครึ่งชัวโมง ขนาดถ้วยตะไล (ถ้วยเหล้าหนึ่งกรึบ หรือเท่าถ้วยขนมตามภาพ) จะช่วยแก้ไอ แก้อาการเจ็บคอ เนื้อไก่ทำเป็นอาหารเย็น ทานกับข้าว

มีการวิจัยจาก Canada Reserch Council พบว่า การทา “วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub)  ที่ใต้ฝ่าเท้าและสวมถุงเท้านอน จะลดการไอได้ผล 100%

และถือเป็นการยืนยันจากผู้ที่เคยทดลองทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ที่เวลานอนมีอาการไอและสามารถลดการไอได้อย่างอัศจรรย์

วิธีการแก้ไอตอนกลางคืน โดยการให้ทา”วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub)  ที่ฝ่าเท้าให้ทั่ว ทาเยอะหน่อย  แล้วใส่ถุงเท้าไว้ จะบรรเทาอาการไอ ลดลงมาก

1. นาทีแรกรู้สึกร้อนที่ฝ่าเท้านิดๆ ช่วงนี้ยังไอ แต่มีความรู้สึกแผ่ซ่าน

2. จากนั้นอาการคัน ระคายคอ ลดลงๆ อย่างช้าๆ

3. อาการหายไปในที่สุด โดยไม่ได้รับประทานยาอื่น ๆ เลย

4. ถ้าเริ่มไออีกครั้ง ก็ให้ทา”วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub) เพิ่ม

วิธีช่วยลดสารพิษตกค้างในผัก

ต.ค. 16

1.               ลดสารพิษได้ 90-95%

ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยมาก และหลังจากแช่ผักในสารละลาย โซเดียมไบคาร์บอเนตแล้ว ควรนำผักมาล้างด้วยน้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง ก่อนนำไปบริโภคเพื่อจะเอาสารพิษที่ตกค้างที่ผิวของผักออกให้หมด

2.               ลดสารพิษได้ 60-84%

ใช้น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10-15 นาที

3.               ลดสารพิษได้ 54-63%

ล้างผัก เด็ดเป็นใบ ๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดก็อกน้ำให้ไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ผลไม้ โดยให้น้ำไหลผ่าน ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก นาน 2 นาที ผักที่มีดินติดควรแช่น้ำไว้นาน ๆ ให้ดินอ่อนตัวและล้างออกง่าย ไม่ต้องถู แรง ๆ เพราะจะทำให้ผักช้ำ ผักบางประเภทที่หนอนชอนไช เช่น ดอกกะหล่ำ ผักกาดขาว ควรแช่น้ำเกลือไว้สักพัก ใช้น้ำมาก ๆ หนอนและแมลงจะลอยออกมาอยู่ในน้ำเอง

4.               ลดสารพิษได้ 27-72%

ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักออกทิ้ง เด็ดผักเป็นใบ ๆ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 10-15 นาที

5.               ลดสารพิษได้ 48-50%

ต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน

6.               ลดสารพิษได้ 35-43%

ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที

7.               ลดสารพิษได้ 29-38%

ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที

8.               ลดสารพิษได้  34-52%

แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

9.               ลดสารพิษได้  35-43%

แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด) ผสมน้ำ 4 ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

10.               ลดสารพิษได้  29-37%

แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

11.               ลดสารพิษได้  22-36%

แช่น้ำยาล้างผัก นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

เกลือที่อยู่ในครัว

ต.ค. 15

1. ไอเพราะเป็นหวัด

แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว

 

2. มึนหัว สมองไม่แล่น

สาวทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง

 

3. เร่งให้อาเจียน

ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ

 

4. คัดจมูก

จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที

 

5. คันตามผิวหนัง

ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์

 

6. โรคตาแดง

โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง

 

7. แผลยุงกัด

ถ้าใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย

แครนเบอรี่

ต.ค. 15

แครนเบอรี่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium macrocarpon เป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูกเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลแครนเบอรี่มีสีแดงสด และมีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถนํามาบริโภคทั้งในรูปผลสด ผลตากแห้ง และน้ำคั้น

แครนเบอรี่เป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมีที่สําคัญในแครนเบอรี่ได้แก่ โปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins), คาเทชิน (Catechins), ไตรเทอปีนอยด์ (Triterpenoids), กรดควินิค (Quinic acid), กรดฮิพพิวริค (Hippuric acid) และแทนนิน (Tannin) โดยเฉพาะสารโปรแอนโธไซยานิดิน สามารถป้องกันการยึดเกาะของแบคทีเรียกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้แครนเบอรี่ จึงถูกนําไปใช้ในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ แผลในกระเพาะอาหาร และการเกิดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีรายงานว่าการบริโภคแครนเบอรี่สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลลมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลอง ความเป็นกรดอ่อนๆของแครนเบอรี่ยังช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้อีกด้วย

นอกจากนี้มีรายงานทางการแพทย์มากมายเกี่ยวกับการบริโภคแครนเบอรี่ว่าสามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปอด และอื่นๆ ได้อีกมากมาย

 

สรุปคุณประโยชน์ของแครนเบอรี่กับงานวิจัยทางการแพทย์

 

ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

1. สารสกัดจากแครนเบอรี่นั้นถูกใช้ในการรักษาและป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTIs) มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ในด้านกลไกในการยับยั้งการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีงานวิจัยสนับสนุนว่า Proanthocyanidins (cPACs) ที่พบมากในแครนเบอรี่นั้นจะไปยับยั้ง flagella ที่ใช้สำหรับเคลื่อนที่ของ Uropathogenic Escherichia coli (UPEC) ทำให้ความสามารถในการเคลื่อนที่และจับรวมกลุ่มกันของ UPEC ลดลง จึงช่วยป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTIs) ได้

2. ผู้หญิงที่ได้รับสารสกัดจากแครนเบอรี่ต่อเนื่องกัน สามารถจะช่วยยับยั้งการยึดเกาะตัวของ E. coli  ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p value <0.0001) เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารสกัดจากผลแครนเบอรี่

3. เด็กและสตรีผู้สูงอายุ เมื่อรับประทานน้ำแครนเบอรี่ต่อเนื่องกัน สามารถลดการติดเชื้อซ้ำๆ บ่อยๆ ของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

4. การรับประทานสารสกัดจากแครนเบอรี่ 500 มิลลิกรัม เพื่อเปรียบเทียบกับยา Trimethoprim ในการป้องกันการเป็นซ้ำของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบในผู้หญิงวัยสูงอายุ เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าสารสกัดจากแครนเบอรี่สามารถป้องกันได้ แต่ได้ผลต่ำกว่ายา Trimethoprim อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุให้การยอมรับสารสกัดจากแครนเบอรี่มากกว่ายา Trimethoprim  เนื่องจากสารสกัดจากแครนเบอรี่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งให้ผลข้างเคียงต่ำกว่าในการทำให้เชื้อดื้อยา และการเกิดการติดเชื้อราและ Clostridium difucile ซ้ำซ้อน เมื่อเทียบกับยา Trimethoprim อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าอีกด้วย

5. การดื่มน้ำแครนเบอรี่ 500 มิลลิลิตร แล้วดื่มน้ำตาม 1,500 มิลลิลิตร (1.5 ลิตร) ในผู้ชายแอฟริกาใต้ สามารถป้องกันการตกตะกอนของ Calcium oxalate ที่เป็นสาเหตุของนิ่วที่ไตได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว

 

ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

การรับประทานแครนเบอรี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Flavonoids (แอนโธไซยานิน (Anthocyanin)), ฟลาโวนอล (Flavonols) และโปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins) ) โดยที่ Flavonoids จะไปยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของโคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ทำให้ป้องกันการเกิด Oxidized LDL ที่เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบและอุดตันได้ (อ้างอิงที่ 11)

สารต้านอนุมูลอิสระจากแครนเบอรี่ สามารถเหนี่ยวนำให้ตัวรับ LDL ที่ตับทำงานมากขึ้น เป็นผลทำให้เพิ่มการขับออกของ LDL จากระบบไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำโคเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ตับเพื่อขับออกได้ ทำให้ลดโคเลสเตอรอลได้

สุขภาพในช่องปาก

1. น้ำแครนเบอรี่มีส่วนประกอบของ High molecular weight non-dialyzable material (NDM) ซึ่งสามารถยับยั้งการยึดเกาะและการรวมตัวกันของแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคทางช่องปาก การเกิดคราบหินปูน และจุลินทรีย์บนผิวฟันได้

2. Proanthocyanidins ที่ได้จากน้ำแครนเบอรี่เข้มข้นนั้น สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory mediator) ที่สร้างมาจากเซลล์ gingival fibroblasts เช่น Interleukin (IL-6,IL-8) และ PGE(2) ในโรคปริทันต์ (Periodontitis) เป็นผลให้สามารถลดขบวนการอักเสบได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีที่จะพัฒนาเป็นสารช่วยในการรักษาโรคปริทันต์ (Periodontitis) ต่อไป

 

โรคมะเร็ง

1. Proanthocyanidins ที่พบมากใน Cranberry นั้น พบว่ามีการทดสอบในหลอดทดลองว่ามีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ โดยจากการทดลองพบว่าการให้ Proanthocyanidins เดี่ยวๆ จะเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งตายลง (Apoptotic change) หรือเมื่อให้ร่วมกับยารักษามะเร็งรังไข่ (Paraplatin) จะเสริมฤทธิ์ยารักษาในการลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้

2. การให้น้ำแครนเบอรี่วันละ 250 ml ร่วมกับการได้รับยาฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหาร สามารถเพิ่มอัตราการทำลายเชื้อได้สูงขึ้นในเพศหญิงในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Helicobacter pylori (H.pylori ) ทั้งนี้  H.pylori เป็นเชื้อที่พบในกระเพาะอาหาร หากติดเชื้อเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้เป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้

3. การให้น้ำแครนเบอรี่ 250 ml ในผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ ผลปรากฏว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ สามารถที่จะยับยั้งการติดเชื้อ H. pylori ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่

4. Proanthocyanidins ที่พบมากใน Cranberry นั้น สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนมะเร็งและนำไปสู่การตายของเซลล์มะเร็งปอด (rapid induce of apoptosis)

5. Cranberry ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) โดยที่สารประกอบ Flavonoids (Proanthocyanidins) เป็นตัวที่กล่าวถึงในการเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง (Apoptosis) โดยจากการศึกษาพบว่า Proanthocyanidins เป็นสารที่ยับยั้งกลไกการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหลายกลไก และพบว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งต่อไป

 

ข้อควรระวัง

การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานมากเกินไปในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มากกว่าวันละ 1.42 ลิตร มีผลทำให้มีโอกาสเลือดออกภายในได้ (Hemorrhage) อย่างไรก็ตาม หากรับประทานแต่น้อย จะไม่มีอันตราย เนื่องจากมีอีกงานวิจัยสนับสนุนว่าการรับประทานน้ำแครนเบอรี่ วันละ 240 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้งติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) ไม่มีอันตรายจากภาวะเลือดออกภายในแต่อย่างใด

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับร่างกาย

ส.ค. 13

หิวเพราะกลิ่น

พอกลิ่น หอมของอาหารลอยมา พวกเราคงเคยรู้สึกหิว ตามกลิ่นนั้นไปด้วยใช่ไหมล่ะ ก็กลิ่นอาหารเข้าไปกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของเรา ทำให้น้ำย่อยในปากและท้องทำงาน เราจึงรู้สึกหิวทั้งๆที่บางครั้งเราไม่ต้องการกินอีก

กระเพาะแข็งแกร่ง

ในกระเพาะอาหารของเรามีน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงมาก จนสามารถละลายสังกะสีได้ แต่กรดเหล่านี้ไม่สามารถละลายผนังกระเพาะของเราได้ เนื่องจากทุกนาทีเซลล์ผนังกระเพาะเก่า 5,000 เซลล์ จะถูกเซลล์ใหม่แทนที่และเปลี่ยนเป็นเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 3 วัน

ท้องร้องจ๊อกๆ

พวกเราเคยได้ยินเสียงท้องร้องเมื่อรู้สึกหิวบ้างไหมสาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรา จะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ ยินเสียงท้องร้อง

ตกใจจนหน้าซีด

เมื่อเราตกใจหน้าจะซีด เนื่องจากเลือดบริเวณแก้มจะไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ฉุกเฉิน คือให้สารอาหารและออกซิเจนแก่กล้ามเนื้อส่วนอื่น เนื่องจากร่างกายไม่ได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเผชิญความตกใจ เมื่อเลือดจากแก้มไหลออกไป หน้าเราจึงซีด

เขินอาย

เมื่อเรารู้สึกเชินอายหน้าเราก็จะแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้มและลำคอ เพราะขณะที่เราเขินอาย เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยสารเคมีที่พลังงานสูงชื่อว่าเปปไตด์ (peptide) ออกมา ทำให้เส้นเลือดที่แก้มและลำคอขยายตัว หน้าของเราจึงแดงมากกว่าปกติ

น้ำหนักวิญญาณ

เชื่อหรือไม่ว่าวิญญาณของพวกเราก็มีน้ำหนักด้วยเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ทดลอง ชั่งน้ำหนักของวิญญาณ โดยชั่งน้ำหนักของคนในขณะที่มีชีวิตอยู่เปรียบเทียบกับ น้ำหนักหลังจากเสียชีวิตทันที พบว่าน้ำหนักหายไป 21 กรัม จึงสรุปว่าดวงวิญญาณของพวกเรามีน้ำหนัก 21 กรัมด้วย

สารฆ่าความเจ็บปวด

เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันยัง สามารถลงแข่งขันได้จนจบหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบยังคงทนต่อสู้ข้าศึกอยู่ได้ พวกเขาไม่เจ็บกันหรือ?? นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด สมองจะปล่อยสารออกมายับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ ทำให้มนุษย์ต่อสู้กับความเจ็บปวดได้

ไม่มีน้ำตา

รู้หรือปล่าวว่าตอนที่เราอายุ 4-5 เดือน เราร้องไห้ไม่มีน้ำตากันหรอกครับ แม้จะร้องเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อมน้ำตาของคนเราจะพัฒนาขึ้น หลังจากเกิดมาแล้ว 4-5 เดือน ตอนนี้พวกเราคงจะร้องไห้มีน้ำตากันทุกคนแล้วนะครับ

มาจากดวงดาว

ร่างกายของเราประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก อะตอมเหล่านี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม เชื่อว่า อะตอมเกิดมาจากดวงดาวที่ดับแล้วเมื่อ 5000 ล้านปี ก่อนที่จะมีพระอาทิตย์เกิดขึ้น และดวงดวงนี้เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก่อนเมื่อโลกเกิดขึ้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตนี้ก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นคน

สารพัดสาร

เชื่อหรือไม่ว่าในร่างกายของเรามีสารอยู่มากมาย เช่น

มีฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากพอจะทำหัวไม้ขีดไฟ 2,000 ก้าน

มีไขมันพอที่จะทำสบู่ได้ 7 ก้อน

มีเหล็กมากพอที่จะทำตะปูได้ 1 ตัว

มีปูนขาวที่สามารถละลายน้ำแล้วนำไปทาห้องเล็ก ๆ ได้ 1 ห้อง

มีซัลเฟอร์ 1 ช้อนชาและโลหะอีกประมาณ 30 กรัม

นอนแล้วสูง

การนอนช่วยให้เราสูงขึ้นได้ เพราะเมื่อเรายืนหรือนั่ง แผ่นกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังจะถูกแรงดึงดูดของโลกกดลง การนอนช่วยให้แรงกดนี้หายไป แผ่นกระดูกอ่อนที่ถูกกดก็จะพองตัว ทำให้เราสูงขึ้นได้อีก 8 มิลลิเมตรแต่เมื่อตื่นมาเราก็จะสูงเท่าเดิม

พลังกาย

ร่างกายของคนเราแข็งแกร่งมากกว่าที่เราคิดเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยกน้ำหนัก เช่นถ้าเรานอนหลับโดยห่มผ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม หายใจโดยเฉลี่ย 16 ครั้งต่อนาที และนอนนานประมาณ 8 ชั่วโมง ทรวงอกของเราสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน

ฉันทำไม่ได้

สิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้คือ หายใจและกลืนอาหารไปพร้อมๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปรบกวนกระบวนการหายใจด้วยการปิดกั้นอากาศ ไม่ให้ผ่าน เข้าไปขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร

การล้างพิษตับและถุงน้ำดี 1 คืน 2 วัน

ส.ค. 13

สูตรการล้างพิษตับและถุงน้ำดี (สูตรสั้น) 1 คืน 2 วัน

สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลา สูตรการล้างพิษตับและถุงน้ำดี มีหลายวิธี แล้วแต่ใครจะใช้วิธีไหน ซึ่งโดยรวมแล้วก็จะได้ผลคล้าย ๆ กัน หากใครมีเวลาก็ลองใช้สูตรล้างพิษ 6-7 วันก็ดีครับ

ก่อนล้างพิษ 2-5 วัน หากสามารถรับประทานแอปเปิล อย่างน้อยวันละ 2-6 ลูก หรือน้ำแอปเปิลคั้นสด  6 ลูก โดยใช้เครื่องแยกกาก (เครื่องปั่น)  หรือดื่มน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล (Apple Cider) 1 ช้อนชา ผสมน้ำ ดื่มเช้าเย็น อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ก็จะทำให้การล้างพิษมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากแอปเปิลมีกรดมาลิก (Malic acid) ที่จะทำให้นิ่วในตับและท่อน้ำดีอ่อนตัวลงสามารถขับสารพิษได้ง่ายขึ้น การดื่มน้ำแอปเปิลควรจิบไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการดื่มระหว่างมื้ออาหาร

ก่อนการล้างพิษ 3 วัน ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายๆ เช่น ข้าวต้ม แกงจืด ผักลวกจิ้มน้ำพริก เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายเข้าสู่การล้างพิษหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มฤทธิ์เย็น เช่น น้ำย่านาง น้ำแตงโม เพราะจะทำให้ตับลดประสิทธิภาพในการขับพิษ

ภายในช่วงของการเตรียมตัวนี้หากสามารถลดการบริโภคเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารผัดปิ้งย่างทอด ก็จะช่วยลดภาระของตับ ทำให้ตับได้เตรียมตัวเข้าสู่การล้างพิษได้เป็นอย่างดี(อาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัวล้างพิษได้ดีที่สุด) ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะการนอนหลับเป็นวิธีการดูแลตับอย่างดีที่สุด เตรียมตัว เตรียมใจให้สบายผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับการเตรียมตัวหรือการล้างพิษจนเคร่งเครียด

ในวันล้างพิษ ไม่ดื่มน้ำ และไม่อาบน้ำ ตั้งแต่เวลาเริ่มล้างพิษจนเสร็จสิ้น ก็คือตั้งแต่เวลา18.00 น. จนถึงเวลา 08.00 น.ในวันถัดไป

วิธีการทำล้างพิษนี้ปลอดภัยมาก ไม่มีใครต้องเข้าโรงพยาบาลจากการทำขั้นตอนเหล่านี้ ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวดให้กล่าวถึง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายบ้างเล็กน้อย 1-2 วัน

ขั้นตอนเหล่านี้นั้นขัดแย้งกับการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ เข้าใจกันไปว่าก้อนนิ่วนั้นเกิดขึ้นในถุงน้ำดี ไม่ใช่ในตับ คิดว่ามีปริมาณน้อยไม่ถึงหลักพัน ไม่ได้เกิดความเจ็บปวดยกเว้นว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น เพราะเมื่อเวลาที่เจ็บปวดขึ้นมาฉับพลัน จะพบว่ามีก้อนนิ่วบางก้อนนั้นอยู่ในถุงน้ำดีมีขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นได้ด้วยการเอ็กซ์เรย์ และทำให้เกิดการอักเสบบริเวณนั้น เมื่อตัดเอาถุงน้ำดีออกไป ความเจ็บปวดดังกล่าวก็หายไป แต่อาการอักเสบที่หัวไหล่และอาการอื่น ๆ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารนั้นยังคงอยู่

การล้างพิษตับและถุงน้ำดี เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีรากฐานมาจากตะวันตก ซึ่งในคนทั่วไปสามารถล้างพิษตับได้อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง ซึ่งเมื่อระบบระบายสารพิษในร่างกายทำงานได้ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และยังมีผลช่วยป้องกันรักษาโรคต่างๆ หลายโรค เช่น ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ นิ่วในท่อน้ำดีและนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งตับและมะเร็งถุงน้ำดี  ภาวะเบื่ออาหาร ภาวะกินจุ ระบบย่อยผิดปกติ กรดใหลย้อน (GERT) ท้องเสีย ท้องผูก ริดสีดวงทวาร หายใจไม่อิ่ม ตับแข็ง คอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ แผลในกระเพาะและลำไส้ โรคระบบสมองและประสาท คลื่นไส้อาเจียน โรคต่อมลูกหมาก โรคทางเดินปัสสาวะ ฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ ภาวะซึมเศร้า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ภาวะใกล้หมดประจำเดือน ปัญหาเกี่ยวกับสายตา โรคผิวหนัง เป็นสิว มึนหัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ้วนง่าย กล้ามเนื้ออักเสบ เก๊าต์ หอบหืด ปวดข้อและข้ออักเสบ อัลไซเมอร์ นอนไม่หลับ กลิ่นตัวแรง ร้อนวูบวาบตามตัว อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดหลัง ภูมิแพ้ เป็นต้น

วันล้างพิษ

1.               ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว

2.               ดื่มน้ำเปล่า

3.               งดอาหารเนื้อ นม ไข่ น้ำมัน อาหารผัด ทอด หรืออดอาหารทุกอย่าง

4.               งดการรับประทานยาทุกชนิด

5.               เวลาหิวให้ดื่มน้ำต่อไปนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ได้)

  • น้ำแอปเปิล 100 % หรือผลแอปเปิ้ลปั่นแยกน้ำ แยกกาก
  • น้ำสับปะรดปั่นแยกน้ำ แยกกาก
  • น้ำอ้อยสด+มะนาว

6.               14:00 หยุดรับประทานผลไม้ทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่า อาบน้ำก่อน 18.00

7.               18.00 ดื่มดีเกลือ 1 ช้อนชา ละลายในน้ำอุ่นประมาณ ½ แก้ว ( ใส่น้ำผลไม้สด หรือน้ำแอปเปิลสด เพื่อให้ได้ทานง่ายและรสชาติที่ดีขึ้น )

8.               20.00 ดื่มดีเกลือ 1 ช้อนชา ละลายในน้ำอุ่นประมาณ ½ แก้ว ( ใส่น้ำผลไม้สด หรือน้ำแอปเปิลสด เพื่อให้ได้ทานง่ายและรสชาติที่ดีขึ้น )

9.               อาจจะเข้าห้องน้ำสัก 1-2 ครั้งแล้ว

10.               22.00 ผสมน้ำมะนาว(ไม่มีเนื้อ) และน้ำมันมะกอกบีบเย็น อัตราส่วน น้ำมะนาว 150 ซี.ซี. น้ำมันมะกอก 150 ซี.ซี. (ปริมาณสามารถลดได้ตามสัดส่วน 1 ต่อ 1เช่น น้ำมะนาว 100 ซี.ซี. น้ำมันมะกอก 100 ซี.ซี.) วิธีดื่ม บรรจุขวด แล้วเขย่าให้เข้ากันแล้วดื่มทันที (ยืนดื่ม) หากใช้หลอดดูดก็จะง่ายขึ้น (ไม่เกิน 22.15 น.)

หลังดื่มน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวแล้ว ให้ปฏิบัติตัวดังนี้ เมื่อดื่มแล้วให้เดินไปที่เตียงนอนให้เร็วที่สุด จากนั้นให้รีบนอนลงทันที หากไม่รีบนอนลงอาจทำให้การกำจัดก้อนนิ่วไม่สำเร็จ ยิ่งรีบนอนลงเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งกำจัดก้อนนิ่วได้มากเท่านั้นโดยนอนหงายหนุนหมอนหรือนอนตะแคงขวา พยายามนอนให้นิ่งเช่นนั้นประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นจะนอนท่าไหนก็ได้แต่ห้ามลุกจากที่นอน แล้วลองคิดว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในตับเรา จะรู้สึกได้ว่าขบวนก้อนนิ่วเหมือนลูกแก้วกลิ้งอยู่ กำลังผ่านไป ยังท่อน้ำดี ขณะนี้จะไม่มีความรู้สึกว่าเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากวาล์วท่อน้ำดีกำลังเปิด (เป็นผลมาจากดีเกลือ) ไม่ต้องกังวล พยายามนอนให้หลับ ไปเลย ถ้ากลัวอาเจียนให้ประคับประคองตัวเองให้ถึง 02.00 น.หรือใช้ถุงน้ำร้อนประคบที่ท้อง ของเสียจากตับจะเริ่มออกประมาณ 02.00 ให้เก็บของเสียต่างๆไว้

วันที่ 2

  1. ตื่นนอน และทำธุระส่วนตัว
  2. ทำงานตามปกติ
  3. หลังขับถ่ายอุจจาระ (ดื่มหรือไม่ดื่มก็ได้ น้ำสมุนไพรบำรุงกำลัง เช่น น้ำมะพร้าวสด น้ำขิง)
  4. หลังจากนั้น ดื่มและรับประทานอาหารบำรุงตับ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ หรือรับประทานอาหารอ่อนๆ เพื่อบำรุงตับ

ทำตามโปรแกรมได้ดีแค่ไหน?

อาจจะมีอาการท้องเสียในตอนเช้า ให้มองหาก้อนสีเขียว ซึ่งเป็นก้อนนิ่ว ไม่ใช่อุจจาระ น้ำดีจากตับนั้นจะมีสีเขียว อุจจาระที่ออกมาจะจม แต่ก้อนนิ่วจะลอยเพราะมีคอเลสเตอรอลผสมอยู่ในนิ่วด้วย ให้ลองนับปริมาณคร่าว ๆ ของก้อนนิ่วที่เจอไม่ว่าจะเป็นก้อนสีเขียวหรือสีน้ำตาล ปกติแล้วจะมีอยู่ประมาณ 2,000 ก้อน หากนับได้ประมาณนี้ก็ถือได้ว่าตับค่อนข้างสะอาดมาก อาจทำความสะอาดตับได้เป็นช่วง ๆ ห่างกันประมาณ 2-4  สัปดาห์  ไม่ควรเกินนี้ ช่วงเริ่มต้นสามารถทำได้ทุกเดีอน จนสังเกตว่าไม่มีก้อนนิ่วออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็ควรทำปีละ 2 ครั้ง และไม่ควรทำเมื่อป่วย และควรเลือกทำการล้างพิษตับใน 2 ช่วง คือ วันที่มีข้างขึ้น 11-15 ค่ำ วันที่มีข้างแรม 11-15 ค่ำ

บางครั้งท่อน้ำดีก็เต็มไปด้วยเม็ดคอเลสเตอรอลที่ยังไม่ก่อตัวเป็นก้อนนิ่ว จึงอาจมีลักษณะเหมือนแกลบลอยอยู่ในโถชักโครก อาจมีสีน้ำตาล และอาจมีเม็ดขาวเล็ก ๆ นับล้านอยู่ด้วย การล้างทำความสะอาดเม็ดเล็กขาวและที่มีลักษณะลอยเหมือนแกลบนี้สำคัญเช่นกัน เพื่อจะกำจัดออกไปก่อนที่จะเป็นก้อนนิ่วลักษณะของเสีย ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว สีดำ ก้อนขรุขระ หรือ เป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา     ลอยอยู่ตรงกลาง จะเป็นเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนเห็ดหูหนูขาว อยู่ล่างสุดคือเม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุ

หมายเหตุ น้ำมันมะกอก ต้องมีคำว่า Extra Virgin และ Cold Pressed อยู่บนฉลาก

การรับประทานไข่

ส.ค. 10

ไขมัน HDL เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการรับประทานไข่

HDL increase after continuous egg consumption

โดยนายแพทย์ กรภัทร มยุระสาคร

กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสมุทรสาคร

อาหารประเภท “ไข่” เช่น ไข่เป็ด ไข่ไก่ เป็นต้น เป็นอาหารที่จัดได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนเกือบทุกชาติก็ว่าได้ เพราะเป็นอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์มาจากสัตว์จำพวก เป็ด ไก่ ห่าน เป็นต้น ดังนั้นย่อมเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น จากประวัติการกินไข่ก็มีมานานมากแล้ว “ไข่” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์จำพวก ไก่ เป็ด ห่าน เป็นต้น สำหรับไข่ไก่นั้น 1 ฟอง (น้ำหนัก มาตรฐาน 50 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 75 แคลอรี่ และในไข่หนึ่งฟองนั้นมีสารอาหารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ คือ โปรตีน 6.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 0.6 กรัม, ในขณะที่มีไขมันรวม 4.9 กรัม, โอเมก้า-6 0.67 กรัม, โอเมก้า-3 0.07 กรัม, Polyunsaturated 0.75 กรัม Monounsaturated 2.14 กรัม ไขมันอิ่มตัว 1.53 กรัม โคเลสเตอรอล 213 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังประกอบด้วยไวตามินต่าง ๆ อีก 13 ชนิด เป็นต้น นอกจากนี้ไข่ยังประกอบด้วยกรดอมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเพิ่มของระดับโคเลสเตอรอลในเลือดที่เกิดจาก low density lipoprotein เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ (Coronary heart disease risk) และมีข้อแนะนำตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ให้ลดการกินอาหารประเภทโคเลสเตอรอลลง โดยเชื่อว่าการกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลจะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจที่มากขึ้นด้วย และมีการพูดถึงการจำกัดการบริโภค “ไข่” ด้วย (Alberta egg producer board, NCEP) เพราะไข่แดงมีสารโคเลสเตอรอลสูง และจากการเผยแพร่ความเข้าใจดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีผลทำให้เกิดการลดการบริโภค ”ไข่” ลง โดยคนอเมริกันมีอัตราการบริโภคไข่ลดลง 24% คือจากจำนวน 405 ฟองต่อคนต่อปี (ในปี1945) ปัจจุบันเหลือเพียง 277 ฟองต่อคนต่อปี (world market and trade, 2547) ส่วนประเทศที่บริโภคสองอันดับแรกของโลกได้แก่ จีน 318 ฟอง/คน/ปี และญี่ปุ่น 323 ฟอง/คน/ปี ส่วนอัตราการบริโภคไข่ของคนไทยอยู่ที่จำนวนเฉลี่ย 156 ฟอง/คน/ปีซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำ สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในต่างประเทศได้มีการศึกษาและได้มีการตีพิมพ์ในวารสารจำนวนมากทั่วโลกเกี่ยวกันความสัมพันธ์ของการกินไข่กับการเพิ่มของโคเลสเตอรอลในเลือดของคนเรา ซึ่งจากความรู้ที่ได้ทำให้รู้ว่าคนไทยเราเข้าใจไม่ถูกมาตลอด

โคเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร (Dietary Cholesterol) ไม่ได้แปลงไปเป็นโคเลสเตอรอลในเลือดโดยตรง จริงๆแล้วปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ร้อยละ 80–90 นั้นร่ายกายเราสามารถสร้างได้เองจากตับ นั่นหมายถึง “ถึงแม้คนเราไม่กินโคเลสเตอรอลเลย (Cholesterol-free diet) ร่างกายก็ยังมีโคเลสเตอรอล โดยปริมาณที่สร้างจะแปรผันตามน้ำหนักตัว นั่นหมายถึงคนที่อ้วนจะมีการสร้างโคเลสเตอรอลในเลือดมากกว่าคนที่ผอม ในคนที่มีสุขภาพดีนั้นร่างกายจะมีการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือดโดยหากกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลจากอาหารมากไป ร่างกายก็จะลดปริมาณการสร้างโคเลสเตอรอลลง ในขณะที่หากในบางรายที่กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลน้อยไปเช่น คนที่กินอาหารไม่ได้, คนป่วยที่มีปัญหาในการดูดซึมของกระเพาะอาหาร เป็นต้น ร่างกายก็จะทำการสร้างโคเลสเตอรอลมากขึ้น

โคเลสเตอรอล ไม่ไช่ไขมัน (Fat) แต่คือ ไข (Wax) ซึ่งได้มาจากคนและสัตว์ และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของร่างกาย โคเลสเตอรอลพบได้ทุกเซลล์ในร่างกาย ใช้ในการผลิต กรดน้ำดี (bile acid) เพื่อใช้ในการดูดซึมไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมัน เข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินอาหาร โคเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหารที่เรากิน(Dietary Cholesterol) นั้น จริงๆ แล้วไม่ได้แปลงไปเป็นโคเลสเตอรอลในเลือดโดยตรง ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมายก่อนจะเป็นโคเลสเตอรอล ตับต่างหากเป็นตัวสร้างโคเลสเตอรอลในเลือดที่สำคัญซึ่งวัตถุดิบหลักที่ตับใช้สร้างโคเลสเตอรอลนั้นคือ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ส่วนไขมันจากอาหารนั้นมีหลายแบบเช่น ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat), ไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง (Mono-unsaturated fat), ไขมันอิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Poly-unsaturated fat) เป็นต้น แต่จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า สาเหตุที่กินไขมันมากแล้วไม่ดีเพราะอาหารบางอย่างมีไขมันชนิดอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี (saturated fat) การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทิ่อิ่มตัวมากๆ มีส่วนสัมพันธ์กับการเพิ่มของโคเลสเตอรอลในเลือดจริง ดังนั้นสิ่งที่ควรเลี่ยงคืออาหารที่มีไขมันแบบดังกล่าวซึ่งพบได้ในอาหารจำพวก ชีส ครีม น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว มันจากสัตว์ เป็นต้น ถ้าคนเรารู้จักเลือกกินอาหารว่าอะไรควรหรือไม่ควร ก็ไม่ต้องมากังวลกับไขมันนี้

 

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ อาหารหวานๆ เช่น น้ำผลไม้หวาน, น้ำตาล เป็นต้น เมื่อกินเข้าไปมากๆ ร่างกายเราไม่ได้เอาใช้ ร่างกายเราก็จะเอาไปแปลงเป็นไขมันแทน ซึ่งอันนี้เป็นสาเหตุของไขมันในเลือดสูงที่แท้จริง

 

จากงานวิจัยของ Frank Hu (2001) ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดขึ้นว่า ชนิดของไขมันนั้นมีส่วนที่จะกำหนดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดไม่ไช่ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ได้จากอาหาร จากการศึกษาพบว่า ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวนั้นเป็นตัวที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดมากกว่าตัวอื่นๆ อัตราการเกิดมีความสัมพันธ์ในคนที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของ Trans fatty acids และ saturated fat มาก (Frank Hu et al., 1997) จากการศึกษาหลายๆ ที่เกี่ยวกับการกินไข่กับความสัมพันธ์ของโรคหลอดเลือดนั้น แจงได้ว่า การศึกษาจำนวนมาก พบว่าไม่สัมพันธ์กัน ยกตัวอย่างใน การศึกษาของ Framingham โดย Dawber และคณะ ,ในการศึกษา case-control ในอิตาลี และจากงานวิจัยต่างๆ ที่ทำเรื่องการทดลองการกินไขมันกับโรคหลอดเลือดนั้น ไม่มีงานวิจัยใดสรุปได้ว่าการบริโภคไข่ หรือไขมันทำให้โรคหลอดเลือดอย่างแน่นอน

 

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่สนับสนุนถึง ความเป็น “คุณประโยชน์” มากกว่าโทษของไข่อีกมากมายโดยไข่ยังดีกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตา โดยไข่มีสาร Lutein และ Zeaxanthin ซึ่งเป็นสารจำพวก แคโรทีน (Carotenoids, ซึ่งเป็นเม็ดสีที่มีอยู่ในอาหารที่ได้จากพืช และสัตว์) ซึ่งมีหลักฐานหลายๆ ชิ้นที่บ่งบอกว่าสามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพ (Macular) ที่ตาซึ่งเป็นโรคสำคัญโรคหนึ่ง ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้พบได้ในไข่แดง อีกทั้งยังมีข้อมูลของผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ได้กล่าวว่า สาร Lutein และ Zeaxanthin ที่พบในไข่นั้น  ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่า สารดังกล่าวที่พบในอาหารจำพวกพืชผัก เช่น แครอท ผักขม นั่นเป็นเพราะส่วนประกอบของไขมันที่มีในไข่แดงได้ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ไข่ยังมี วิตามินดี ที่ส่งเสริมความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และยังมีสารโฟเลต ซึ่งช่วยป้องกันความผิดปกติในเด็กแรกเกิดได้ และป้องกันโรคหัวใจในผู้สูงอายุได้

การศึกษาโดยนายแพทย์ กรภัทร มยุระสาครในปี 2547-ปัจจุบัน พบว่า หลังจากที่อาสาสมัครได้รับประทานไข่มากถึงวันละ 2 ฟองเป็นเวลา 10 สัปดาห์นั้น  ระดับ HDL-Cholesterol ที่มีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเพิ่มขึ้น 22.4 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับอัตราส่วนระหว่าง Total Cholesterol ต่อ HDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยลดลง 0.94 ส่วน LDL-Cholesterol และไตรกลีเซอร์ไรด์นั้นไม่มีความแตกต่างกัน (p > 0.05) ผลการทดลองพบว่าการบริโภคไข่ไม่ได้ทำให้ระดับ LDL-C สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการกินไข่ในระยะยาว 12 สัปดาห์กลับทำให้ระดับไขมัน HDL-Cholesterol สูงขึ้นมาก

สำหรับสาเหตุที่การกินไข่ไม่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นนั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจากสารตัวหนึ่งในไข่ที่มีชื่อว่า “เลซิติน” นั้นเอง ซึ่งมีส่วนในการลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลได้ และเลซิตินนี้เองที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งทางเคมีของสารที่แพทย์เรียกว่า เอช. ดี. แอล. (HDL) ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม เลซิตินจากที่ได้จากไข่แดง และเลซิตินที่วางขายตามท้องตลาดนั้นอาจมีความแตกต่างกันซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเลซิตินทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกัน

จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า การรับประทานไข่ 1 ฟอง และ 2 ฟองเป็นระยะเวลาติดต่อกันนั้นเป็นเวลาอย่าง 10 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้ระดับ Total Cholesterol และLDL-C สูง ยิ่งกว่านั้นในระยะทดลอง

ชื่อ…

ส.ค. 10

มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือที่สนามบินดอนเมือง เพื่อรอขึ้นเครื่อง มีชายคนหนึ่งเข้ามาชวนคุยด้วยและพูดว่า

 

ชาย …หวัดดีครับ นั่งอ่านหนังสืออะไรอยู่ครับ

หญิง…มองหน้า แล้วตอบว่า อ่านเรื่องเพศศึกษาค่ะ

ชาย…หนังสือว่าอย่างไงครับ

หญิง..หนังสือว่าในบรรดาอวัยวะเพศของผู้ชายนั้น คนอินเดียจะใหญ่และยาว คนลาวจะแข็งมาก ส่วนคนญี่ปุ่นจะอึดมากค่ะ แล้วคุณชื่ออะไรมายืนคุยกับฉันตั้งนาน ยังไม่รู้ชื่อคุณเลย

ชาย… เออ ! ผมชื่อ ท้าวคำปัน รามาซิงค์ ยามาโกโต้ ครับผม

ไม่ยุติธรรม

ส.ค. 10

หนุ่มหนึ่งไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน..พอผัวเขารู้เข้า หนุ่มก็ถูกยิงตาย

ในการพิพากษาในนรก….!

มัจจุราช— เจ้าเป็นชู้ สมสู่กับเมียชาวบ้าน.. ต้องโทษปีนต้นงิ้วเป็น เวลา 10 ปีนรก…เจ้าจะยอมรับหรือไม่

หนุ่ม— ยอมครับ..

จากนั้นหนุ่มก็ถูกยมทูตพาตัวไปปีนต้นงิ้ว..

ขณะที่กำลังเริ่มปีนอยู่นั้น หนุ่มก็แห่งะไปเห็นหนุ่ม 4

คนกำลังรุมโทรมหญิงนางหนึ่งอยู่ข้างๆ ต้นงิ้ว

ด้วยความสงสัย หนุ่มจึงหันไปถามยมทูต..

หนุ่ม— ท่านยมทูตครับ..พวกนั้นเขาทำผิดอะไร ถึงมีโทษเช่นนั้นครับ

ยมทูต— อ๋อ! ความผิดเหมือนเจ้านั่นแหละ ผิดลูกผิดเมียชาวบ้านน่ะ

หนุ่ม— โอ้โห..งั้นก็ไม่ยุติธรรมสิครับ.. ทำไมผมถึงต้องปีนต้นงิ้วด้วยล่ะ.

แต่ พวกนั้น. โห! สบายเลย..ผมขอเปลี่ยนเป็นแบบนั้นดีกว่า..

ยมทูต— เอ๊ย! ไม่ได้ มันผิดระเบียบ..

หนุ่ม— ถ้าไม่ได้..อืม! เดี๋ยวผมจะไปฟ้องท่านมัจจุราช.. แล้วท่านจะหนาว

ยมทูต— เออๆๆ..ข้ายอมเอ็งแล้ว..

พลางท่านยมทูตหันไปพูดกับหนุ่มพวกนั้น..

ยมทูต— เอ๊ยๆ..พวกเอ็ง เลิกข่มขืนนางนั่นได้แล้ว..

เอานางนั่นไปปีนต้นงิ้ว แล้วพวกเอ็งมารุมข่มขืนไอ้นี่แทน..มันขอข้าว่ะ..ผั๊บผ่าสิ.!