Archive for the ‘MyHomeDee’ Category

ประโยชน์ของกล้วย

ธ.ค. 09

มีอาหารว่างใดดีไปกว่ากล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโคสรวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอกับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของนักกีฬา ชั้นนำระดับโลกไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น ยังช่วยเอาชนะและป้องกันโรคต่าง ๆ ที่จะเกิดกับ ร่างกายได้อีก หลายโรค จึงควรรับประทานทุกวัน

1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือดและจะช่วยใน กรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะ โลหิตจาง

2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุดแต่มีปริมาณเกลือต่ำทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกายินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถโฆษณาได้ว่ากล้วยเป็นผลไม้พิเศษ ช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิต หรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก

3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียนTwickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วยในมื้ออาหารเช้าตอนพักและมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขาจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียน มีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น

4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย

5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจเร็ว ๆ นี้ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคน

จะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า trypotophan เมื่อสารนี้เข้าไป ในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือการดื่มกล้วยปั่นน้ำผึ้ง

กล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลงส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริม ปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป

7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียดท้อง ลองกินกล้วยสักผลคุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหารจะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัดลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่าเปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

10. ระบบระสาท ในกล้วยมีวิตามินบีสูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่เกิดในที่ทำงานจากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่าความกดดันในที่ทำงาน เป็นเหตุนำไปสู่การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ตและอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ  ในจำนวนคนไข้ 5,000 คน ในโรงพยาบายต่างๆนักวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงมาก จากรายงานสรุปว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุมเพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดีเป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรังและกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคืองและยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วยคือผลไม้ที่สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้ ทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวัน เพื่อให้แน่ใจว่าทกรกที่เกิดมาจะมีอุณหภูมิเย็น

13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ trypotophan ทำให้อารมณ์ดี

14. การสูบบุรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี 6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียมที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็ว อันเป็นผลจากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจนไปยังสมองและปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล

16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร “TheNew England Journal of Medicine” การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติโดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูดแล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้

 เห็นหรือไม่ว่า กล้วยรักษาโรคต่าง ๆ อย่างธรรมชาติได้มากมายท่านควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้างว่าจะได้ผลตามที่กล่าวหรือไม่และเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล 4 เท่า มีคาร์โบรไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งใน อาหารที่ดีที่สุด ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่เคยกินแอปเปิ้ลวันละผลทุกวันไม่ต้องไปหาหมอ หันมาคุ้นเคยกับคำว่า “กินกล้วยวันละผล ก็ไม่ต้องไปหาหมอ” นอกจากนี้มีคนที่เคยเป็นตะคริวที่เท้า ข้อเท้า และน่อง แนะนำให้กินกล้วยทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาไม่เป็นตะคริวอีกเลยและหายไป

ฝังเข็ม

ธ.ค. 09

ฝังเข็ม ทำไมถึงรักษาโรคได้

อันนี้คิดว่าคงมีหลายคนสงสัยกันบ้างเหมือนกันว่าไอ้เข็มอันเล็กๆเนี่ย รักษาโรคที่เกิดขึ้นในร่างกายคนเราได้อย่างไร อย่างเพื่อนผม พอผมกลับมาไทยวันแรก มันไปรับที่สนามบิน ระหว่างทางก็ถามเรื่องจุดลมปราณอะไรให้วุ่นวายไปหมดก็เลยคิดว่าเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้สักนิด ให้ความรู้แก่เพื่อนๆกันสักหน่อยดีกว่า เกาะกระแสหมอโฮจุน เผื่อจะดังตามเขาบ้าง

ก่อนจะมาพูดกันถึงเรื่องฝังเข็มเนี่ย ก็ต้องพูดถึงเรื่องเส้นลมปราณก่อน เพราะถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ศาสตร์ฝังเข็มแสดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ (ฟังดูเว่อร์ไปไหมเนี่ย)

คนเรามีเส้นลมปราณหลักอยู่สิบสองเส้น ซึ่งวิ่งกระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เปรียบดั่งรางรถไฟฟ้าที่กระจายไปทั่วทุกมุมเมือง โดยทั้งสิบสองเส้นต่างก็เชื่อมโยงกับอวัยวะต่างๆทั้งสิบสองของแพทย์จีนด้วย (เส้นรองยังมีอีกแต่ที่นี้จะไม่เอ่ยถึง)

บนเส้นลมปราณนั้นก็จะมี จุดลมปราณ กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งเป็นเหมือนสถานีต่างๆบนรางรถไฟฟ้า พอจะเห็นภาพกันไหมครับ ณ ปัจจุบันค้นพบจุดลมปราณบนเส้นลมปราณ 12 เส้นหลักแล้วราว 300 กว่าจุด นี้ยังไม่รวมจุดนอกเส้นลมปราณที่มีอีกหลายร้อยจุดนะครับ

จุดลมปราณมีหน้าที่หลักๆอยู่สองอย่างคือ

  1. สะท้อนความผิดปกติของอวัยวะที่เชื่อมโยงอยู่ อวัยวะไหนเป็นโรคอยู่ ก็จะสามารถส่งสัญญาณสะท้อนขึ้นมายังจุดลมปราณได้ เช่น เมื่อปอดของเรามีปัญหาอยู่ ถ้ากดจุดลมปราณที่อยู่บน เส้นลมปราณปอด จุดลมปราณนั้นก็จะมีอาการเจ็บขึ้น
  2. รักษาอวัยวะที่เป็นโรคผ่านจุดลมปราณ อย่างที่บอกว่าเส้นลมปราณนั้นเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆอยู่ ดังนั้นจุดลมปราณที่อยู่บนเส้นลมปราณไหน ก็จะสามารถรักษาอาการของโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะนั้นๆได้

ก็พอจะสรุปได้ว่า การฝังเข็มก็คือการกระตุ้นจุดลมปราณ ส่งสัญญาณผ่านเส้นลมปราณวิ่งตรงไปรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆนั่นเอง

และนี่คือสาเหตุว่าทำไมฝังเข็มจึงรักษาโรคได้

จริงแล้วๆไม่ใช่มีเพียงแค่การฝังเข็มเท่านั้นนะครับที่สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นลมปราณได้ การนวดกดจุด การรำไทเก๊ก ฝึกวิทยายุทธ์ ฯลฯ ก็มีการใช้เส้นลมปราณด้วยเหมือนกัน

การฝังเข็มมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ฟังว่าครั้งแรกที่มีการค้นพบศาสตร์ฝังเข็มนั้นเป็นเพราะการทำสงครามกัน ทหารถูกหอกแทงตามร่างกาย เมื่อบาดแผลหายแล้ว โรคที่เคยเป็นอยู่ก็หายไปด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของศาสตร์อันน่ามหัศจรรย์ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าสามารถใช้รักษาโรคได้จริง

อยากลองฝังแฮะ เห็นเขาว่าไม่ค่อยเจ็บ หรือไม่เจ็บเลย เพราะเข็มมันเล็กมากๆ

จริงๆโรคหลอดลมตีบก็ใช้ฝังเข็มรักษาได้นะครับคุณฟิวส์ รวมถึงอาการเล็กๆน้อยๆต่างๆมากมายที่คุณเอ่ยถึง เช่น ใจสั่น เจ็บหน้าอก เป็นต้น (หลักการรักษาเป็นอย่างไรให้อ่านต่อไปครับ)

ฝังเข็มปกติจะไม่เจ็บครับ เพราะหมอจะฝังเข็มทะลุผิวหนังอย่างรวดเร็ว จนปลายประสาทรับความเจ็บปวดที่กระจายตามผิวหนังไม่ทันได้รู้สึก อันนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของหมอเป็นหลัก เข็มที่ใช้ฝังนั้นเล็กกว่าเข็มฉีดยาอีกนะครับ ไม่ต้องกลัวไป

ความรู้สึกที่ได้จากการฝังเข็มนั้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดครับ แต่เป็นความรู้สึกว่า ได้รับลมปราณ (得气) กล่าวคือ มันจะรู้สึกจี๊ดๆ เสียวๆ ตึงๆ หนักๆ แต่จะไม่ปวดนะครับ อันนี้ต้องโดนกับตัวเองถึงจะรู้

การฝังเข็มกะการนวดสปามันกระตุ้นคล้ายกันป่าวง่ะ

มีส่วนที่คล้ายกันบ้างครับ คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่การฝังเข็มจะสามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดที่อยู่ลึกผ่อนคลายด้วย ขณะที่การนวดสปาทำไม่ถึง อีกอย่างคือทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น แต่ยังไงก็ตามการฝังเข็มจะมีผลในการป้องกันโรคและการรักษาครอบคลุมกว่ามากครับ

อยากรู้ว่าเค้ามีระยะลึกในการฝังซักแค่ไหนคะ ดูในหนังเค้าจิ้มแล้วต้องมีหมุนๆด้วย

ความตื้นลึกของการฝังไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ เช่น ไซส์ของผู้ป่วย แหะๆ ถ้าอวบๆหน่อยก็คงต้องฝังลึกกว่าคนที่รูปร่างสะโอดสะองอะครับ ส่วนอีกปัจจัยก็คือ จุดที่จะใช้ฝังนั้นอยู่ตื้นลึกไม่เท่ากัน เช่น จุดหวนเที่ยว (环跳) ที่อยู่ตรงบั้นท้าย ต้องฝังลึกขนาดเข็มยาวเกินนิ้วชี้คน ฝังมิดเข็มอะครับ ตอนเห็นหมอฝังให้คนไข้ตัวเองยังเสียว แต่ปกติแล้วฝังลงไปประมาณสองข้อนิ้วก้อยครับ

ส่วนที่ต้องหมุนๆนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นครับ โดยขณะที่หมุนเข็มความรู้สึก ได้รับลมปราณ ของคนไข้ก็จะยิ่งรุนแรง เป็นผลดีต่อการรักษาครับ การหมุนก็ไม่ได้สักแต่ว่าหมุนปั่นเข็มนะครับ หมุนซ้ายหรือหมุนขวา หมุนเร็วช้า ต่างก็มีผลต่อการรักษาแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้ชักไม่ค่อยหมุนปั่นเข็มเท่าไร เพราะมีการใช้การกระตุ้นไฟฟ้าเข้ามาทดแทน กล่าวคือ เมื่อหมอปักเข็มเรียบร้อยก็จะนำสายไฟมาหนีบต่อที่เข็ม แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้ามากระตุ้นเข็มแทนการกระตุ้นด้วยการหมุนปั่นเข็ม ข้อดีคือประหยัดเวลาและกำลังของหมอ กระตุ้นได้อย่างต่อเนื่อง และลดความบอบช้ำของผิวหนังเนื้อเยื้อบริเวณที่ปักเข็ม แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)ห้ามใช้การกระตุ้นไฟฟ้านะครับ เดี๋ยวไฟช๊อตแล้วทำให้การทำงานหัวใจผิดปกติได้

อยากให้พูดถึงเรื่องหลักการทำงานของการฝังเข็มด้วยนะคะ ว่าทำไม การฝังเข็มถึงไปกระตุ้นเส้นประสาทเหล่านั้นได้ และ อยากให้พูดถึงในส่วนของ ความแตกต่างระหว่าง การฝังเข็มแบบเก่า และ การฝังเข็มโดยใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ด้วยค่ะ

คำถามนี้ทำเอาต้องไปค้นนานเลยครับ แต่เป็นคำถามที่ดีนะครับ

คือทางทฤษฎีแพทย์แผนจีนนั้น โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากร่างกายของเรา เสียสมดุลขึ้น ภายในร่างกายของคนเรา จะมีเลือดและลมปราณซึ่งได้รับมาจากพ่อแม่โดยกำเนิด ไหลหมุนเวียนไปตามเส้นลมปราณต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกาย เป็นพลังงานผลักดันให้อวัยวะต่างๆสามารถเคลื่อนไหวทำงานได้ และมีการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี ร่างกายจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ

เมื่อมีเหตุใดเหตุหนึ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดลมปราณติดขัด อวัยวะต่างๆก็จำทำงานผิดปกติไป หากความผิดปกตินั้นไม่สามารถปรับแก้ไขกลับคืนมาได้ ร่างกายก็จะเกิดการเสียสมดุลกับธรรมชาติ แล้วมีอาการของโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น1

เห็นของคุณหมออภิชัยเรียบเรียงไว้ดีมากเลยเอามาอ้างอิงเลยดีกว่า พอทฤษฎีเป็นอย่างนี้ แนวทางการฝังเข็มรักษาโรคจึงเป็นไปอย่างสอดคล้อง กล่าวคือ การฝังเข็มสามารถ

  1. ปรับการไหลเวียนของเลือดลมปราณ
  2. ปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายให้สมดุล
  3. กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

แต่ถ้าจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าการฝังเข็มกระตุ้นเส้นประสาทยังไงแล้วนั้น ก็ต้องขออ้างของคุณหมออภิชัยอีกรอบว่า

เมื่อปักเข็มลงไปยังจุดหนึ่งๆแล้วทำการกระตุ้นเข็ม จะเป็นการกระตุ้นตัวรับสัญญาณประสาทของปลายประสาทหลายชนิดที่กระจายอยู่ในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อ นับตั้งแต่ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หลอดเลือด เป็นต้น ทำให้เกิดสัญญาณประสาทวิ่งผ่านเข้ามาในไขสันหลัง

สัญญาณประสาทส่วนหนึ่งจะย้อนออกไปจากไขสันหลังเกิดเป็นวงจรสะท้อนกลับ (reflex) ไปทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่ออวัยวะบริเวณใกล้เคียงที่ถูกเข็มปัก เช่น มีการขยายตัวของหลอดเลือด มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง เป็นต้น สัญญาณประสาทอีกบางส่วน จะเคลื่อนที่ขึ้นไปตามไขสันหลังเข้าสมองไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมต่างๆในสมอง มีการหลั่ง สารสื่อสัญญาณประสาท ต่างๆ ออกมาจากเซลล์ประสาทหลายชนิด พร้อมกับมีสัญญาณประสามส่งย้อนลงมาจากสมองอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ระบบประสาทอัตโนมัติ

สัญญาณประสาทที่ส่งออกมาพร้อมกับสารสื่อสัญญาณประสาทที่หลั่งออกมานั้น จะก่อให้เกิดผลต่างๆที่ตามมาหลายอย่าง อาทิเช่น

- ยับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับอันตราย

- ปรับการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆที่เสียสมดุลไปให้กลับสภาพสมดุลตามปกติ

- ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนหลายอย่างให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อปรับให้อวัยวะต่างๆทำงานอย่างสมดุลเป็นปกติ

- กระตุ้นปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค ยับยั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ไวเกิน ยับยั้งปฏิกิริยาการอักเสบ เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆให้อยู่ในสภาพสมดุลปกติ
  2. ยับยั้งความเจ็บปวด
  3. ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  4. ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งมีการคลายตัว
  5. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่และทั่วร่างกาย 1

ว่าแต่ว่า..การฝังเข็มเป็นการกระตุ้นจุดปราณ.. ทำไมมันเป็นกระตุ้นได้อะครับ ทำไมมันไม่เป็นทำลาย แบบว่าสองอย่างนี้มันกั้นด้วยเส้นบาง ๆ เอง

นี่คือข้อดีอีกประการของการฝังเข็มครับ คือ มีผลทั้งสองทาง ทั้งกระตุ้นและยับยั้งครับ ยกตัวอย่างเช่น จุด เทียนชู (天枢) ซึ่งอยู่แถวสะดือ จุดนี้รักษาได้ทั้งโรคท้องผูกและท้องเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นโรคอะไร ถ้าจะให้พูดก็คือการฝังเข็ม กระตุ้นทำให้ร่างกายกลับมาทำงานเป็นปกติได้นั่นเอง
 

แพทย์แผนจีน vs แพทย์แผนปัจจุบัน 1

ธ.ค. 09

วันนี้มีเรื่องผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์แพทย์แผนจีนได้ชัดเจนขึ้น

ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษราย หนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากดการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

1 ปีหลังจากการกินน้ำแร่ ผู้ป่วยเปลี่ยนจากโรคภาวะไทรอยด์เกิน (เป็นพิษ) กลายเป็นผู้ป่วยภาวะฮอร์โมนไทรอยด์พร่อง (ขาด) เปลี่ยนจากอาการขี้ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ กลายเป็นคนหนาวง่าย เฉื่อยชา ง่วงนอนเก่ง

ถ้า มองโดยภาพรวมเหมือนตาชั่งที่มี 2 ข้าง แต่เดิมน้ำหนักถ่วงมาก ข้างหนึ่งเกิดการเสียสมดุล พอรักษาจบกระบวนความ กลายเป็นตาชั่งเอียงมาอีกข้างหนึ่ง

ความจริงเราต้องการตาชั่งให้มีความสมดุล ไม่ใช่ต้องการเอียงไปอีกข้างหนึ่ง การรักษาแบบนี้ถือว่ายังไม่ใช่การรักษาในเชิงอุดมคติ

สาเหตุของต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
ปกติ การทำงานของต่อมไทรอยด์อยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นให้ทำงานมาก แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมาก ต่อมใต้สมองจะลดการหลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นทำให้ทำงานน้อยลง

ผู้ป่วย ไทรอยด์เป็นพิษ คือผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยต่อมใต้สมองไม่สามารถควบคุมได้ ฮอร์โมนไทร็อกซีนที่มากเกินก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ให้ทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น หงุดหงิด ขี้ร้อน โมโหง่าย กินจุ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ความดันสูง เป็นต้น

มองแบบแพทย์จีน : ภาวะยินพร่อง ไฟกำเริบ
ร่าง กายผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจะมีภาวะหยางมาก หรือมีไฟ ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ การกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ มากกว่าปกติ มีลักษณะไปทางหยาง เช่น หิวเก่ง ใจสั่น รู้สึกร้อน ความดันสูง หงุดหงิด ท้องเสีย เป็นต้น

ความผิดปกติของร่างกายมีผลต่อระบบฮอร์โมน หลายชนิด หลายระบบ ตั้งแต่ระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมหมวกไต ระบบไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมเพศ ยังทำให้ระดับ C-AMP ในเลือดสูงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงอีกด้วย

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะการเสียสมดุลแพทย์จีนเรียกว่า “ยินพร่อง” เป็นภาวะที่เซลล์แห้ง ขาดสารยิน (ขาดสารน้ำและของเหลวภายในเซลล์) ทำให้เกิดความร้อนภายในเซลล์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะตัวต่อมไทรอยด์เท่านั้น

การแก้ปัญหาหรือมุ่งเน้นที่ตัวไทรอยด์อย่างเดียวจึงมีลักษณะจำเพาะเกินไป
การ รักษาแผนปัจจุบันใช้กลุ่มยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) เช่น เมทิมาโซล (methimazole) หรือโพรพีลไทโอยูราซิล (propylthiouracil)

ถ้ารักษา 18-24 เดือนไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณากินน้ำแร่หรือการผ่าตัด
การผ่าตัดยุ่งยากกว่า เพราะอาจมีโอกาสตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกไปด้วย และอาจตัดถูกประสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบ
การกินน้ำแร่ง่ายกว่า แต่โอกาสเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำได้สูงมาก

การปรับสมดุลยิน-หยาง โดยการบำรุงสารยินและระบายร้อน
การ ปรับสมดุลยิน-หยางนั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขและปรับสภาพของเซลล์ไม่ให้แห้งและลดภาวะไฟที่กำเริบ เป็นการปรับพื้นฐานเพื่อให้เซลล์เข้าสู่ภาวะสมดุลของยิน-หยาง และเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงด้วยยาแผนปัจจุบัน การลดขนาดของยา และหยุดยาต้านไทรอยด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

การใช้ยาต้านไทรอยด์
การ ใช้ยาต้านไทรอยด์ กล่าวได้ว่า เป็นการรักษาปรากฏการณ์ของฮอร์โมนไทรอยด์สูง จวื่อเปียว ส่วนการปรับยิน-หยางของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ให้แห้ง และไม่ให้เกิดไฟ รวมทั้งการขับความร้อนภายในเซลล์ เรียกว่า การรักษาธาตุแท้จวื่อเปิ่น

แผนปัจจุบันมักรักษาอาการรักษา ปรากฏการณ์ ใช้วิธีการลด ทำลาย เมื่อพบความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่ง และอธิบายสาเหตุของความผิดปกติไม่ได้ มักจะลงเอยว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ตัวเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune) เวลาแก้ปัญหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ ก็ใช้ยาไปกดภูมิคุ้มกันอีก (ไม่ใช่วิธีการไปปรับระบบภูมิแพ้) ซึ่งสร้างปัญหาและผลข้างเคียงของการรักษาจากยาให้กับผู้ป่วยอีก

การศึกษาวิจัยภาวะไทรอยด์เป็นพิษและการรักษา
ปัจจุบันภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนมากเมื่อวินิจฉัย ตามหลักการแยกภาวะโรคและร่างกาย หรือเปี้ยนเจิ้ง จัดเป็นภาวะยินพร่องไฟกำเริบ

ภาวะไฟกำเริบ
1. ไฟของตับ หงุดหงิด โมโหง่าย ปวดชายโครง ประจำเดือนผิดปกติ มือสั่น
2. ไฟของหัวใจ ใจสั่น นอนไม่หลับ ปลายลิ้นแดง
3. ไฟของกระเพาะอาหาร หิวเก่ง กินจุ ตัวผอมแห้ง

ภาวะยินพร่อง
1. ยินของหัวใจพร่อง ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
2. ยินของตับพร่อง เวียนศีรษะ ตาแห้ง หงุดหงิด อาการสั่น
3. ยินของไตพร่อง ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางหน้าอก หน้าแดง โดยเฉพาะหลังเที่ยง เอว เข่า เมื่อยอ่อนล้า ผมร่วง เสียงดังในหู

การรักษาทางคลินิก
1. เสริมบำรุงยิน ระบายร้อน โดยวิธีการนี้ทำให้สามารถคุมระบบสมองใหญ่ ระบบต่อมใต้สมอง ระบบต่อมหมวกไต และมีผลต่อการควบคุมต่อมไทรอยด์ได้ดีขึ้น
2. เสริมพลังชี่ บำรุงยิน เป็นวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์แมกโครฟาจ (macrophage) และปรับสมดุลของสารน้ำในเซลล์ควบคู่กันไป

สรุป
ทฤษฎียิน-หยางของแพทย์จีน มุ่งเน้นการแยกแยะ สรรพสิ่งเป็น 2 ด้านเสมอ
สิ่งก่อโรค (เสียชี่ ) กับ ภูมิร่างกาย (เจิ้งชี่ )
อาการของโรค กับ เหตุแห่งโรค
ร่างกายภายนอก กับ อวัยวะภายใน
โรคใหม่ที่เพิ่งปรากฏ กับ โรคที่เป็นอยู่ก่อน

สิ่งก่อโรค อาการของโรค สิ่งปรากฏภายนอกร่างกาย โรคที่เพิ่งปรากฏให้เห็น จัดเป็นปรากฏการณ์ บางทีเรียกว่า ปลายเหตุ

ภูมิร่างกาย เหตุแห่งโรค โรคอวัยวะภายใน โรคที่เป็นอยู่ก่อน จัดเป็นธาตุแท้ บางทีเรียกว่า ต้นเหตุ
การ รักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนปัจจุบัน มักจับเอาปรากฏการณ์เฉพาะส่วนมาวินิจฉัย ว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้การรักษา ซึ่งจะได้ผลดีเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้แก้ธาตุแท้และองค์รวมของปัญหาทั้งหมด การรักษาจึงมักเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบต่างๆ

การ รักษาโรคด้วยทัศนะแพทย์แผนจีน มักเน้นการปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย เป็นการสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดโรคหรือทำให้โรคถูกควบคุมด้วยภาวะเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการรักษาที่ธาตุแท้ และมีลักษณะองค์รวม ร่วมกับการรักษาอาการ

การ แพทย์ในเชิงบูรณาการคือการแก้ปัญหาทั้งปรากฏการณ์ที่พบ ที่การปรับสมดุลพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของการเกิดโรค โดยเลือกเอาข้อดีข้อเด่นของแต่ละศาสตร์มาร่วมกัน จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงและป้องกันจุดอ่อนของความโน้มเอียงการรักษา ทางการแพทย์ที่สุดขั้ว

แพทย์แผนจีน vs แพทย์แผนปัจจุบัน 4

ธ.ค. 09

การรักษาด้วยยาเคมีกับการรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน
ผู้ป่วยที่ไปรักษาโรคกับหมอแผนปัจจุบัน จะได้ยาเคมีมารักษาบำบัดโรค เวลาไปหาหมอจีน ถ้าต้องให้ยา ก็จะได้ยาสมุนไพรมากิน
ปัญหาที่ผู้ป่วยมักถามเสมอคือ ยาฝรั่งกินคู่กับยาจีนจะตีกันหรือไม่? กินยาจีนแล้วต้องกินยาฝรั่งไหม?
ความแตกต่างระหว่างยาเคมีกับยาสมุนไพรจีน
ยาเคมี : แพทย์แผนปัจจุบันใช้ยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์พัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง เคมีของยาในการรักษาโรค โดยยาเคมีไปมีผลต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยเปลี่ยนแปลงกลไกชีวเคมีระดับ เซลล์เป็นสำคัญ
การทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเจาะลึกลงไประดับเซลล์ เราพบว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ตั้งแต่การย่อยสลาย และดูดซึมอาหาร การหายใจ การขับของเสียออกจากเซลล์ การขจัดพิษตกค้างภายในร่างกาย
มุมมองการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี หรือสารเคมีระดับเซลล์ มีลักษณะจำเพาะสูง และมีแนวโน้มของการรักษาไปทิศทางเดียว
ตัวอย่างของกลุ่มยาเคมี
- ยาลดความดันโลหิตสูง
- ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ยารักษาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
- ยาระงับการหอบหืด ยาขยายหลอดลม
- ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดการจับตัวของเลือด
- ยาปฏิชีวนะ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส
- ยาต้านมะเร็ง
เนื่อง จากการวินิจฉัยโรคแบบแผนปัจจุบันเป็นการ พยายามสืบค้นสาเหตุหรือสิ่งก่อโรค ที่มีลักษณะรูปธรรม (เชื้อโรค มะเร็ง ความผิดปกติของยีน ความผิดปกติของโครงสร้าง การกดทับหลอดเลือดหรือเส้นประสาท) ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติที่ชัดเจนก็ใช้วิธีการทำลายหรือยับยั้งด้วยยาหรือ การผ่าตัดตามแต่กรณี แต่ถ้าไม่พบสิ่งก่อโรคที่ชัดเจน ก็จะใช้ยาเคมีเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของร่างกายที่ผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค จึงมีลักษณะการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และการแก้ปัญหาตามอาการที่เกิดขึ้น
ยาสมุนไพรจีน : มี ลักษณะการปรับเปลี่ยนทางกายภาพหรือทางฟิสิกส์เป็นหลัก ทำให้สภาพของร่างกายมีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการทำงาน ทำให้เกิดสมดุล ซึ่งสภาพทางกายภาพที่เหมาะสม เป็นภาพรวมที่ใหญ่กว่าและมีผลโดยอ้อม ทำให้เกิดภาวะที่เหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีของร่างกาย มีการปรับตัวเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล
นอกจากการปรับเปลี่ยนทางกายภาพ แล้ว พบว่าสมุนไพรยังมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นยาหรือพฤกษเคมี (phytochemical) มีบทบาทการปรับเปลี่ยนชีวเคมีในปฏิกิริยาเคมีของร่างกายโดยตรงอีกด้วย ซึ่งจะพบได้จากการศึกษาวิจัยยาสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ที่มีการตีพิมพ์มาก มาย
ตัวอย่างและแนวคิดของแพทย์แผนจีน กับกลไกการออกฤทธิ์ของยาสมุนไพรจีน
1. การปรับสมดุลทางกายภาพของร่างกาย โดยการปรับสมดุล ยิน-หยาง
ตัวยาสมุนไพรจีนจะมีฤทธิ์ของยาใหญ่ 4 อย่าง เรียกว่าฤทธิ์ทั้ง 4 คือ เย็น ร้อน อุ่น ค่อนข้างเย็น
การ ใช้ยาสมุนไพรปรับยิน-หยาง หรือภาวะร้อน-เย็น เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมของร่างกายหรือเซลล์ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญต่อการทำงานเป็นปกติของเซลล์ เสมือนกับการเตรียมดิน ปุ๋ย น้ำและแสงสว่าง ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช
2. การรักษาโรคเน้นสรรพคุณของยา อาศัยความแตกต่างของรสชาติทั้ง 5 ของสมุนไพร
ยาจีนแบ่งเป็น 5 รส
- รสเผ็ด มีสรรพคุณ ขับเหงื่อ กระจาย ทำให้พลังเคลื่อนไหว
- รสหวาน มีสรรพคุณ บำรุง แก้ปวดเกร็ง ทำให้ชุ่ม ไม่แห้ง
- รสขม มีสรรพคุณ สลายความชื้น ทำให้ถ่าย
- รสเปรี้ยว มีสรรพคุณ ดึงรั้ง พยุงของเหลวในร่างกาย
- รสเค็ม มีสรรพคุณ สลายก้อน ทำให้นิ่ม
3. การเน้นกลไกพลังเพื่อปรับทิศทางพลังของร่างกาย
ยาสมุนไพรจีนแบ่งกลไกการขับเคลื่อนพลังร่างกาย 4 ทิศทาง
- ขึ้นบน เพื่อนำยาสู่ส่วนบนร่างกาย
- ลงล่าง เพื่อนำยาลงส่วนล่างร่างกาย
- ลอย เพื่อนำยาสู่ผิวภายนอกร่างกาย
- จม เพื่อนำยาสู่ภายในร่างกาย
ตัวอย่างเช่น
- ผู้ป่วยที่ถ่ายท้องบ่อยๆ และมีลำไส้ใหญ่ส่วนทวารปลายหย่อน (prolapse rectum) หรือผู้ป่วยที่มีมดลูกหย่อน แสดงถึงพลังส่วนกลางอ่อนแอ ต้องบำรุงพลังและทำให้พลังขึ้นบน
- ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยกรดไหลย้อน อาเจียน เรอ เป็นปัญหาของกลไกพลังย้อนทิศทางกับสภาพปกติ ต้องใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณดึงลงล่างเป็นตัวประกอบในการรักษา
- ผู้ป่วยไข้หวัด ลมพิษ (โรคที่อยู่ส่วนบนร่างกาย หรืออยู่บริเวณผิวหนังภายนอกระยะแรก) ต้องใช้ยารสเผ็ดมาช่วยกระจายปัจจัยก่อโรคให้ออกจากร่างกาย
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคภายในต้องใช้ยาที่เสริมบำรุงเข้าไปภายใน ภาวะภายในร้อนมากต้องใช้ยาขับความร้อนจากภายใน
4. เน้นการนำยาเข้าสู่อวัยวะเป้าหมาย เรียกว่า กุยจิง การเข้าเส้นลมปราณของยาสมุนไพรจีน
เนื่อง จากสมุนไพรแต่ละตัวมีการออกฤทธิ์ต่ออวัยวะภายในต่างๆกันไป การเลือกยาที่มีความจำเพาะต่ออวัยวะที่เกิดโรค ตามทฤษฎีแพทย์จีนจึงมีความสำคัญต่อการรักษาโรคอย่างมาก
นอกจากการ พิจารณาปรับสมดุล โดยภาพรวม (ยิน-หยาง) การเลือกตัวยาที่มีสรรพคุณเหมาะสม มีการควบคุมทิศทางของยาเพื่อปรับทิศทางพลัง รวมถึงกำหนดการใช้ยาให้เข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรค ยังต้องคำนึงถึงการจัดยาให้เสริมฤทธิ์ ลดอาการต่างๆ ลดผลข้างเคียงของยา และการประสานยาให้เป็นหนึ่งเดียวของตำรับยาทั้งตำรับ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการประกอบตำรับยาสมุนไพรจีน (การใช้ยาสมุนไพรตัวเดียว กรณีผู้ป่วยที่มีโรคค่อนข้างซับซ้อนจึงมักไม่ค่อยได้ผล)
เปรียบเทียบความแตกต่างโดยสรุป
ยาเคมีมีฤทธิ์ทิศทางเดียว เข้า สู่อวัยวะและเนื้อเยื่อที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงชีวเคมีของร่างกายเพื่อแก้ความผิดปกติขององค์ประกอบทางเคมีระดับ เซลล์ ระดับโมเลกุลไม่มีการปรับสมดุลทางกายภาพ (ยิน-หยาง) จึงเกิดผลเฉพาะส่วนที่รวดเร็ว แต่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขการฟื้นตัว หรือสร้างภาวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวของร่างกาย เช่นตัวทำลายมะเร็ง แล้วสภาพแวดล้อมก็เหมือนเดิม หรือเลวร้ายมากขึ้นจากสารเคมีเป็นพิษตกค้างจากการใช้เคมีระยะยาว จึงเป็นการซ้ำเติมร่างกายโดยองค์รวม

แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทัศนะ เรื่องคุณสมบัติของยาในทัศนะ ยิน-หยาง ไม่มีความหมายยาในเรื่องของร้อน เย็น อุ่น ค่อนข้างเย็น จึงไม่มีการให้ยาในการปรับทิศทางภาพรวมทางกายภาพของร่างกาย แนวคิดส่วนใหญ่เป็นการมองระดับลึกที่มุ่งแก้ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ ชีวเคมีของร่างกาย จึงเกิดปัญหาผลข้างเคียงของยา หรือแม้ว่าโรคต่างๆ ควบคุมได้ดี แต่สภาพร่างกายโดยองค์รวมของผู้ป่วยกลับทรุดลง ทำให้มีแนวโน้มใช้ยามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการแก้ปัญหาแบบกลไก

ยาสมุนไพรจีน ยาสมุนไพรมักมีฤทธิ์ปรับสมดุล ยิน-หยาง โดยองค์รวม ในตัวยาแม้จะเป็นสมุนไพรตัวเดียวก็ยังมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่มากมายมี การควบคุมและการออกฤทธิ์ที่สลับซับซ้อน ยาบางตัวมีฤทธิ์ 2 ทิศทาง เช่น
- โสมคน สามารถช่วยให้ความดันโลหิตของผู้ป่วย (ความดันต่ำ) สูงขึ้น และทำให้ความดันลดลงได้ (กรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูง)
- ยาขาวยูนาน สามารถยืดหยุ่นได้กรณีที่เลือดออก แต่ก็สามารถสลายเลือดได้กรณีที่มีการตกค้างของเลือด (เมื่อเกิดช้ำใน)

เมื่อ ใช้หลักของการประกอบตำรับยาเพื่อการรักษาโรคจะเห็นว่า การวินิจฉัยแยกแยะสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีความสำคัญมาก การจัดตัวยาต้องพิจารณาทั้งสภาพ ยิน-หยาง การเลือกสรรพคุณยา การเสริมฤทธิ์ยา การควบคุมฤทธิ์ยา การลดพิษของยา การประสานยาเข้าเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการจัดวางบทบาทของยาอย่างเหมาะสม ทำให้การใช้ยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพสูงและรักษาโรคได้อย่างเป็นองค์รวมขณะ เดียวกันพิษข้างเคียงของยาจึงน้อยกว่าการใช้ยาเคมี

การบูรณการยารักษาโรคของแพทย์จีนกับแพทย์แผนปัจจุบัน
แพทย์ แผนปัจจุบัน ถ้าได้เรียนรู้ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแพทย์จีน จะทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางคลินิก และเข้าใจผลข้างเคียงของยาเคมีได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น

1. ยาปฏิชีวนะโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติเป็นรสขม จึงสามารถรักษาโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอักเสบ ร้อนได้ เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบที่มีไข้ เสมหะเหลือง แต่ยาปฏิชีวนะไปรักษาผู้ป่วยแผลร้อนใน เรื้อรังที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรงหรือมีภาวะพลังหยางพร่อง จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่กลับจะไปซ้ำเติมให้ร่างกายผู้ป่วยและภาวะภูมิคุ้มกันยิ่งแย่ลงไปอีก

2. กลูโคสและวิตามินซี มีรสหวานเปรี้ยว มีสรรพคุณที่จะบำรุงพลังและตับ (รสเปรี้ยวเข้าตับ รสหวานบำรุงพลัง)
3. ผู้ป่วยที่มีภาวะหยางแกร่ง ควรหลีกเลี่ยงยาบำรุงฤทธิ์ร้อน ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น กลุ่มยาลดการบวมแน่นจมูก (อีฟีดรีน) เป็นต้น
แพทย์แผนจีนต้องเรียนรู้การวิจัยใหม่ๆเกี่ยวกับ สมุนไพร และเข้าใจตัวยาเคมีในสมุนไพรและกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ชิงเฮาซู่ สามารถรักษามาลาเรีย สารสกัดใบแปะก๊วย มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือด ฯลฯ
การศึกษาความเป็นองค์รวมในการบริหารยาจีน และประสบการณ์ทางคลินิกตามศาสตร์แพทย์แผนจีน การเข้าใจกลไกออกฤทธิ์ของยาเคมีจากการวิจัยแบบแผนปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถใช้ยาเคมีรักษาโรคร่วมกับการใช้ยาจีนได้อย่างเหมาะสม จะทำให้เราใช้ยาเคมีน้อยลงได้ และทำให้การรักษากลับไปสู่แนวธรรมชาติมากขึ้น
อย่างไรก็ ตาม ยาสมุนไพรจีนเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะกินกันเป็นโดยไม่มีข้อบ่งใช้ เพราะขึ้นชื่อว่ายาแล้วถ้าไม่มีความจำเป็น การกินยาสมุนไพรอย่างผิดๆ ก็มีภัยไม่แพ้ยาเคมีเหมือนกั

แพทย์แผนจีน vs แพทย์แผนปัจจุบัน 3

ธ.ค. 09

บทนำต้นๆ ของคนที่ศึกษาศาสตร์ แพทย์แผนจีนจะได้รับการเน้นย้ำเสมอว่า แพทย์แผนจีนมีจุดเด่น ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ทัศนะองค์รวม เพื่อให้เกิดความเข้าใจรูปธรรมของการเปรียบเทียบ กับการแพทย์แผนปัจจุบันที่มักเน้นการรักษาเฉพาะส่วน จึงขอนำตัวอย่างผู้ป่วยจริงที่พบเห็นทางคลินิกมาเป็นตัวอย่าง
ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ฝัน ประจำเดือนมามากผิดปกติ
ผู้ ป่วยหญิงอายุ 25 ปี มาปรึกษาแพทย์จีนด้วยปัญหานอนไม่หลับมานาน 3 เดือน ได้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์ให้ยาคลายเครียดและยานอนหลับมากินก็ยังนอนไม่หลับ ผู้ป่วยเป็นคนขี้กังวล ใจสั่น ตกใจง่าย มึนงงศีรษะเป็นประจำ ขณะจะนอนหลับมักมีเรื่องที่ผ่านเข้ามาในสมองให้คิดตลอดเวลา ยับยั้งการคิดไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีอาการเบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย อ่อนเพลีย และมีประจำเดือนปริมาณมากมาแต่ละครั้งนาน 7 วัน ขณะมีประจำเดือนก็จะเมื่อยล้า ปวดเมื่อยทั้งตัว บางเดือนต้องลาหยุดงานบ่อยๆ ผู้ป่วยเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอมาตลอด เพราะป่วยเรื้อรังด้วยอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นประจำ ขณะเดียวกันหน้าที่การงานก็เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ต้องเคร่งเครียดกับงานตลอดเวลา การตรวจด้วยแผนปัจจุบันและทำ MRI ไม่พบความผิดปกติ
มุมมองของแพทย์แผนปัจจุบัน
เบื้องต้นสรุปได้ว่าผู้ป่วยรายนี้มีปัญหาความเครียด ทางจิตใจที่เป็นผลจากความเจ็บป่วยของร่างกายและการงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายทรุดโทรมต่อเนื่อง ความเครียดทำให้มีผลต่อการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมอาหาร และความอยากอาหารลดลง ทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซ้ำเติมให้ภาวะร่างกายแย่ลงไปอีก
การรักษาต้องเน้นที่การแก้ภาวะจิต ใจและให้ยาแก้อาการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาช่วยย่อยอาหารหรือยากระตุ้นความอยากอาหาร ถ้าปวดไมเกรนก็ให้ยาบรรเทาอาการปวดไมเกรน
ส่วนปัญหาเรื่องประจำเดือนออกมากผิดปกติ อาจจะต้องตรวจเช็กเกล็ดเลือดว่าต่ำหรือไม่ ถ้าต่ำอาจต้องพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ และให้การบำรุงเลือด เช่น เหล็ก โฟลิก วิตามิน
ทั้งหมดที่กล่าวมา ถึงแม้จะเห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องของปัญหาความเครียดที่ส่งผลต่อภาวะร่าง กาย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ อธิบายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่วิธีการรักษาจะมีลักษณะแยกส่วนรักษาเป็นเรื่องๆ ตามอาการ รอให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลได้เอง การใช้ยาก็จะหมดความจำเป็น โดยเฉพาะปัญหาความเครียด เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถใช้ยาเป็นด้านหลักของการรักษา
มุมมองของแพทย์แผนจีน
ปัจจัย ของการเกิดโรคที่มีผลกระทบต่ออวัยวะภายใน (จั้งฝู่) โดยตรงคือปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ แพทย์แผนจีนอธิบายว่าอารมณ์ทั้ง 7 (โมโห ดีใจ กังวล เศร้าโศก เสียใจ ตกใจ กลัว) มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการทำงานของอวัยวะภายในที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของร่างกาย
อวัยวะ แรกที่กระทบคือ หัวใจ (มีความหมายกว้าง รวมถึงสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ) กรณีที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเป็นอารมณ์พื้นฐานจะส่งผลกระทบต่อ อวัยวะม้าม (เกี่ยวข้องกับความอยากอาหาร การย่อยและการดูดซึมอาหาร)
เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวลนานๆ จะทำให้
1. พลังหัวใจอ่อนพร่อง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ฝัน สมาธิไม่ดี ตกใจง่าย ความจำเสื่อม
2. พลังกระเพาะอาหารและม้ามพร่อง ทำให้ไม่อยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารแย่ลง ร่างกายอ่อนเพลีย ท้องอืด บางครั้งท้องเสีย อาหารไม่พอจะไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง
3. พลังม้ามพร่อง นอกจากการสร้างเลือดน้อยแล้ว อาจเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ประจำเดือนมีมากผิดปกติ ตามทฤษฎีแพทย์จีน ม้ามควบคุมเลือดให้อยู่ในหลอดเลือด ถ้าพลังม้ามพร่องทำให้ประจำเดือนออกมาก
การรักษาด้วยแพทย์แผนจีน นอกจากจะเห็นพ้องกันกับแผนปัจจุบันเรื่องการแก้ไขความเครียดหรืออารมณ์ที่ เป็นปัญหาหลักแล้ว แพทย์จีนสรุปการวินิจฉัย กลุ่มอาการของผู้ป่วยรายนี้ว่าเป็นภาวะ เลือดและพลังของหัวใจ และม้ามพร่อง และภาวะม้ามไม่สามารถควบคุมเลือด Ž
การตรวจร่างกาย นอกจากประวัติข้างต้นแล้ว พบว่าผู้ป่วยมีลิ้นซีด ชีพจรเล็กอ่อนแรง
เปรียบเทียบการรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน
1. ปัญหาการนอนไม่หลับ
ผู้ป่วยบางรายเมื่อได้ยานอนหลับแบบแพทย์แผนปัจจุบัน กลับไม่หลับ แต่ถ้าให้ยานอนหลับที่แรงมาก จะหลับและเพลียตลอดทั้งวัน มึนงงทั้งวัน
แพทย์แผนปัจจุบันเน้นการคลายหรือกดประสาท แต่แพทย์แผนจีนมองว่าต้องบำรุงประสาท (บำรุงพลังและเลือดของหัวใจ) ให้มีกำลังพอเป็นหลัก เสริมฤทธิ์ด้วยยาสมุนไพรจีนช่วยนอนหลับเป็นด้านรอง มีแต่การบำรุง (เพราะพลังหัวใจพร่องมาก) เป็นหลักเท่านั้นจึงทำให้หลับ ถ้ายังไปใช้วิธีการกดประสาท พลังหัวใจจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้
2. ปัญหาระบบย่อยอาหาร
แพทย์แผนปัจจุบันเน้นที่การกระตุ้นความอยากอาหาร ใช้ยาช่วยย่อยอาหารและเสริมบำรุงวิตามิน ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก กรณีโลหิตจาง
แพทย์แผนจีนเน้นบำรุงระบบม้าม เพื่อทำให้ความอยากอาหาร การย่อยและดูดซึมอาหารทำงานดีขึ้น ก่อนการบำรุงด้วยธาตุเหล็กหรือวิตามิน ในขณะที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี จะทำให้ไม่สามารถดูดซึมได้ บางรายกลับท้องเสีย ปวดท้องเนื่องจากระคายเคืองจากธาตุเหล็กที่ได้ เมื่อพลังม้ามดีขึ้น การลำเลียงอาหารไปสมองดีขึ้น สมองได้อาหารหล่อเลี้ยง จะไม่มึนงง สมาธิดีขึ้น สมองได้รับการบำรุง
3. ภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ
ถ้าพบว่าเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่พบสาเหตุ ทางแพทย์แผนปัจจุบันอาจพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ เพื่อทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้น ทำให้เลือดหยุด แต่การศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าเพิ่มพลังและเลือดของระบบม้ามด้วยยาสมุนไพรจีน จะมีผลทำให้เกล็ดเลือดสูงขึ้นได้ และทางคลินิกสามารถรักษาภาวะเลือดออกมากโดยไม่รู้สาเหตุในระบบต่างๆ รวมถึงการรักษาภาวะโลหิตจางได้ด้วย การใช้สเตียรอยด์ระยะยาวจะมีผล ข้างเคียงจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเกิดสิว ตัวบวม เบาหวาน หน้ากลมเหมือนพระจันทร์ มีโหนกที่คอ กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย เป็นต้น แต่การใช้หลักการบำรุงม้ามเพื่อควบคุมเลือด จะปลอดภัยกว่ามาก
สรุป
แพทย์จีนมองปัญหาโรคและอาการต่างๆของผู้ป่วยเชื่อมโยงกันและวางการแก้ไขปัญหาหลักพื้นฐานด้วยการปรับสมดุลส่วนยาแก้อาการเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อให้การรักษาปรากฏการณ์ เรียกว่า รักษาทั้งแก่นและปรากฏการณ์ โดยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะแก้ไขปัญหา ระยะยาวได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยา
แผนปัจจุบันแม้จะมีการมองปัญหาที่เชื่อมโยงกัน แต่ในทางปฏิบัติของการรักษา การใช้ยา มักคิดแบบวิธีแยกส่วน เช่น นอนไม่หลับ ต้องให้ยากดประสาท (ไม่มียาบำรุงให้หลับ นอกจากอาจพิจารณาใช้วิตามิน) ระบบย่อยไม่ดี (ต้องใช้ยากระตุ้นอาหาร ยาช่วยย่อย) เลือดออกมาก (ต้องหยุดเลือดหรือทำให้เกล็ดเลือดเพิ่ม) ยารักษาโลหิตจาง (วิตามิน ธาตุเหล็ก โฟลิก) เป็นต้น จะเห็นว่ายาที่ให้บางครั้งขัดแย้งกัน บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ เมื่อให้รวมๆกันไม่มีลักษณะผสมกลมกลืน เพื่อบรรลุจุดหมายเดียวกัน เมื่อต้องกินนานๆ จะมีผลอันไม่พึงประสงค์ตามมามาก
การพิจารณาเปรียบเทียบแผน จีนกับแผนปัจจุบัน จะทำให้เราเลือกบริหารจัดการกับปัญหาผู้ป่วยในมุมมองที่กว้างขึ้น สามารถแก้อาการเฉพาะได้รวดเร็ว และการรักษาองค์รวมเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวกลับสู่สมดุลโดยเร็ว และไม่มีผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา
ผู้ป่วยที่มีอาการปวด มักจะคิดถึงยาแก้ปวด เมื่อไปหาเภสัชกรประจำร้านยา หรือหาหมอแผนปัจจุบัน ก็มักจะได้ยาแก้ปวดชนิดต่างๆ ตามแต่โรคที่เป็น เช่น ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้ปวดประจำเดือน ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดกระเพาะอาหาร ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ (บางรายได้คลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย)
ถ้ามีอาการอักเสบก็จะ ได้ยาต้านอักเสบ ถ้ามีความดันโลหิตสูงก็จะได้ยาลดความดันโลหิต ถ้ามีไขมันในเลือดสูงก็จะได้ยาลดไขมันในเลือด ถ้านอนไม่หลับ ก็จะได้ยาคลายเครียด หรือยากดประสาทช่วยให้นอนหลับ
ทั้งหมดที่กล่าว มานี้ เรียกว่า เป็นการรักษาแบบข่มหรือแบบกด เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบควบคุมบังคับ ใช้ความเหนือกว่าไปสยบและควบคุมปัญหาหรืออาการที่เกิดขึ้น การรักษาแบบนี้เป็นวิธีการที่พบบ่อยในการรักษาโรคทางอายุรกรรมในการใช้ยาแบบ การแพทย์แผนปัจจุบัน
มีผู้ป่วยบางรายที่ไปรักษากับแพทย์แผนจีน ได้รับการวินิจฉัยว่าอาการปวดเกิดจากเลือดและพลังอุดกั้น ไม่ทะลวงก็ปวด-ทะลวงก็ไม่ปวด การรักษาอาการปวดจึงมักใช้วิธีการระบายทำให้การไหลเวียนคล่อง ตัวอย่างเช่น
วิธีการฝังเข็มเพื่อทะลวงหรือระบายการอุดกั้นของเส้นพลังลมปราณ ใช้สมุนไพรจีน ทำให้เลือดไหลเวียนสลายการคั่งค้างของเลือดหรือการรักษาแบบปล่อยเลือด การเคาะเอาเลือดคั่งค้างออก ทั้งหมดนี้เรียกว่า การรักษาด้วยวิธีการระบาย
ความคิดที่แตกต่าง
วิธีการรักษาแบบข่มหรือกด เป็นแนวคิดการรักษาโรคทางอายุรกรรมที่เป็นด้านหลักของแผนปัจจุบัน มีรากฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ที่มองปัญหาแบบกลไกที่มีลักษณะจำเพาะสูง และมุ่งเน้นการเอาชนะธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นผลจากวิธีการศึกษาที่ลงลึกถึงรายละเอียดในระดับเซลล์และระดับ ชีวเคมี (biochemistry) เป็นการมองปัญหาแบบเจาะลึก จึงเกิดแนวโน้มการรักษาเฉพาะส่วน และการรักษาตามอาการ โดยไม่พิจารณาปัจจัยที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องแบบองค์รวม
ตัวอย่างผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีการกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ วิธีแก้แบบแผนปัจจุบัน เมื่อรู้ว่ามีการกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยาไปกดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ หรือไม่ก็ใช้การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทิ้ง หรือดื่มน้ำแร่กัมมันตภาพรังสี เพื่อทำลายต่อมไทรอยด์ จะได้ลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่เป็นตัวปัญหา
ผู้ป่วยปฏิกิริยาภูมิไวเกิน เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ ก็ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยากลุ่มสตีรอยด์หรือยากดภูมิน้องๆ ยามะเร็ง เพื่อลดปฏิกิริยาภูมิไวเกินจะได้ไม่มีอาการแพ้ต่างๆ
ผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาต (bell’s palsy) สาเหตุการเกิดไม่ชัดเจน บ้างก็ว่ามาจากไวรัส แต่ผลสรุป เกิดจากการอักเสบของประสาทสมองคู่ที่ 7 สุดท้ายการรักษาก็ใช้ยาลดการอักเสบด้วยยาสตีรอยด์ แล้วปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวเอง

ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ยาเคมีกลุ่มที่ใช้มากที่สุดคือกลุ่มสะเททิน (statin) กลไกออกฤทธิ์คือการยับยั้งหรือกดการสร้างเอนไซม์ HMG-CoA reductase เพื่อลดการสร้างคอเลสเตอรอลของตับที่ส่งเข้าสู่กระแสเลือด แต่ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบของตับ และเกิดการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
อีกตัวอย่างของการแก้ ปัญหาการกดและข่มเพียงด้านเดียวที่พบบ่อยในทางคลินิก คือการรักษาโรคมะเร็ง ในผู้ป่วยก้อนมะเร็งระยะแรกที่สามารถผ่าตัดนำก้อนออกได้ ถือว่าการรักษาโดยการผ่าตัดหรือทำลายมะเร็งเป็นผลสำเร็จได้ผลที่เป็นประโยชน์มาก แต่เมื่อยังผนวกการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการใช้รังสีบำบัด โดยมุ่งเน้นการกดหรือทำลายต่อไปเพียงด้านเดียว กลับสร้างเงื่อนไขที่เป็นโทษตามมา ทำให้เกิดตกค้างของสารเคมี มีการสะสมพิษในร่างกายมากขึ้นอีก การที่เนื้อเยื่อดีถูกทำลาย ก็เป็นการซ้ำเติมภูมิคุ้มกันของร่างกายอีก การไหลเวียนเลือดและพลังก็จะติดขัดไปหมด
การใช้วิธีการรักษาแบบข่ม หรือกด แม้ว่าจะทำให้เห็นผลการรักษาเฉพาะหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวของผู้ป่วยได้ การควบคุมโดยสารเคมีเพื่อระงับอาการอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว มักจะเกิดผลข้างเคียง และการสะสมพิษของสารเคมีตามมาอย่างมากมาย จึงพบว่าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมะเร็ง มีแนวโน้มมากขึ้น หลังจากพบการกินยาเคมีเป็นเวลาหลายๆ ปี
วิธีการรักษาแบบระบาย
เป็น แนวคิดที่ทำให้เกิดการไหลเวียนที่คล่องตัวไม่ติดขัด เพื่อปรับสภาพทั้งระบบ สร้างเงื่อนไขให้กับการฟื้นตัวของโรค เพราะถ้าการไหลเวียนของเลือดและพลังคล่องตัวก็จะไม่เกิดโรค ในทางปฏิบัติอาจต้องพิจารณาเสริมยาบำรุงเลือด พลัง หรือยิน-หยางควบคู่ไปด้วย (เสริมส่วนที่พร่อง)
วิธีรักษาแบบระบายของศาสตร์แพทย์แผนจีน มีหลายวิธี เช่น
การทำให้เหงื่อออก
การทำให้อาเจียน
การทำให้ถ่าย
การขับพิษขับร้อน
การสลายก้อน
รวมถึงการฝังเข็ม และการปล่อยเลือด

ผู้ ป่วยมีอาการปวดประจำเดือน ปวดแน่นหัวใจ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดแน่นท้อง ฯลฯ มีหลายสาเหตุ เช่น ภาวะหยางพร่อง ร่างกายมีความเย็นมากเกินไป ภาวะเลือดและพลังพร่อง บางรายเกิดจากเลือดหนืดข้น ผลตามมาทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด
โดยหลักการระบายคือการทำให้พลังหรือเลือดมีการไหลเวียนปกติ ไม่ติดขัด อาการหรือการปวดติดขัดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดปกติของการขาดเลือดและ พลังมาหล่อเลี้ยง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดพยาธิสภาพ นำมาซึ่งการเกิดโรคในเวลาต่อมา เช่น ก้อนเนื้อ มะเร็ง
การใช้หลักการรักษาแบบระบายหรือสลายการอุดกั้นของเลือดและพลัง การสลายอาหารหรือเสมหะที่ตกค้าง (เป็นสาเหตุของเสียและการเกิดก้อนไขมันในเลือด) การนำเลือดออก (blood letting) การขับพิษขับร้อนโดยการถ่ายหรือขับออกทางเหงื่อ จึงมีลักษณะรักษาอาการปวดและป้องกันยับยั้งการดำเนินของโรคไปในทางที่เลวร้ายพร้อมๆ กันไป
ประสาน “วิธีรักษาแบบข่ม” กับ “วิธีรักษาแบบระบาย”Ž
โดย พื้นฐานถ้าอาการไม่รุนแรงมาก การใช้วิธีการรักษาแบบระบายปรับการไหลเวียนเลือดและพลัง สามารถแก้อาการปวดและปัญหาพื้นฐานของโรคได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการกด ซึ่งนับว่าปลอดภัย เป็นการรักษาและป้องกันไปพร้อมกัน
การใช้วิธี รักษาแบบกดมีประโยชน์มากถ้าเป็นการใช้ระยะสั้น และเป็นมาตรการที่ต้องการผลรวดเร็วในการแก้อาการเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่วิธีแก้พื้นฐานของปัญหา
นี่คงเป็นเหตุผลที่พบได้บ่อยๆ ว่าทำไมผู้ป่วยไมเกรน ผู้ป่วยปวดท้องประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปวดเรื้อรัง เป็นต้น เมื่อรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว จึงไม่ประสบผลการรักษาที่ประทับใจ แต่เมื่อลองมาใช้การรักษาแบบการแพทย์แผนจีนร่วมด้วย ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้นกว่าเดิม
มุมมองที่แตกต่างกัน มาจากพื้นฐานปรัชญาความคิด องค์ความรู้ ทฤษฎีที่แตกต่างกัน วิธีการแก้ปัญหาก็ต่างกัน การแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม จะต้องแยกแยะปัญหาหลัก ปัญหารอง ต้องพิจารณา 2 ด้านเสมอ ต้องแก้ทั้งปัจจัยหลักและปัจจัยแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขของการเกิดปัญหา การแก้ปัญหาต้องพิจารณา ทั้งวิธีรักษาแบบกดอาการและต้องมีวิธีรักษาแบบระบายควบคู่กันไป
การผสมกลมกลืนทั้งวิธีการตรวจวินิจฉัย หลักการรักษา และวิธีการรักษาของศาสตร์การแพทย์แผนจีน และการแพทย์แผนปัจจุบัน จะทำให้สามารถนำข้อดีของแต่ละแผนมาดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

แพทย์แผนจีน vs แพทย์แผนปัจจุบัน 2

ธ.ค. 09

ภาวะหัวใจ-ไตไม่สัมพันธ์กัน
“ดิฉันเป็นโรคนอนไม่หลับมาหลายปี ตกใจง่าย ระยะหลังฝันบ่อย หลับไม่สนิท ความจำเสื่อมลงมาก”
” ดิฉันรู้สึกปากแห้งคอแห้ง เวียนศีรษะ มีเสียงดังในหู นอนไม่ค่อยจะหลับ กลัวกลางคืน เพราะกลัวการนอนไม่หลับ หมอให้ยานอนหลับมากินหลายปี ถ้าคืนไหนไม่ได้กิน รับรองไม่หลับแน่ ระยะหลังกินยาเดิมก็เอาไม่ค่อยอยู่”Ž
อาการนอนไม่หลับ ในทัศนะแพทย์จีนมีหลายสาเหตุ สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือยินของหัวใจและยินของไตพร่อง ทำให้เกิดไฟจากภาวะพร่อง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ ร่วมกับอาการอื่นๆ การวินิจฉัยแยกแยะภาวะของโรคและร่างกาย และวางแผนการรักษา จึงมีความสำคัญ
ภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน คืออะไร
มีอาการสำคัญที่ผู้ป่วยมาพบด้วยปัญหาอะไร มีอาการอื่นๆ ร่วมอะไรบ้าง การตรวจลิ้นและชีพจร พบความผิดปกติอะไร
ภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน บางครั้งเรียกว่า ภาวะไฟกำเริบเนื่องจากยินของหัวใจและไตพร่อง หรือน้ำกับไฟไม่ประสานเกื้อกูลกัน
อาการสำคัญที่ ผู้ป่วยมาพบหมอคือ หงุดหงิด นอนไม่หลับ ร่วมกับมีอาการไฟหัวใจแกร่งเนื่องจาก ยินของไตพร่อง กล่าวคือ ใจสั่น ตกใจง่าย ฝันบ่อย เวียนศีรษะ หูมีเสียงดัง ลืมง่าย ปวดเมื่อยเอว ฝ่ามือฝ่าเท้าหน้าอกร้อนผ่าว หรืออาจมีน้ำกามเคลื่อนใน ผู้ชาย หรือไข้ตอนบ่ายๆ หลังเที่ยง มีเหงื่อลักออก มีอาการคอแห้งปากแห้ง
การตรวจลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าน้อย หรือไม่มีฝ้า
ลักษณะชีพจร : เล็กและเร็ว
สาเหตุของภาวะ “หัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน” คืออะไร
๑. ใช้ความคิด ใช้สมองมากเกินไป ทำให้ยินของหัวใจและไตถูกทำลาย
๒. จิต-อารมณ์ครุ่นคิด หงุดหงิด เกิดพลังอุดกั้น พลังอุดกั้นนานเกิดเป็นไฟ ทำลายสารยินของหัวใจ และไต
๓. ความพร่องอ่อนล้าจากโรคเรื้อรัง หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินไป กระทบยินของไต
๔. ปัจจัยก่อโรคจากภายนอก เข้าสู่ภายในร่างกาย เกิดไข้ความร้อน ทำลายสารยินของไต
กลไกการเกิดเป็นอย่างไร
ในภาวะปกติ น้ำของไตจะส่งไปยังหัวใจ ไฟหัวใจจะส่งไปยังไต น้ำและไฟประสานเกื้อกูลกัน หัวใจและไตสัมพันธ์กัน

ใน ภาวะที่ยินของหัวใจและไตพร่อง ทำให้พลังหยางแกร่ง ขึ้นสู่เบื้องบนรบกวนหัวใจและจิตประสาท ทำให้เกิดจิตใจหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ตกใจง่าย ฝันบ่อย
ยินของไตพร่อง ทำให้ไขกระดูกหดหาย สมองและไขสันหลังขาดการหล่อเลี้ยง เกิดอาการเวียนศีรษะ หูมีเสียงดัง ความจำเสื่อม ปวดเมื่อยเอว ไฟจากภาวะพร่อง สะสมอยู่ภายใน กระตุ้นการเก็บกักของน้ำเชื้อ ทำให้น้ำกามเคลื่อน ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและหน้าอก ไข้หลังเที่ยงวัน เหงื่อลักออก ปากคอแห้ง (เนื่องจากยินพร่องร่างกายขาดสารยินหล่อเลี้ยง) เกิดไฟเนื่องจากภาวะยินพร่อง ตัวลิ้นแดง ฝ้าบนลิ้นน้อย หรือไม่มีฝ้า ชีพจรเล็กเร็ว เป็นปรากฏการณ์ของไฟแกร่งยินพร่อง
การดำเนินโรคของภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กันคืออะไร
เมื่อ ยินพร่องและไม่ได้รับการเยียวยา นานเข้าพัฒนาการของโรคจะดำเนินไปในทางที่เกิดการทำลายหยาง และหยางที่ถูกทำลาย ในที่สุดก็เกิดภาวะยิน-หยางของหัวใจพร่องและยิน-หยางของไตพร่อง เมื่อไฟและน้ำไม่เกื้อกูลประสานกัน ภาวะของการ ทำงานของหัวใจและไตจะแปรปรวน เกิดภาวะจิตอารมณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ความรู้สึกและจิต อารมณ์ จะลอยกระจายออกภายนอก เกิดอาการคลุ้มคลั่ง อาละวาด โรคจิตประสาท
การวินิจฉัยแยกแยะกับภาวะอื่นที่คล้ายคลึงกันอย่างไร
ต้องแยกแยะจากภาวะอื่นๆ คือ
๑. ไฟหัวใจแกร่งเกิน
ซึ่งเป็นภาวะแกร่ง อาการคล้ายกัน คือ นอนไม่หลับ ใจสั่น หงุดหงิด ลิ้นแดง ปากหรือลิ้นมีแผล ปลายลิ้นแดงเข้ม ชีพจรเร็วแรง
แต่ ภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน จะมีภาวะไตยินพร่องร่วมกัน คือ ปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อนแรง เวียนศีรษะ เสียงดังในหู ลืมง่าย น้ำกามเคลื่อน ร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าและหน้าอก ฯลฯ
๒. ยินของไตพร่อง
มีแต่อาการยินพร่อง แต่ไม่มีอาการทางหัวใจ ไม่มีอาการใจสั่น หงุดหงิด นอนไม่หลับ
๓. เสมหะร้อนแกร่งอุดกั้นของถุงน้ำดี
คน ไข้มักมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น ตกใจง่าย ฝันบ่อย หงุดหงิด และมีอาการเกี่ยวกับการอุดกั้นของพลังตับ เช่น ปวดแน่นชายโครงทรวงอก ชอบถอนหายใจ เวียนศีรษะ ตามัว คอขม อาเจียน ตัวลิ้นจะมีสีแดง ฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรตึงและเร็ว

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์ และตำรับที่ใช้ คืออะไร
ใช้หลัก บำรุงยิน ดึงไฟลงล่าง เชื่อมประสานหัวใจ และไต
ตำรับยาที่ใช้
๑. หวงเหลียนอาเจียวทัง : บำรุง ยิน ดึงไฟลงล่าง (ไฟหัวใจแกร่ง ยินของไตพร่อง)
ตัวยาสำคัญ
หวงเหลียน, อาเจียว, หวงฉิน, ไป๋สาว, จีจื่อหวง
๒. เจียวไท่หวาน : ไฟหัวใจแกร่ง หยางของไตพร่อง
ตัวยาสำคัญ
หวงเหลียน, โย่วกุ้ย
เนื่องจากอาการไฟแกร่งกำเริบขึ้นบน และยินของไตพร่อง การรักษาต้องขับไฟหัวใจ และบำรุงยินของไต เป็นหลัก
ภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน มักแสดงออกถึงอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง และมีความอ่อนเพลียทางร่างกายและการวิตกกังวลทางจิตใจร่วมด้วยเสมอ การรักษาต้องใช้เวลาต่อเนื่องค่อนข้างนาน จึงต้องควบคุมทางจิตใจและออกกำลังกายร่วมด้วยจะได้ผลดีขึ้น
เปรียบเทียบกับโรคในทัศนะแผนปัจจุบัน ได้แก่โรคอะไร
ภาวะ หัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน ในทางแพทย์แผนจีนมีหลายอาการ ไม่ใช่โรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ มีกลุ่มอาการเกี่ยวข้องกับหัวใจ เช่น นอนไม่หลับ ใจสั่น ลืมง่าย ฝันบ่อย เกี่ยวข้องกับไต เช่น ปวดเมื่อยเอว น้ำกามเคลื่อน เหงื่อลักออก ฯลฯ
ในทางแพทย์แผนปัจจุบัน ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ ด้วยปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ใจสั่น ประสาทอ่อนล้า ระบบต่อมไร้ท่อหรือฮอร์โมนแปรปรวน อ่อนเพลีย ร่างกายทรุดโทรมเรื้อรัง
การศึกษาวิจัยและการรักษาทางคลินิก มีข้อมูลอะไรบ้าง
- วารสาร เจียงซีจงอีเย่า
รายงาน การใช้ตำรับยา หวงเหลียนอาเจียวทังกับผู้ป่วยนอนไม่หลับเรื้อรัง ๑๘ ราย ได้รับผลดีในเวลารวดเร็ว คนที่รับยาน้อยสุด ๓ ชุด มากสุด ๑๒ ชุด ก็สามารถเห็นผลการรักษา
- วารสารจงหัวอีเสวี่ยจ๋าจื่อ
รายงานการใช้ ตำรับยาเจียวไท่หวาน รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะไฟหัวใจแกร่ง ไตหยางพร่อง พบว่าปริมาณแคททีโคลามีน (Catecholamine) ในปัสสาวะ ๒๔ ชั่วโมง สูงขึ้นกว่าระดับปกติ และปริมาณ 17-hydroxy-corticosteroi ในปัสสาวะ ๒๔ ชั่วโมง ต่ำลงกว่าระดับปกติ
เมื่อใช้การรักษาต่อเนื่อง พบว่าค่าสารทั้งสองสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติและอาการต่างๆ ทางคลินิกดีขึ้น
สรุป
ภาวะหัวใจและไตไม่สัมพันธ์กัน มีอาการสำคัญของการนอนไม่หลับ ฝันบ่อย ตกใจง่ายร่วมกับอาการของไตยินพร่องหรือไตหยางพร่อง (ถ้าเป็นนานๆ)
ผู้ป่วยนอนไม่หลับเรื้อรัง มีหลายสาเหตุ ภาวะหัวใจ และไตไม่สัมพันธ์กันเป็นสาเหตุหนึ่ง การรักษาอาการนอนไม่หลับ จึงต้องวิเคราะห์แยกแยะภาวะของ โรคและร่างกาย รวมทั้งแก้ไขควบคุมภาวะจิตใจ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่เหมาะสมด้วย

เบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนจีน

ธ.ค. 09

เซียวเข่อ : เบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนจีน

“คุณหมอครับ ผมเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารักษาด้วยยาจีนหายขาดไหม เพราะเบื่อกินยาฝรั่งจังเลย”
“คุณหมอค่ะ ฉันกินยาฝรั่งคุมเบาหวาน กินตั้งหลายขนาน หมอบอกว่าถ้าคุมไม่ได้ อาจต้องใช้ยาฉีด ฉันจึงอยากให้หมอจีนจัดยารักษาเบาหวานให้ ไม่ทราบว่ายาจีนรักษาเบาหวานได้จริงหรือเปล่า”
“คุณหมอครับ ถ้าผมกินยาจีนแล้วต้องงดยาฝรั่งเลยได้ไหม”
เรื่องของเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ผลก็คือ น้ำตาลไม่สามารถเผาผลาญไปใช้เป็นพลังงาน มีการคั่งค้างของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ น้ำตาลที่คั่งอยู่ในเลือดมากๆ ก็จะถูกกรองที่ไต มาพร้อมปัสสาวะ ดูดกลับไม่หมด ทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน มีมดขึ้น เรียกว่าเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวาน มีปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากมีน้ำตาลออกมาพร้อมปัสสาวะ (ไตดูดกลับไม่หมด) ทำให้ผู้ป่วยเสียน้ำมาก กระหายน้ำ และเนื่องจากร่างกายขาดพลังงาน (เพราะขาดอินซูลินที่จะสลายน้ำตาลเป็นพลังงาน) ทำให้ผู้ป่วยหิวเก่ง ขณะเดียวกันก็จะซูบผอม เพราะร่างกายจะสลายไขมันและกล้ามเนื้อไปเป็นพลังงานแทน

โรคเบาหวานรักษาด้วยแพทย์แผนจีนได้ไหม
โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีการบันทึกในตำราแพทย์จีนมาช้านาน เรียกเป็นภาษาจีน ว่า เซียวเข่อ คำว่า เซียว หมายถึง สูญเสีย หรือสลายอาหาร สูญเสียน้ำและสูญเสียพลัง (ร่างกายซูบผอม) คำว่า เข่อ หมายถึง กระหายน้ำ ดื่มมาก ดื่มแล้วไม่หายกระหาย รวมความแล้ว โรคเซียวเข่อ หมายถึง ดื่มมาก กินมาก ปัสสาวะมาก ซูบผอม และปัสสาวะมีรสหวาน เนื่องจากอาการดื่มมาก เป็นอาการที่อยู่ส่วนบนเกี่ยวข้องกับปอด ซางเจียว ช่องไฟธาตุส่วนบน อาการกินมากเป็นอาการที่อยู่ส่วนกลางเกี่ยวข้องกับม้าม จงเจียว ช่องไฟธาตุส่วนกลาง และอาการปัสสาวะบ่อยเกี่ยวข้องกับไต เซี่ยเจียว ช่องไฟธาตุส่วนล่าง ผู้ป่วยในแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคในแต่ละอวัยวะไม่เหมือนกัน

สาเหตุของเบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนต่างกันไหม

  • ในทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบัน เบาหวานพบได้ประมาณร้อยละ ๓.๕ ของคนทั่วไป พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในคนอายุหลัง ๔๕ ปีขึ้นไป
  • คนอ้วนและหญิงมีลูกดก มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก
  • เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม มักมีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นโรคนี้
  • คนอ้วนหรือกินหวานมากๆ จนอ้วน มีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย
  • การกินยาคุมกำเนิด ยาจำพวกสตีรอยด์ ทำให้เป็นโรคนี้ได้
  • นอกจากนี้ยังเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบจากการดื่มเหล้า มะเร็งตับอ่อน อุบัติเหตุทำให้ตับอ่อนได้รับบาดเจ็บ

สรุป เป็นผลจากกรรมพันธุ์ และภาวะต่างๆ ที่ทำให้การทำงานของตับอ่อนผลิตอินซูลินลดน้อยลง หรือไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

ในทรรศนะแพทย์แผนจีน

พื้นฐานร่างกาย “ยินพร่อง” อาจเกิดจากพันธุกรรม (ทุนเดิมแต่กำเนิด) ไม่สมบูรณ์ หรืออาจเกิดภายหลังจากการขาดการหล่อเลี้ยงของสารยินในร่างกาย

  •  การดื่ม การกินไม่ถูกหลัก ทำให้เกิดการสะสมความร้อน สูญเสียสารน้ำ สาเหตุหลักเกิดจากการกินอาหารหวาน อาหารไขมันเป็นเวลานาน รวมทั้งการดื่มสุรา ทำให้กระเพาะอาหารและม้ามทำงานผิดปกติ เกิดความร้อนสะสม เกิดความแห้ง สารน้ำในร่างกายถูกทำลาย
  • จิต อารมณ์ขาดสมดุล ความอุดกั้นทางอารมณ์ทำให้เกิดไฟ ทำให้เกิดการทำลายยิน การที่จิต อารมณ์ได้รับการกระตุ้นยาวนาน ทำให้กลไกพลังผิดปกติ พลังถูกปิดกั้น ไม่กระจายตัวตามปกติ นำไปสู่ไฟที่สะสมในร่างกาย เกิดไฟร้อนของระบบปอดและกระเพาะอาหาร ทำให้สูญเสียยินและสารน้ำ
  • เพศสัมพันธ์ที่มากเกินควร เกิดการสูญเสียจิงของไต และทำให้ไตพร่อง

แพทย์แผนจีนถือว่า การมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินควร ทำให้สูญเสียยินและจิง เมื่อร่างกายขาดยินจะเกิดไฟจากภาวะพร่อง ทำให้เสียยินกระทบถึงปอดและกระเพาะอาหาร เกิดไตพร่อง ปอดแห้ง และกระเพาะอาหารร้อน ซึ่งเป็นอาการของเบาหวาน

การแบ่งชนิดเบาหวานตามแพทย์แผนจีน และการดำเนินของโรคเป็นอย่างไร

  • ภาวะยินพร่อง เป็นเนื้อแท้ของโรค
  • ภาวะแห้งร้อน เป็นปรากฏการณ์อาการที่แสดงออก
  • เซียวเข่อ แบ่งเป็นส่วนบน (ปอดแห้ง) ส่วนกลาง (กระเพาะอาหารร้อน) ส่วนล่าง (ไตพร่อง) มีอาการหนักเบาของส่วนทั้ง ๓ ต่างกัน
  • ถ้าอาการดื่มมากเป็นอาการหลัก กินมาก ปัสสาวะมากเป็นอาการรอง เรียกว่า ซ่างเซียว
  • ถ้าอาการกินมากเป็นอาการหลัก ดื่มมาก ปัสสาวะมากเป็นอาการรอง เรียกว่า จงเซียว
  • ถ้าอาการปัสสาวะมากเป็นอาการหลัก ดื่มมาก กินมากเป็นอาการรอง เรียกว่า เซี่ยเซียว 
  • อาการระยะแรกมีลักษณะแห้งร้อน ระยะต่อมาของโรคของยินพร่องร่วมกับแห้งร้อน ระยะสุดท้ายของโรค คือ ยินพร่องเป็นหลัก แล้วทำให้หยางพร่องร่วมด้วย

ตามหลักแพทย์แผนจีน เบาหวานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปอด กระเพาะอาหารและไตอย่างไร มีอาการอื่นๆ ที่ตามมาอย่างไร
เบาหวาน หรือเซียวเข่อ มีสาเหตุพื้นฐานจากยินพร่อง สารน้ำร่างกายถูกทำลาย ทำให้เกิดความแห้งร้อนของอวัยวะภายในจั้งฝู่ โดยเฉพาะปอด กระเพาะอาหารและไต (สำคัญที่สุด คือ ไต) ตามหลักสรีระของศาสตร์แพทย์แผนจีน ปอดเป็นอัวยวะส่วนบนที่มีหน้าที่ปรับและควบคุมน้ำของร่างกาย ถ้าปอดร้อนและแห้ง น้ำจะถูกส่งผ่านโดยตรงไปที่ไต ทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก ขณะเดียวกันน้ำก็ไม่สามารถกระจายไปส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้คอแห้ง กระหายน้ำ

  • กระเพาะอาหารเป็นทะเลของน้ำและอาหาร (เป็นที่เก็บรวบรวมอาหารและน้ำที่กินเข้าไปสำหรับย่อยสลาย) ถ้ากระเพาะอาหารแห้งและร้อนไฟกระเพาะอาหารจะแกร่ง การย่อยเร็ว หิวเก่ง อุจจาระแห้ง
  • ไต มีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำของร่างกาย และมีหน้าที่เก็บสารจิง ถ้าไตขาดสารยินเกิดไฟจากภาวะพร่อง เกิดความร้อนแห้งของไต ทำให้ไตสูญเสียการดูดน้ำกลับเพื่อส่งไปที่ปอด เกิดปัสสาวะมากและบ่อย มีการไหลออกของสารอาหารทำให้มีปัสสาวะรสหวาน
  • ปอดแห้งมีผลต่อการกระจายน้ำไปยังกระเพาะอาหารและไต กระเพาะอาหารแห้งและร้อน มีผลกระทบต่อปอดและไต และไตพร่อง ไตแห้งร้อน ก็มีผลต่อปอดแห้ง และกระเพาะอาหารร้อน
  • ไตแห้ง ตับก็แห้ง ตับขาดการหล่อเลี้ยง ไฟตับมาก ทำให้เกิดปัญหาของตา (ตับเปิดทวารที่ตา) เช่น ต้อกระจก ทำให้เกิดปัญหาของหู (ไตเปิดทวารที่หู) เช่น หูหนวก หูมีเสียงดัง

แพทย์แผนจีนมีหลักการรักษาเบาหวานอย่างไร
หลักการรักษา : ต้องเสริมยิน สร้างสารน้ำ และทำให้ชุ่มชื้นขจัดแห้ง ขับร้อน ขับพิษ เป็นหลัก เวลารักษาต้องคำนึงถึงปอด กระเพาะอาหาร และไตควบคู่กัน

  • รักษา “ซ่างเซียว”  เบาหวานส่วนบน ให้ความชุ่มชื้นแก่ปอด ร่วมกับขับร้อนของกระเพาะอาหาร
  • รักษา “จงเซียว” เบาหวานส่วนกลาง ให้ขับร้อนของกระเพาะอาหาร เสริมบำรุงไต
  • รักษา “เซี่ยเซียว”  เบาหวานส่วนล่าง ให้บำรุงไต และเสริมการบำรุงปอด
  • ถ้ามีพลังและยินพร่อง ต้องเสริมพลังและบำรุงยิน
  • ถ้ามียินและหยางพร่อง ต้องบำรุงยินและหยางคู่กัน
  • ถ้ามีเลือด เสมหะอุดกัน ต้องสลายการอุดกันกระจายเลือด

ชนิดของเบาหวานและตำรับยาจีนรักษาเบาหวานเป็นอย่างไร        แบ่งเป็นประเภทๆ ใหญ่ ๓ แบบ
๑. เบาหวานส่วนบน (ซ่างเซียว) ปอดร้อนขาดสารน้ำ
อาการ : คอแห้ง กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ร่วมกับน้ำหนักลด ซูบผอม ปัสสาวะบ่อยและมาก
การตรวจ : ขอบลิ้น ปลายลิ้นแดง ฝ้าเหลืองขาว ชีพจรแรง เต็ม เร็ว
ตำรับยา : อวี้เฉวียนหวาน
๒. เบาหวานส่วนกลาง (จงเซียว) กระเพาะอาหารร้อนแกร่ง
อาการ : กินมาก หิวง่าย อุจจาระแห้ง ร่วมกับร่างกายซูบผอม
การตรวจ : ฝ้าเหลืองแห้ง ชีพจรลื่น แรง
ตำรับยา : อวี้หนี่วเจียน
๓. เบาหวานส่วนล่าง (เซี่ยเซียว)
๓.๑ ไตยินพร่อง        อาการ : ปัสสาวะบ่อย ปริมาณมาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และร้อนบริเวณหน้าอก
การตรวจ : ลิ้นแดง ชีพจรจม เล็ก เร็ว
ตำรับยา : ลิ่วเว่ยตี้หวงหวาน
๓.๒ ไตยิน ไตหยางพร่อง            อาการ : ปัสสาวะบ่อย (ดื่ม ๑ ส่วน ปัสสาวะ ๒ ส่วน) กลัวเย็น กลัวหนาว ร่วมกับปัสสาวะขุ่นขาว ใบหน้าดำคล้ำ ใบหูแห้ง เอว เข่าปวดเมื่อย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
การตรวจ : ลิ้นซีด ฝ้าขาว ชีพจรจม เล็ก ไม่มีแรง
ตำรับยา : เสิ่นชี่หวาน

สรุป
เบาหวาน ในศัพท์แพทย์แผนจีน มีชื่อว่า “เซียวเข่อ” มีอาการดื่มมาก กินมาก ปัสสาวะมาก ซูบผอม สาเหตุพื้นฐานเกิดจากยินพร่อง ร่วมกับวิถีการดำเนินชีวิตไม่ได้สมดุล โดยเฉพาะจากอาหารการกิน อารมณ์ ความเครียด และมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินไป ผลที่ตามมาคือ ยินพร่องมีความร้อนแห้งในอวัยวะภายใน ตามด้วยการพร่องของยินและพลัง และท้ายสุดคือ การเสียทั้งไตยิน ไตหยางของร่างกาย ภาวะแห้งร้อนและยินพร่อง ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการแสดงออกมากมาย รวมทั้งเกิดเสมหะและเลือดอุดกั้น มีอาการแทรกซ้อนมากมาย เช่น ที่ตา (ต้อกระจก) ที่หู (หูอื้อ) หูมีเสียง ที่ปลายมือปลายเท้า หัวใจ ไตเสื่อม ไตวาย แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง เป็นต้น

เบาหวานแสดงออกของโรคมี ๓ ตำแหน่ง เกี่ยวข้องกับปอด กระเพาะอาหาร และไต จึงต้องแบ่งเบาหวานเป็น ๓ ช่วงบน คือ ช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีอาการร้อนแห้ง เป็นปรากฏการณ์ แต่ธาตุแท้คือ ยินพร่อง

หลักการรักษา คือ บำรุงยินทำให้เกิดสารน้ำ เสริมความชุ่มชื้น ขจัดความแห้ง และขับความร้อน ปรับเปลี่ยนยาให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายแต่ละบุคคล ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้การรักษาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องระวังภาวะเบาหวานรุนแรงจนทำให้หยางแยกตัวจากยิน จนเกิดภาวะหมดสติ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการควบคุมอาการด้วยยาแผนปัจจุบันค่อนข้างคุมได้รวดเร็ว เพราะทำให้กระตุ้นการสร้างอินซูลินมากขึ้น หรือใช้ฉีดอินซูลินเข้าทดแทน แต่ในแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นการปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลัก เพื่อให้อวัยวะจั้งฝู่ทำงานปกติ เกิดสมดุลและสามารถสร้างอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้สามารถลดยาเบาหวานทางแพทย์แผนปัจจุบันลงได้ แต่ในรายที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทดแทน เพราะการปรับสมดุลเพื่อให้ตับอ่อนที่ไม่ทำงานสร้างอินซูลินยังเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากให้ทำงานปกติ

หลักการรักษาที่ดีที่สุด คือ แบบผสมผสาน ระยะแรกต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วยยาแผนปัจจุบัน แล้วให้ยาสมุนไพรจีนร่วมกับในการปรับสมดุลร่างกายและร่วมกับการควบคุมปัจจัยอาหาร อารมณ์ เพศสัมพันธ์ให้สมดุล ตรวจเช็กน้ำตาลในเลือดควบคู่กันไป ถ้าระดับน้ำตาลและสภาพร่างกายดีขึ้น (ตรวจแบบแพทย์แผนจีนและอาการแสดงออกดีขึ้น) ก็อาจพิจารณาลดยาเบาหวานลงตามความเห็นของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาควบคุมน้ำตาลทันที ในขณะที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างสมดุล หรือการทำงานของตับอ่อนยังไม่ดีขึ้น ผลการรักษาได้ผลดีหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย แต่โดยภาพรวม ควรรักษาโรค (ควบคุมน้ำตาล=แผนปัจจุบัน) และรักษาคน (ปรับสมดุล=แพทย์แผนจีน) ควบคู่ไปด้วยกัน

 

ความดันโลหิตต่ำ

ธ.ค. 09

มีคนขอให้เขียนเรื่องความดันโลหิตต่ำ ซึ่งผมเห็นว่าแพทย์จีนมีมุมมองที่น่าสนใจดีเลยเอามาแบ่งปันกันครับ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่าความดันต่ำคืออะไร? ความดันโลหิตต่ำก็คือ การใช้เครื่องวัดความดันวัดค่าออกมาได้ต่ำกว่า 100/60 อาการที่มักพบคือ เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย ทีนี้มาดูว่าแพทย์จีนมองความดันโลหิตต่ำว่าอย่างไร คำตอบคือ ในศาสตร์แพทย์จีนนั้น ไม่มีคำว่า “ความดันโลหิต”ครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่ามันจะสูงหรือต่ำ เราไม่สน มันไม่มีผลในการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษา ที่เราสนใจคืออาการของคุณต่างหากนั่นก็คือ “เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย”
เวลาหมอจีนรักษาโรคนั้นจะเน้นพิจารณาที่อาการเป็นหลัก แล้วใคร่ครวญว่าจากอาการที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนให้เราเห็นว่าอวัยวะภายในส่วนใดทำงานผิดปกติบ้าง แล้วจึงเปิดยา เช่น ปวดเมื่อยหลังจะนึกถึงไต ตาแดงจะนึกถึงตับหรือว่าธาตุไฟ เจ็บจุกสีข้างจะนึกถึงตับแม้ว่าจะเป็นสีข้างด้านซ้ายก็ตาม (ตับอยู่ทางขวา) นอนไม่หลับจะนึกถึงหัวใจและเลือด เป็นต้น (อวัยวะที่กล่าวถึงคืออวัยวะในทางแพทย์จีน ไม่ใช่ตับ ไต หัวใจจริงๆในทางสรีระวิทยานะครับ) จากอาการของความดันโลหิตต่ำที่ว่ามาข้างบนนั้นแพทย์จีนจะบอกว่า
“เลือดและลมปราณของม้ามไม่เพียงพอ”
ม้ามในแพทย์จีนเป็นแหล่งผลิต “สารอาหาร” (เลือดและลมปราณ) ถ้าม้ามไม่แข็งแรง “สารอาหาร”ก็จะผลิตได้ไม่เพียงพอ ลมปราณพร่องก็จะเป็นคนไม่มีแรง เหนื่อยง่าย เลือดพร่องก็จะเวียนหัว อันนี้อธิบายง่ายๆนั่นแหละครับว่าเลือดไปเลี้ยงไม่พอ เลือดพร่องที่บอกนี้ไปตรวจเลือดอาจจะไม่เจออะไรผิดปกติเลยก็ได้ครับ
ในคนไข้บางรายมีอาการใจสั่น ใจเต้นเร็ว หมอจีนจะอธิบายว่าเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ (กรณีอธิบายคล้ายกับหัวใจขาดเลือดของแผนปัจจุบัน)
นอกจากอาการเหล่านี้ เลือดและลมปราณของม้ามไม่เพียงพอยังอาจจะก่อนให้เกิดอาการที่คุณคาดไม่ถึงได้อีก เช่น ท้องเสีย นอนไม่หลับ ฝันเยอะ หน้าซีด เลือดออกง่าย ประจำเดือนมาเยอะ หรือมาถี่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าผมตรวจ ผมจะไม่ได้ให้ความสนใจค่าความดันคุณเป็นหลักครับ บอกแล้วว่าหมอจีนเราไม่มีความดันโลหิต เมื่อผมรักษาให้อาการต่างๆของคุณหายได้นั่นนับเป็นการรักษาหายแล้ว แม้ว่าค่าความดันคุณจะคงเดิมเหมือนครั้งแรกที่มาหาผมก็ตาม
วิธีรักษา “ความดันต่ำ” นี้ เราก็จะบำรุงเลือด บำรุงลมปราณครับ แต่จะให้บอกว่าไปซื้อยาบำรุงยังไงนั้นคงบอกไม่ได้ เพราะในแต่ละคนไข้ก็จะมีความไม่สมดุลย์ที่ต่างกัน ต้องมาหาหมอพิจารณาเป็นรายคนไป ตรงนี้ผมจะบอกวิธีกายบริหารง่ายๆที่สามารถบำรุงลมปราณได้ให้ไปทำกันแทนครับ
วิธีการก็ง่ายมากเลยครับ หาจุด 足三里 (จู๋ซานหลี่) ที่บริเวณหน้าแข้ง แล้วก็กำมือทุบๆบริเวณจุดนี้ซักสิบกว่าที ทำทั้งสองขาก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทำทุกวันใช้เวลาแค่ไม่เท่าไหร่เองครับจุดจู๋ซานหลี่นี้เป็นจุดบนเส้นลมปราณกระเพาะครับ พอกระเพาะแข็งแรงก็กินข้าวอร่อย ดูดซึมสารอาหารดี ก็นำไปผลิตเป็นเลือดและลมปราณให้เราได้ครับ ถึงขั้นมีคำกล่าวว่ากระตุ้นจุดนี้มีค่าเท่ากับกินไก่ตุ๋นเลยทีเดียว
วิธีหาจุดนี้ ถ้าเรางอเข่า เราจะรู้สึกว่าตรงหัวเข่าเรามีรอยบุ๋มอยู่สองข้าง ลองใช้มือกดๆดูก็จะเจอครับ ในรูปจุดที่อยู่เหนือนิ้วชี้คือรอยบุ๋มด้านนอก ด้านในจะมีอีกบุ๋มนึง จากนั้นก็เอานิ้วสี่นิ้วประกบชิด โดยเอานิ้วชี้วางไว้ใต้ระดับรอยบุ๋มที่หัวเข่า ระดับที่นิ้วก้อยแนบอยู่คือระดับของจุดจู๋ซานหลี่ เอาอีกมือมาลองลูบใต้นิ้วก้อยจะเจอกระดูกหน้าแข้ง จู๋ซานหลี่จะอยู่ด้านนอกของกระดูกหน้าแข้งถัดไปประมาณ 1.5 ซม.โดยประมาณ (จุดที่อยู่ใต้นิ้วก้อยในรูปก็คือจู๋ซานหลี่ครับ) ขาทั้งสองข้างหาเหมือนกันครับ หาเจอก็ใส่ไม่ยั้งไปเลยครับ คิดซะว่ากำลังกินไก่ตุ๋นอยู่ละกัน เวลาเคาะจะรู้สึกว่าบริเวณนั้นจะชาๆ เสียวๆ นั่นแสดงว่ามาถูกทางแล้วครับ

ท่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนความดันต่ำทำนะครับ ใครๆก็ทำได้ทั้งนั้นครับ เหมือนเป็นการบำรุงร่างกายทางนึง ถือซะว่าวันนี้หมอเชนใจป้ำเลี้ยงไก่ตุ๋นทุกคน ซัดกันให้เต็มคราบเลยนะครับ อิๆ
เพิ่มเติมนิดหน่อยสำหรับเรื่องความเข้าใจผิดอย่างนึงเกี่ยวกับการกินแอลกอฮอลล์รักษาโรคความดันต่ำ คือเขาคิดว่าแอลกอฮอลล์ทำให้เลือดลมเดิน มันจะได้พาเลือดลมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย แต่อย่างที่บอกว่าในทางแพทย์จีนมันคืออาการเลือดและลมปราณไม่เพียงพอ น้ำไม่เต็มสายยาง ต่อให้เปิดแรงดันให้น้ำเดิน มันก็ไปเลี้ยงที่อื่นๆได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว พอแรงดันหายไป อาการก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุครับ แถมกินแอลกอฮอลล์มากไปก็ไม่ดีอีกครับผม

การแพทย์แผนจีน

ธ.ค. 09

ประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ และอารยธรรมอันรุ่งเรืองยาวนานหลายพันปี การแพทย์แผนจีน และการฝังเข็มเป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับของชาวจีน ชาวตะวันออก และประเทศในแถบตะวันตก กระทั่งองค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) ได้ประกาศรับรองผลการรักษาโรค ด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่ ปี 1979

สำหรับ ประเทศไทย เองก็มีผลงานด้านการบำบัดรักษาด้วยเวชกรรมแผนจีน และฝังเข็มมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แล้ว

การฝังเข็ม

การฝังเข็ม เป็นการกระตุ้นให้เลือด ลมไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น เมื่อหลอดลมผ่านได้คล่องอาการเจ็บปวดต่างๆ ก็ค่อยๆหายไปเพราะร่างกายของคนเราถึงแม้ว่าเราจะบอกได้ว่าปวดเฉพาะที่จุดใด จุดหนึ่ง แต่การรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้มองแค่จุดที่ปวด แต่มองว่าร่างกายทุกส่วนสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด ฉะนั้นการรักษาก็ต้องรักษาทั้งระบบ

แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ปักลงไปบนตำแหน่งจุดต่างๆของร่างกายแล้วกระตุ้นโดยการใช้นิ้วมือหมุนปั่น หรือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นระบบประสาทของร่างกาย ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้สมดุลเป็นปกติจึงสามารถรักษาโรคและบรรเทาอาการผิดปกติต่างๆ ได้ โดยทั่วไปแพทย์จะปักเข็มคาเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงถอนเข็มออก การเลือกเข็มมาใช้ต้องให้เหมาะกับสรีระและตำแหน่งที่จะฝังเข็มเป็นหลักเพราะ ถ้าหากใช้เข็มที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยแล้ว เวลาฝังในจุดต่างๆ อาจเกิดอันตราย และเข็มที่ใช้ก็ต้องผ่านการฆ่าเชื้อใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการมีความปลอดภัยมากขึ้น ความแตกต่างของการฝังเข็มแบบสมัยใหม่กับการฝังเข็มแบบดั้งเดิม คือ

  • การฝังเข็มแบบสมัยใหม่ โดยปกติแล้วจะใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ เพื่อกระตุ้นการรักษา วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากโดยปกติแล้วหลังจากการฝึกอบรมมาแล้ว 3 เดือน นักฝังเข็มสามารถใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยได้ทันที แต่ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ได้ผลดีที่สุด
  • วิธีฝังเข็ม แบบดั้งเดิม ต้องมีพื้นฐานที่ดีตามหลักทฤษฎีและปรัชญาของจีน รวมไปถึงจะต้องรู้หลัก ของ “ไทเก็ก” “หยินหยาง” “ธาตุทั้ง 5” “ปากั้ว” และวงจรการไหลเวียนของเลือด นักฝังเข็มจำเป็นจะต้อง “ชี่กง” และรู้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นพลังงานภายในที่สามารถถ่ายทอดสู่ผู้ป่วยอย่างได้ผลเต็มที่ การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีสำหรับการ บรรเทาการเจ็บปวดของโรคต่างๆโดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย
  • ที่โรงพยาบาลปิยะเวท นักฝังเข็มได้ใช้วิธีนี้ ช่วยผู้หญิงที่คลอดบุตรยาก ให้คลอดง่ายและสุขภาพแข็งแรง
  • การรักษาด้วยการฝังเข็มสามารถช่วยได้ในกรณี ของผู้หญิงที่เป็นหมันให้สามารถมีบุตรได้ รวมถึง โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ปวดหัวเข่า ข้อเข่าเสื่อม ข้อหัวไหล่ติด

โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคมีหลายชนิด หลายกรณีที่สามารถทำการรักษาได้โดยแพทย์แผนจีน โดยโรคและอาการที่พบบ่อยๆ มีดังนี้

  • อัมพาต อัมพฤกษ์ แขน-ขาอ่อนแรง
  • ป้องกันเส้นเลือดสมองตีบตัน เส้นเลือดสมองแตกเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์
  • ปวดศีรษะ
  • นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล
  • ท้องผูก
  • โรคบริเวณใบหน้า ปวดสามแฉก บริเวณใบหน้าครึ่งซีก หนังตาไม่ปิด ปากเบี้ยว หน้าชา อัมพฤกษ์ ใบหน้าครึ่งซีก หน้ากระตุก ปวดกราม ขากรรไกรค้าง อ้าปากไม่ขึ้น
  • โรคกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ กระดูก และปลายประสาทชา กล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อรูมาตอยด์ ชาปลายมือ ปลายเท้า ตะคริว ปวดหลัง ปวดร้าวชาด้านหลัง ด้านข้างขวา ชานิ้วเท้า ปวดตะโพก ข้อตะโพกเสื่อม ปวดหัวเข่า เข่าบวม ข้อหัวเข่าเสื่อม ปวดบวมข้อเท้า ข้อเท้าพลิก
  • หอบหืด
  • ปวดทรวงอก
  • ปวดจากมะเร็ง เนื้องอก ปวดแผลผ่าตัด
  • ท้องเสีย ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • แพ้ท้อง อาเจียน ทานอาหารไม่ได้
  • เบาหวาน และภาวะแทรกซ้อน ปลายเท้าคล้ำดำ ชาปลายมือปลายเท้า
  • ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
  • ลดความอ้วน ลดความอ้วนหลังคลอด ลดไขมันเฉพาะที่ตะโพก ต้นขา น่อง ต้นแขน ท้องแขน
  • เพิ่มน้ำหนัก คนผอม ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • บำรุงสุขภาพคนในวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • ลมบ้าหมู
  • บวมน้ำ
  • ลโรคผู้สูงอายุ สั่นกระตุก พาร์กินสัน หลงลืม ความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์
  • โรคสูติ-นรีเวช ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช้า เร็ว มาไม่แน่นอน ประจำเดือนไม่มา มดลูกหย่อน ชำรั่ว ก้อนเนื้อเต้านม
  • วัยทอง ทั้งหญิงและชาย
  • มีบุตรยาก
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศู
  • โรคภูมิแพ้
  • ลบรอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นใต้คาง ท้องแขน ฝ้า กระ สิว ผมร่วง เส้นเลือดขอด
  • ปวดเมื่อยล้าอ่อนเพลียเรื้อรัง

สมุนไพรจีน

แพทย์แผนจีนจะนำสมุนไพรจีน จะนำสมุนไพรจีนมาใช้ในการรักษาโรคควบคู่กับการฝังเข็ม สำหรับผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาแพทย์แผนจีนจะจัดสมุนไพรจีนให้ตามอาการ ของโรค เพื่อช่วยในการรักษาและช่วยให้ร่างกายปรับสภาพสมดุลทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ ดีขึ้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แพทย์แผนจีนใช้รักษาอยู่ในปัจจุบัน

การนวดทุยนา

ทุยนา เป็นวิธีการรักษาโรคแบบธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีในศาสตร์แผนจีน ถือว่าเป็นหนึ่งในอีกหลายวิธีของการรักษาโรค โดยเน้นการปรับภาวะประสาท หยินกับหยางให้เกิดสมดุล และแก้ไข บำรุงการเจริญเติบโตของ NGF, EGF และ GM-CSF ต่างๆภายในร่างกายของคน สำหรับในประเทศจีนเป็นวิธีการรักษาโรคที่มีประวัติหลายพันปีมาแล้ววิทยา ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันนี้ยืนยันว่า”การปลดปล่อยโดยขจัดความเจ็บปวดของ NGF ฯลฯ สามารถช่วยขับพิษออกจากร่างกายของผู้ป่วย” ดังนั้นทุยนาจึงมีบทบาทในการรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นโดยเน้นลดความ เจ็บปวดจากการอักเสบและเกร็งอย่างได้ผลในคนที่นอนไม่หลับ และในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ ขณะเดียวกันยังเป็นวิธีการรักษาที่ป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย

“บำรุงไต” สำคัญไฉน

อาการอ่อนเพลียเรื้อรังและมึนศรีษะเป็นประจำมาร่วมปี ปัสสาวะบ่อย ขี้หนาว นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นเป็นประจำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เท้าบวม ผิวหน้าหมองคล้ำและผมร่วง ทั้งๆที่ผลตรวจร่างกายก็เป็นปกติ ???

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าเมื่อผลการตรวจทุกอย่างเป็นปกติ แต่ทำไมตนเองกลับมีอาการผิดปกติ เกิดจากความเครียดหรืออุปทานไปเองจริงหรือไม่ !!?

จริงๆแล้วสารพัดอาการกล่าวมาข้างต้นนั้น หากวินิจฉัยตามหลักการแพทย์จีนคือเกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของการแพทยทจีนที่ได้มีการบันทึกในตำราการแพทย์จีนมาแล้ว นับพันปี ภาวะไตอ่อนแอไม่ใช่โรคไตในความหมายของการแพทย์ตะวันตก หากหมายถึงสภาพไตกำลังเสื่อมลง ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้ไตขับน้ำส่วนเกินและของเสียออกจากร่างกายลดลง เกิดผลกระทบต่อดุลยภาพ ของอิเล็กโทรไลต์และความเป็นกรดด่างในร่างกาย รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด ที่สร้างขึ้นจากไต และต่อมหมวกไตด้วย การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะนำไปสู่อาการผิดปกติของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย หากไม่มีการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะแก่ก่อนวัยและพัฒนากลายเป็นโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเกาต์ โรคภูมิแพ้ โรคซึมเศร้า เป็นต้น หรืออาจพัฒนากลายเป็นโรคไตและไตวายได้ในที่สุด

ไตมีบทบาทอย่างไรกับชีวิต…
ไตมีบทบาทสำคัญยิ่งในการควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย การพัฒนาสมอง การสร้างกระดูก การสร้างเม็ดเลือด สมรรถภาพทางเพศ การสืบพันธ์และความชรา ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับระบบการทำงานของหัวใจ ปอด ตับ ม้าม ระบบฮอร์โมน ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันด้วย ดังนั้นการแพทย์จีนจึงเปรียบเสมือนไตเป็นรากฐานของชีวิตและให้ความสำคัญใน การบำรุงรักษาไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพหรือบำบัดหลายๆ อาการให้หายพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นวิทยาการอันล้ำค่าของการแพทย์แผนจีนและมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษา สุขภาพชาวจีนในทุกๆ สมัย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมจีนไปแล้ว

สาเหตุใดที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ…
ไตจะเสื่อมลงตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นความเสื่อมของร่างกาย ที่เป็นไปตามวัฎจักรของเกิดแก่เจ็บตายจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนจะเสื่อมเร็วช้ามากหรือน้อยจะไม่เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ
1.กรรมพันธุ์ พ่อแม่ไม่แข็งแรงหรือมีลูกตอนอายุน้อยหรือหรืออายุมากเกินไป หรือมีลูกหลายคน หรือตอนตั้งครรภ์คุณแม่ไม่มีการพักผ่อนและบำรุงอย่างเพียงพอหรือคลอดก่อน กำหนด ไตของลูกก็จะอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด
2.การมีเพศสัมพันธ์มากเกินควร ทำให้ไตสูญเสียพลัง
3.ประสบอุบัติเหตุ ไตถูกกระทบกระเทือน
4.ทำงานหนัก ทำงานเกินกำลังหรือหามรุ่งหามค่ำ ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์จนอดหลับอดนอน
5.ผลกระทบจากโรคเรื้อรังต่างๆ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง SLE อัมพฤกษ์ อัมพาต วัณโรค โรคเกาต์ ฯลฯ
6.ปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ผลข้างเคียงจากการใช้น้ำยาเคมีมากเกินไป เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดความอ้วน ฮอร์โมนทดแทน เป็นต้น ความเครียด มลภาวะเป็นพิษ ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผักและผลไม้ สารฮอร์โมนที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลินหรือได้รับสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม สารโซเดียมที่อยู่ตามอาหาร ขนมขบเคี้ยว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่นผงชูรส ผงฟู เป็นต้น อาหารรสจัด รสเค็ม อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสี ฯลฯ
ปัจจัยดังกล่าวล้วนแต่ทำให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและก่อนวัยอันควร เราจึงพบบ่อบยว่าหลายๆคนแม้ว่ายังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่ก็มีอาการของภาวะไต อ่อนแออย่างครบครัน

ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการอื่นๆอย่างไรบ้าง??
ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการหลากหลายตามระบบต่างๆของ
ร่างกาย ซึ่งอาจแสดงอาการใดอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายๆอาการพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความเสื่อมโทรมของไต อายุและระยะเวลาที่เรื้อรัง
1.ระบบทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ ปัสสาวะกะปรดกะปรอย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ บวมน้ำตามร่างกาย ฯลฯ
2.ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ปวดหลังปวดเอว ขาแขนอ่อนแรง เป็นตะคริวบ่อย หนาวหรือชาตามมือตามเท้า ปวดตามข้อ กระดูกพรุน โรคเกาต์ ฯลฯ
3.ระบบประสาท นอนไม่หลับ ฝันบ่อย เวลานอนแขนขากระตุกหรือสะดุ้งตื่นเป็นประจำ หรือฝันว่าตกจากที่สูงจนตกใจตื่นเป็นประจำ ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ วิงเวียน ปวดศรีษะ ซึมเศร้า วิตกกังวล อ่อนเพลียเรื้อรัง ขี้หนาว ฯลฯ
4.ระบบทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ลำไส้แปรปรวน อุจจาระร่วงเป็นประจำ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก  ฯลฯ
5.ระบบภูมิต้านทาน เป็นหวัดบ่อยหรือเป็นหวัดง่าย ลมพิษ สะเก็ดเงิน เริม SLE ฯลฯ
6.ระบบทางเดินหายใจ ระคายคอบ่อย ไอเรื้อรัง หอบหืด ฯลฯ
7.ระบบสืบพันธ์ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนมาผิดปกติ ช่องคลอดไม่กระชับ มีบุตรยากหรือแท้งบุตร เข้าสู่วัยทองก่อนวัยอันควร ฯลฯ
8.สภาพร่างกายภายนอก ผิวหน้าหมองคล้ำ หยาบกร้าน มีฝ้าบนใบหน้า ใต้ตาหมองคล้ำ หน้าอกหย่อนยาน ผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย น้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างฮวบฮาบ ฯลฯ
9.หู-ตา หูอื้อ ตาพร่า น้ำในหูไม่เท่ากัน ฯลฯ

วิธีการบำบัดแบบองค์รวมของการแพทย์จีนคือ

สำหรับอาการต่างๆที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ไตเสื่อม แพทย์แผนจีนจะมีวิธีการรักษาแล้วได้ผลดี คือ การฝังเข็มเพื่อช่วยปรับสมดุลในร่างกาย โดยต้องใช้ระยะเวลาในการฝัง และทำอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผลดี และอีกวิธีหนึ่งคือ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะ ทานอาหารเสริมประเภท สมุนไพร ยาหม้อ  และรักษาแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การฝังเข็ม การนวดทุยนา การนั่งสมาธิ เรียนจี่กง รวมถึงการรำไทเก็กอีกด้วย เนื่องจากอาการของภาวะไตอ่อนแอมักจะเรื้อรังอย่างช้าๆ จนเราคุ้นเคยกับความผิดปกติของร่างกายถึงขนาดลืมไปแล้วว่าตอนปกติจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ผลการตรวจการทำงานของไต ตามหลักการแพทย์ตะวันตกที่ต้องรอให้ไตเสียไปมากกว่า 70 % ถึงจะแสดงค่า BUN และ Creatinine ที่สูงขึ้นนั้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดและชะล่าใจ ว่า ถ้าผลตรวจยังปกติอยู่ก็แสดงว่าไตยังแข็งแรง ทั้งๆที่ไตอาจเสื่อมไปมากแล้วก็ตาม วิธีการรักษาของการแพทย์จีนจะเน้นการบำรุงรักษาไตเป็นหลักเพื่อบำบัดหลายๆ อาการของภาวะไตอ่อนแอไปพร้อมๆกัน ทั้งๆที่แต่ละอาการดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในมุมมองของการแพทย์ ตะวันตกก็ตาม เมื่อไตแข็งแรงขึ้น อาการของภาวะไตอ่อนแอทั้งหลายก็จะค่อยๆทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด

อึ บ่งบอกสุขภาพ

ธ.ค. 08

ทุกเช้าข้าพเจ้าจะต้องเฝ้ามองดู อึ ที่ลอยตุ๊บป่องในชักโครก ข้าพเจ้ามิได้โรคจิตแต่เพราะ อึ แต่ละรูปแบบ สามารถบ่งบอกสุขภาพเบื้องต้นได้

  1. อึ รูปกล้วย

ลักษณะเด่น : มีรูปทรงคล้ายกล้วย สีเหลืองเข้มไปจนถึงสีน้ำตาล เมื่อกดชักโครกแล้ว อึ กระจายไปตามน้ำวน

บ่งบอกว่า : เมื่อวานข้าพเจ้ากินอาหารที่มีเส้นใยมากพอ สุขภาพจิตสมบูณ์

  1. อึ เข้มแข็ง

ลักษณะเด่น : แข็งส่วนมากมีสีเข้ม เป็นบ่อเกิดของริดสีดวง

บ่งบอกว่า : ท้องผูก กินอาหารที่มีเส้นใยน้อย กินเนื้อสัตว์มากเกินไป ดื่มน้ำเปล่าน้อย กินกาแฟและน้ำอัดลมเยอะสุขภาพจิตอาจแปรปรวนเช่นเครียด

  1. อึเหลว

ลักษณะเด่น : เหลวไม่เป็นก้อน ส่วนมากมีสีอ่อน

บ่งบอกว่า : อาจกินอาหารไม่สดไม่สะอาด ร่างกายกำลังระบายสารพิษอยู่ สุขภาพจิตอาจแปรปรวนเช่นเครียด

* ถ้าเหลวและถ่ายบ่อยเกิน 3ครั้ง/วัน อาจติดเชื้อในทางเดินอาหาร

  1. อึ กลม

ลักษณะเด่น : แข็งเป็นก้อนกลมๆ มีขนาดเท่าๆกัน

บ่งบอกว่า : ท้องผูก(เหมือน•อึ•เข้มแข็ง) อาจมีเนื้องอก หรือมีอึอุดตันอยู่ในลำไส้ ถ้าเป็นตลอดเวลา ควรพบแพทย์

  1. อึ ซีด

ลักษณะเด่น : สีซีดไม่เหมือนลักษณะทั่วไป

บ่งบอกว่า : อาจมีการอุดตันทางเดินน้ำดี ทำให้น้ำดีไปไม่ถึงลำไส้ ควรพบแพทย์

  1. อึ เลือด

ลักษณะเด่น : มีเลือดสดติดที่อึ อาจมีปริมาณมากหรือน้อยก็ได้

บ่งบอกว่า : อาจเป็นริดสีดวง อาจมีแผลในลำไส้ หรือลำไส้อักเสบ ควรพบแพทย์

  1. อึ ข้าวโพด

ลักษณะเด่น : มีซากเม็ดข้าวโพดติดเต็มตัวเป็นเพื่อนกับอึ กล้วย

บ่งบอกว่า : คุณได้กินข้าวโพดเข้าไปแล้ว

  1. อึ มืด

ลักษณะเด่น : มีสีดำเด่น

บ่งบอกว่า : กินธาตุเหล็กเป็นปริมาณมาก เช่นยาบำรุงธาตเหล็ก มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น(เนื่องจากเลือดคลุกกับน้ำย่อยเกิดปฏิกิริยาจึงกลายเป็นสีดำ) ควรพบแพทย์

  1. อึ โคลน

ลักษณะเด่น : คือเหมือนดินโคลน เป็นคราบเกาะติดชักโครก สีเข้มและมีกลิ่นเหม็นมาก

บ่งบอกว่า : กินน้ำน้อยกินเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาวมาก ไม่กินผัก

  1. อึ เขียวขี้ม้า

ลักษณะเด่น : มีสีเขียวขี้ม้า

บ่งบอกว่า : กินผักใบเขียวเป็นปริมาณมาก

  1. อึ ซาก

ลักษณะเด่น : มองเห็นซากอาหารในอึที่สามารถระบุได้ว่ากินอะไรเข้าไป

บ่งบอกว่า : เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

  1. อึ ลีบ

ลักษณะเด่น : อึ รูปร่างผอมกว่าปกติ และดูลีบเล็ก

บ่งบอกว่า : ลำไส้หดตัวเล็กลง เนื่องจากความเครียดหรือมีกากอาหาร ที่ถ่ายออกไม่หมดทำให้ลำไส้ดูดสารพิษไปเรื่อยๆ

หลังจากดู อึ แบบต่างๆมาพอหอมปากหอมคอแล้ว สงสัยไหมว่า ทำไมกินผัก ผลไม้ ธัญพืชแล้วจึงขับถ่ายคล่อง ? เนื่องจากในผัก ผลไม้ มีเส้นใยในปริมาณมาก ซึ้งจะอุ้มน้ำช่วยเพิ่มปริมาณ อึ ให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ อึ ไม่สีอ่อนไม่แข็งเกินไปง่ายต่อการขับถ่ายลองนึกภาพยาสีฟันเต็มหลอด จะบีบง่าย เปรียบเหมือน อึ สุขภาพดี ส่วนยาสีฟันที่ใกล้หมด บีบยาก เปรียบเหมือนอึแข็งๆ ปริมาณน้อยที่ต้องใช้กำลังเบ่งมาก

สำหรับใครที่เริ่มท้องผูกแล้วลองทำตามวิธีข้างล่างนี้

1. กินนมเปรียว หรือโยเกิร์ตเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยสร้างสมดุลในลำไส้

2. กินผักผลไม้ที่มีกากใยเยอะๆพวกมะละกอ กล้วยน้ำว้า ข้าวโพด ส้ม ส้มโอ ฯลฯ

3. ใช้ยาระบายที่เป็นกลุ่มเพิ่มกากใยอาหาร สำหรับกรณีที่ไม่ไหวแล้วเราจะใช้วิธีนี้ช่วย มันเป็นผงผสมน้ำดื่ม ทำมาจากกากใยอาหารธรรมชาติช่วยให้อุ้มน้ำได้ดีขึ้นทำให้ อึ ไม่แข็ง

 

3. โรคเก๊าท์ (Gout)

ธ.ค. 08

โรคเก๊าท์ (Gout)

เป็นโรคเก๊าส์ คือโรคทางกรรมพันธ์มีอาการ ปวดข้อเรื้อรังได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่าส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

อาการ

มีอาการปวดข้อ รุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึงร้อนแดง และจะพบลักษณะจำเพราะคือ ขณะที่อาการเริ่มทุเลาผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง

ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรกๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆเช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้ง และระยะการปวด จะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งปลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวด ก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ มีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อยๆเช่นข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่าตุ่มโทดฟ (Tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาวๆ คล้ายช็อล์ก หรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรังหายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้

สาเหตุ

เกิดมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้มีกรดยูริค(Uric Acid) คลั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อผิวหนัง ไตและอวัยวะอื่นๆทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อน และอาจมีสาเหตุจากร่างกาย มีการสลายตัว ของเซลมากเกินไปเช่น

1. โรคธาลัสซีเมีย

2. มะเร็งในเลือดขาว

3. การใช้ยารักษามะเร็งหรือฉายแสงเป็นต้นหรือ

อาจเกิดจากไตขับ กรดยูริกได้น้อยลงเช่น

1. ภาวะไตวาย

2. ตะกั่วเป็นพิษ

3. ผลจาการใช้ยา ไทอาไซด์เป็นต้น

คำแนะนำ

1. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อป้องกันการสะสมของผลึกกรดยูริคซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วในไต

2. ควรกินผักและผลไม้มากขึ้น เช่นกล้วย ส้ม องุ่น ซึ่งจะช่วยให้ปัสสวะมีความเป็นด่างและกรดยูริค (Uric Acid) ถูกขับออกมากขึ้น

3. ควรทานผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อทดแทนค่าเหล็กที่ขาดเนื่องจากการงดทานเนื้อสัตว์

4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5. งดอาหารที่มีสารพิวรีน(purine)สูงในเนื้อสัตว์เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กะปิปลาซาดีน ซึ้งจะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูงขึ้น

6. ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ควรงดเครื่องดื่มพวกโกโก้ ช๊อกกาแลต ควรทานนมพร่องมันเนย

7. ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่นแอสไพริน ยาขับปัสสาวะไทอาไซด์ อาจทำให้ร่างกายไปขับกรดยูริคได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใช้ยา

10. ไทรอยด์เป็นพิษ

ธ.ค. 04


ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรายหนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากด การทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

(เพิ่มเติม…)

9. ท้องเสียตอนเช้ามืด

ธ.ค. 04

ตอนไปขึ้นวอร์ดอยู่ที่แผนกฝังเข็มสองเดือนเป็นช่วงเวลาที่ผมสนุกมากครับ เพราะนอกจากจะได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่ ยังได้เจอคนไข้น่ารักๆหลายๆคน รวมถึงคนไข้แปลกๆด้วย

มีอยู่ท่านนึงเป็นคุณปู่อายุ 70  แต่ก่อนแกเป็นโค้ชให้กับนักปิงปองทีมชาติเลยนะ สมมติว่าแกแซ่ “หวัง” พวกเราก็จะเรียกแกว่า โค้ชหวัง แกมารักษาโรคนอนไม่หลับครับ

โดยปกติพอฝังเข็มเสร็จ เราก็จะทิ้งเข็มคาไว้อย่างนั้นประมาณยี่สิบนาทีถึงครึ่งชม.แล้วแต่โรงพยาบาล แต่คนไข้หลายท่านจะชอบอ้อนหมอ ขอนานๆหน่อยนะหมอนะ พยายามหลอกล่อหมอหลายๆทางก็มีเพื่อที่จะให้เข็มคาอยู่ตามตัวนานขึ้นอีกสักหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะคนไข้ข้างนอกรอคิวต่ออยู่ก็เยอะ

แต่โค้ชหวังเมื่อนาฬิกาตั้งเวลาดังปุ๊ป แกจะงอแงขึ้นมาทันที

“อุแว้ๆๆๆ เร็วเร้ว อาหมอ โอ๊ย อั๊วทนม่ายล่าย ลื้อรีบๆเอาเข็งออกไปเร้ว”  ซึ่งคนไข้เยอะ หมอน้อยบางทีก็ทำให้ไม่ทันใจแกหรอกครับ ก็จะตะโกนบอกไปว่ารอก่อน ถ้าเป็นคนไข้คนอื่นเราบอกเขาว่ารอแป๊ปนะเดี๋ยวมาเอาออก เขาก็จะเต็มใจรอกัน (ปกติก็เรียกร้องขอเวลาเพิ่มอีกหน่อยกันอยู่แล้ว)

แต่โค้ชหวังนั้นไม่เป็นครับ แกก็จะบ่นของแกอยู่อย่างนั้นแหละครับ จนเราต้องละจากคนไข้ปัจจุบันของเราไปทำให้แกก่อน พอไปถอนเข็มออกจากตัวแกก็จะมีประโยคคลาสสิกที่จะพูดทุกครั้งเพื่อเตือนหมอว่า

“พอถอนเข็มเสร็จแล้ว หมอวัดความดันให้ด้วยนะ แล้วก็ติดเข็มกระตุ้นลมปราณที่หูให้ด้วย ผมเป็นโรคหลั่งเร็ว”

คำพูดของโค้ชหวัง แปลงสภาพเป็นคลื่นเสียง พุ่งเข้าหูของผม สมองผมทำการแปลความหมายที่แกพูดอย่างรวดเร็ว แต่แปลออกมาแล้วสมองเหมือนจะ error คล้ายๆมี virus ติดมากับสารที่ได้มาเมื่อกี้ด้วย

ภาพในความคิดตอนนั้น ห่ะ อะไรนะ เมื่อกี๊กูฟังผิดเปล่าวะ หลั่งเร็ว………….เหรอ?  ปู่เจ็ดสิบแล้วนะ ยังจะ “เอา” อีกเหรอ ไม่ดีม้างปู่ หักโหมไป เดี๋ยวไม่ใช่แค่นอนไม่หลับ แต่กลายเป็นหลับยาวเลยนะปู่นะ

คือ คำพูดแกผมเข้าใจทุกคำเลยนะ แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่ะ คำว่า “ผมหลั่งเร็ว” ลอยวิ้งๆอยู่ในอากาศก่อนจะค่อยๆเฟดหายไป ทิ้งให้ผมยืนค้างอยู่อย่างงงๆ ทุกอย่างที่พูดมานี้เกิดขึ้นและจบลงในเวลาเสี้ยววินาที

จากนั้นก็งงๆวัดความดันให้แก งงๆติดแม่เหล็กที่ไว้กระตุ้นจุดลมปราณที่หูให้แก แล้วแกก็จากไป ทิ้งความงงไว้ให้ผมเก็บกลับไปขบคิดเป็นการบ้านต่ออีก จนวันนึงได้คุยกับเพื่อนๆผู้ประสบชะตาเดียวกันถึงได้เข้าใจว่า “ผมหลั่งเร็ว” ของแกไม่ได้มีความหมายถึงเรื่องเพศแต่อย่างใดเลย แต่เป็นความสับสนของภาษาจีนต่างหาก

คือแกตั้งใจจะบอกผมว่า แกมีอาการท้องเสียตอนเช้ามืด 早(上腹)泻  แต่แกไม่อยากพูดถึงสี่คำ แกเลยละเหลือสองคำหัวท้าย ตัดตรงกลางสองคำออก พอเหลือหัวท้ายมันเลยออกมาเป็น 早泻 ที่แปลว่า หลั่งเร็ว, ล่มปากอ่าว

แต่ยังไงก็ตาม ทั้งสองอาการจริงๆแล้วก็มีสาเหตุของโรคทำนองเดียวกันอยู่ดี ยาที่ใช้รักษาโรคท้องเสียตอนเช้ามืด กับหลั่งเร็ว จึงเป็นยาที่คล้ายๆกัน ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นเสน่ห์ของแพทย์จีนมากๆ โรคสองโรคที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องเลย แต่ดันใช้วิธีรักษาแบบเดียวกัน ถ้าคุณไปรพ.ด้วยอาการหลั่งเร็ว หมอเขาคงไม่จ่ายยาแก้ท้องเสียมาให้หรอก จริงไหมครับ แต่มาหาหมอจีนกลับเป็นแบบนี้ อู้ว เท่

อาการท้องเสียตอนเช้ามืด (ประมาณตีสามถึงตีห้า) คือธาตุหยาง (ธาตุร้อน) ที่ม้ามและไตไม่เพียงพอ พอช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ธาตุหยิน (ธาตุเย็น) ออกมาเป็นใหญ่ ธาตุหยางถูกกดทับ ในคนปกติจะไม่มีปัญหาเพราะธาตุหยางเพียงพออยู่แล้ว แต่ถ้าใครที่ธาตุหยางไม่พอ ประกอบกับเจอธาตุหยินกดทับไว้อีก ธาตุหยางที่มีหน้าที่เหมือนคนที่คอยเปิดปิดประตูจึงไม่มีแรงคอยล็อกประตู แขกเลยเดินเข้าออกประตูเองเป็นว่าเล่น กลายเป็นท้องเสียขึ้นมา ส่วนใหญ่โรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ แต่ถ้าคุณยังหนุ่มยังแน่นแล้วมีอาการนี้ก็พึงสังวรณ์ครับว่าร่างกายสุดจะไม่แข็งแรงเลย

คนที่ท้องเสียตอนเช้ามืดเนี่ย อาจจะมีอาการอื่นๆเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทานของเย็นๆ ของทอดๆมันๆไม่ได้ อาจจะท้องอืดท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ขี้หนาว ปัสสาวะอาจน้อยลงหรือมากขึ้น น้องชายอาจจะไม่สู้ เป็นต้น

อย่างที่บอกว่าธาตุหยางเหมือนเป็น Doorman คอยปิดทวารต่างๆ ไม่ว่าจะทวารหลังหรือทวารหน้า เพราะฉะนั้นอาการหลั่งเร็ว ล่มปากอ่าว บางทีก็มีสาเหตุมาจากธาตุหยางไม่พอเหมือนกัน แต่ไม่เสมอไปทุกครั้งครับ เพราะนอกจากธาตุหยางไม่พอแล้ว อีกสาเหตุนึงก็คือธาตุไฟเข้าแทรก ฮ่าๆๆ ฟังดูเหมือนหนังกำลังภายใน คือ ร่างกายมีไฟที่ไม่ควรจะมีอยู่หรืออยู่ผิดที่ผิดทางไปหน่อยครับ

ให้นึกเหมือนเวลาเราต้มน้ำ น้ำจะเดือดปุดๆใช่ไหมครับ ถ้าน้ำมันมีทางไปเช่นสมมติว่าอยู่ในท่อ มันคงพุ่งไปตามท่อแล้วครับ ไฟจะดันให้น้ำออกวิ่งอย่างคึกคะนอง อยู่เหนือการควบคุม แล้วก็…….หลั่งครับ

คนกลุ่มนี้อาจจะมีอาการพวกรู้สึกหงุดหงิด ขี้ร้อน บางคนอาจจะมีไข้อ่อนๆ ท้องผูก ปัสสาวะเหลืองเข้ม คอแห้ง ปากขม เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาการของไฟครับ

ทั้งสองกรณีนี้ต่างกันชัดเจนที่สุดตรงที่ ธาตุหยางพร่องอาจจะได้น้องชายไม่สู้เป็นของแถม ส่วนธาตุไฟเข้าแทรกนี่น้องชายยังเข้มแข้งอยู่ แต่ตื่นตระหนกเกินไป เด็กเขาตื่นสนามครับ

ถามว่าแล้วจะแก้ไขยังไง ถ้าจะให้แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคงไม่ไหวครับ คงต้องมาทานยาจีนแหละครับ

 

8. การนอนหลับ

ธ.ค. 04

วิธีบำรุงรักษาพลังหยางที่ดีที่สุด

การนอนหลับ

วิธีบํารุงรักษาพลังหยางที่ดีที่สุด

พลังหยาง คือพลังของชีวิต ในวัยเด็กพลังหยางค่อยๆ สะสมตัว เด็กเจริญเติบโตมีพละกําลังคล่องแคล่วว่องไว ไม่เหนื่อยง่าย จนพลังหยางสูงสุดในวัยหนุ่มสาว และเข้า สู่วัยกลางคน พลังหยางก็เริ่มถดถอยลดน้อยลง ร่างกายก็ไม่กระฉับกระเฉง ความคิดอ่าน ความจํา ความว่องไวทางประสาท สมอง ก็ลดลงเรื่อยๆ ถึงวัยชราภาพ พลังหยางน้อยลงไปอีกและหมดไปในที่สุดพร้อมกับการดับลงของชีวิต เป็นวัฏจักรของการเกิด พัฒนา เสื่อมถอย และการตาย การบํารุงพลังหยางจึงมีความสําคัญต่อชีวิต เพราะเป็นตัวกําหนดการเกิด พัฒนาและ การเสื่อมถอยของร่างกาย ยังรวมถึงโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของร่างกายและจิตใจด้วย ก่อนจะไปศึกษาค้นคว้าหาสิ่งภายนอกมาบํารุงรักษาพลังหยาง ควรกลับมาพิจารณา วิธีการที่เป็นธรรมชาติและประหยัดที่สุด ที่เราสามารถกําหนดและปฏิบัติได้เอง คือ การนอนหลับ ช่วงเวลาจือสือ (๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น.)

การเกิดของพลังหยาง เริ่มต้นที่เวลา ๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น. ช่วงพลังลมปราณไหลผ่านเส้นลมปราณถุงน้ำดี

กลางคืนพลังยินมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเที่ยงคืน ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐ น. ถึง ๐๑.๐๐ น. คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากพลังยินสูงสุด และการก่อเกิดพลังหยาง พลังหยางจะเก็บสะสมได้มากใน ภาวะที่สงบที่สุด การตื่นนอนหรือยังไม่หลับ เป็นการใช้พลังหยางทําให้การเกิดสะสมตัวของพลังหยางถูกรบกวน ไม่สามารถสะสมได้อย่างเต็มที่ ซึ้งหมายถึงสต็อกพลังหยางที่จะถูกนําไปใช้ในวันใหม่จะน้อยลง ส่งผลเสียต่อการทํางานในช่วงกลางวันของวันใหม่ทําให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอน หมด พลังเร็ว งานไม่มีประสิทธิภาพ

การนอนตื่นสายจนไปถึง ๑๐.๐๐ หรือเที่ยงวัน จะเป็นการทําลายร่างกายซ้ำเติมอีกทางหนึ่ง เพราะช่วงที่พลังหยางของธรรมชาติกําลังโตเต็มที่ พลังหยางของร่างกายก็ออกสู่ภายนอกของ ร่างกาย แต่การนอนหลับเป็นความพยายามเก็บหยางไว้ในตัวต่อไป ภาวะเช่นนี้ จึงฝืนกับกฎของ ธรรมชาติจะทําให้เกิดโรคระยะยาว พลังหยางพร่อง ถูกทําลายด้วยหลายปัจจัย

  • การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำแข็ง
  • การหยุดนิ่งมากเกินไป ไม่เคลื่อนไหว
  • การถูกความเย็นจากเครื่องปรับความเย็นนานเกินไป
  • การนอนบนพื้นปูนที่เย็น
  • การทํางานที่ตรากตรําเหนื่อยล้าเกินไป
  • ความเครียดสะสม การนอนไม่หลับตอนกลางคืน นอนดึก ทํางานตอนกลางคืน

การนอนหลับในช่วงพลังหยางเริ่มเกิด (๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น.) จะทําให้ไม่รบกวนการเกิด และสะสมตัวของพลังหยาง คนที่นานๆ จะเกิดความเคยชิน รู้สึกไม่ค่อยง่วงนอน และการนอนดึกเลยเวลาช่วงนี้นอนหลับจะยากขึ้น เพราะพลังหยางเริ่มเกิดมากขึ้นแล้ว ในทีสุดจะเกิดโรคนอนไม่หลับตามมา

นอนดึกเกิดโรคอ้วน

นอนดึกเลย ๒๓.๐๐ น. จะทําให้รู้สึกหิว (พลังหยางเริ่มเกิด) อยากอาหาร ถ้ากินอาหาร มื้อหนักเข้าไปอีก จะยิ่งทําให้พลังหยาง ไม่สามารถสะสม ต้องถูกนํามาใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งการ ย่อยก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะพลังสํารองยังน้อย และการหลั่งน้ำดีถูกปิดกั้น (ทํางานน้อย) อาหารจึงไม่ถูกย่อย ทําให้เกิดโรคอ้วน ขณะเดียวกันการสะสมพลังสําหรับวันรุ่งขึ้นก็น้อยลงไปด้วย

นอนดึกสมองไม่ปลอดโปร่ง

พลังของถุงน้ำดีที่ดีมีผลต่อการตัดสินใจ ประสิทธิภาพของสมอง หมายความว่า ถ้าช่วงเวลาจือสือ พลังของถุงน้ำดีเสริมสร้างได้ดี ตื่นนอนขึ้นมา สมองจะสดใส การทํางาน การเรียนรู้ การตัดสินใจจะฉับไว ปลอด โปร่ง

นอนดึกทําให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การทำงานของอวัยวะภายในชี้ขาดที่ถุงน้ำดี ระบบย่อยอาหาร (ม้ามหรือกระเพาะอาหาร) ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ข้อนี้ ตับเป็นโรงงานสร้างน้ำดีถุงน้ำดีเป็นคลังเก็บน้ำดี การย่อยอาหารที่ดีต้องอาศัยพลังของถุงน้ำดีในการขับเคลื่อนน้ำดีสู่ลําไส้เล็ก ถ้าพลังถุงน้ำดีไม่สมบูรณ์หรือคนที่ถูกตัดถุงน้ำดี การสํารองน้ำดีและขับน้ำดีไม่ดี น้ำดีจะถูกไหลทิ้ง เมื่อเวลากินอาหารเข้าไป จํานวนน้ำดีที่ขับออกมา ช่วยการย่อยก็น้อย ทําให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารมีปัญหา การหลีกเลี่ยงการกินอาหารตอนดึก และนอนให้หลับสนิทในช่วงเวลา ๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น. จึงเป็นการเสริมสร้างพลังของถุงน้ำดี

ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย คือการไม่กินอาหารเช้า เพราะน้ำดีที่เก็บสะสมไว้จะถูกบีบตัว ภายหลังจากการที่มีอาหารเข้าสู่ร่างกาย ๓ – ๕ นาทีดังนั้น ถ้าถุงน้ำดีไม่มีการบีบตัวในช่วงเช้าขณะที่มันกําลังเตรียมพร้อม (ภายหลังท้องว่างมาทั้งคืน) จะทําให้น้ำดีตกค้าง นานๆเข้าค่อยๆเกิดการก่อตัวเป็นก้อนนิ่วได้ อารมณ์หงุดหงิด เก็บกด ทําให้พลังของตับและถุงน้ำดีถูกกด ไม่สามารถระบายออกได้ ก็เป็นปัจจัยเสริมในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน

ปวดศีรษะ ผมขาวแบบกระจายเกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี

คนที่ปวดศีรษะข้างเดียว หรือมีผมขาวแบบกระจายแซมเป็นหย่อมๆ ก็เกี่ยวข้องกับ พลังของเส้นลมปราณถุงน้ำดีติดขัด ผมเป็นส่วนเกินของเลือด ถ้าสารจิงดีเลือดก็ดี ผมก็จะดกดํา คนที่มีผมขาวที่เป็นแบบ กระจายจึงต้องดูแลตับและถุงน้ำดีให้ดี

วิธีการเสริมสร้างพลังหยางที่ง่ายและประหยัด

๑. เตรียมตัวนอนก่อน ๒๓.๐๐ น. คนที่หลับยากหน่อยอาจเข้านอน ๒๒.๓๐ น. คนที่หลับ ง่ายอาจนอนเวลา ๒๒.๕๐ น. พยามยามให้หลับในช่วงประมาณ ๒๓.๐๐ น. และหลับสนิทในช่วง ๑.๐๐ – ๓.๐๐ น.

๒. ไม่ควรกินอาหารหลัง ๒๓.๐๐ น. เพราะถุงน้ำดีจะไม่ทํางาน ในการขับน้ำดีโดยเฉพาะ หลัง ๒๓.๐๐ น.ไปแล้ว และมักจะเกิดอาการหิว (หยางเริ่มเกิด) และคนมักจะตาสว่างไม่ค่อยง่วง นอน

๓. ถ้ามีงานมากควรหลับก่อน ๒๓.๐๐ น. แล้วตื่นเช้า ตื่นตี ๔ – ๕ มาทําต่อ จะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตี ๑ ตี ๒

๔. ตื่นนอนแต่เช้า มารับพลังแสงด้วยอาทิตย์ สรรพสิ่งในโลกนี้เติบโตและดํารงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังหยาง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรับพลังแสงอาทิตย์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรนอนตื่นสาย เพราะจะไป กดพลังหยางที่จะเคลือนไหวอยู่ภายนอก และไปกดการทํางานของอวัยวะต่างๆ ที่กําลังเริ่มทํางาน

๕. ควรกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ด้วยการดื่มน้ำ ๑ – ๒ แก้ว ตอนตื่นนอน ๐๕.๐๐ -๐๗.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ลําไส้เริ่มทํางาน ถุงน้ำดีเริ่มอุ่นเครื่อง และต้องกินอาหารมื้อเช้า

เพียงเท่านี้ก็ทําให้สุขภาพเราดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองกลับพิจารณาดูชีวิตจริงของคนทั่วไปในสังคมปัจจุบัน ก็จะพบความจริงว่า สุขภาพของคนจํานวนมากน่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ

 

 

7. ตับขย่มม้าม

ธ.ค. 04

เคยไหมครับที่เวลาก่อนเข้าห้องสอบ สัมภาษณ์งาน หรือนัดเดทสาวครั้งแรกแล้วท้องไส้มักไม่ค่อยจะเป็นใจ ท้องมวนๆบ้างละ ร้องโครกครากบ้างละ น้องอุนจิมาเคาะประตูอยากจะขอออกไปดูโลกบ้างละ

“อูยส์…อีกสิบนาทีจะเข้าสอบแล้ว ปวดตุ่ยๆชอบกล…”

จ้องนาฬิกา “เธอจะมาแล้ว เราแต่งตัวหล่อเหรอยังวะ ท้องทำไมมันมวนๆชอบกลวะ เมื่อเช้าเข้าไปตั้งสามรอบแล้วยังไม่พอหรือไง ไว้หน้าตูหน่อยเว้ย”

ระหว่างที่กำลังสัมภาษณ์แอร์อยู่ ตื่นเต้นเป็นบ้า ถ้าชั้นพูดอะไรผิดไปนี่เป็นนางฟ้าตกสวรรค์เลยนะเนี่ย บิลด์เข้าเครียดเข้า ท้องตุ่ยๆอยากปล่อยตด ทั้งขมิบเอย ทั้งเกร็งเอย สุดท้ายก็ส่งผลให้เมื่อกี๊นี้ตูพูดอะไรออกไปบ้างเนี่ย

เรื่องทำนองนี้ผมว่าหลายๆคนเจอเป็นประจำนะครับ บางคนนี่เป็นบ่อยจนส่งผลถึงชีวิตเลย มันจะขาดความมั่นใจไปโดยปริยาย

อาการแบบนี้เขาเรียกว่า “ตับขย่มม้าม” ครับ ฟังดูราวกับเป็นกระบวนท่าของพี่โทนี่ จาเรายังไงไม่รู้

เคยกล่าวไว้หลายครั้งในอดีตว่า ตับเป็นตัวคุมอารมณ์ในร่างกายเรา ไม่ว่าจะอารมณ์สุข เศร้า เหงา รัก เครียด กลัวอะไรก็ตามล้วนแล้วแต่ส่งผลถึงตับทั้งสิ้น

ส่วนม้ามเป็นอวัยวะควบคุมระบบการย่อยอาหารทั้งหมดตั้งแต่ ย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร และขับของเสียออกจากร่างกาย

ทีนี้มันมีประโยคเด็ดอยู่ประโยคนึงที่คนเรียนแพทย์จีนต้องรู้และคุ้นเคยว่า 见肝治病,知肝传脾,当先实脾 แปลว่าถ้า “เห็นโรคของตับ ต้องรู้ว่าโรคตับจะส่งผลถึงม้าม ดังนั้นจึงต้องบำรุงม้ามก่อน”  ประโยคนี้มีที่มาจากวงจรธาตุทั้งห้า ตับเป็นธาตุไม้ (สีเขียว) ม้ามเป็นธาตุดิน (สีน้ำตาล)

โดยปกติตับจะข่มม้ามอยู่แล้วดูได้จากลูกศรสีม่วงที่อยู่ข้างใน แต่ถ้าอารมณ์เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นตับก็จะทำตัวอันธพาลไม่แค่ข่มแต่ขย่มม้ามเลย ถ้าม้ามเราแข็งแรงดีก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าม้ามเราไม่แข็งแรง อาการของการย่อยอาหารไม่ดีก็จะเกิดขึ้น เช่น อาหารไม่ย่อย เรอบ่อย ท้องแน่นๆ อืดๆ ผายลม และหนึ่งในนั้นที่เราจะมาพูดถึงก็คือ ท้องเสียครับ

นี่คือสาเหตุที่ว่าบางคนทำไมเวลาเครียด ตื่นเต้นจึงมักรู้สึกเหมือนท้องเดิน อยากเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ ก็เพราะว่าม้ามคุณไม่ค่อยแข็งแรงนั่นเอง

ทำไมม้ามถึงไม่แข็งแรงเหรอครับ ผมว่าสำหรับคนไทยเรา เรื่องการทานน้ำนี่น่าจะมีปัญหาแน่นอน

แล้วนอกจากปรับวิธีการใช้ชีวิตแล้ว มียาอะไรที่กินช่วยแก้ได้ไหม ยาจีนนะมีครับ แต่คงจะไม่บอกให้ไปซื้อกันมากิน เพราะว่ามันต้องผสมกับยาตัวอื่นๆเพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่จะบอกว่าถ้าใครมีปัญหาตรงนี้ สามารถมาทานยาจีนรักษาได้ครับ แต่ว่านอกจากการปรับวิถีชีวิตแล้ว ทานยาจีนแล้ว ยังเหลืออีกสิ่งนึงที่ก็ควรปรับปรุงนั่นก็คือ การทำใจครับทำใจให้สบายๆครับ อย่าไปบิลด์ ไปกดดันตัวเองมากนัก ผมว่าหลายครั้งที่เครียดเพราะว่าเราเตรียมตัวมาไม่ค่อยดีครับ ถ้างั้นก็ใช้เวลาในการเตรียมตัวเยอะๆหน่อย อ่านหนังสือเยอะๆหน่อย หมั่นลองตอบคำถามบ่อยๆ หมั่นออกเดทบ่อยๆ เอ๊ะยังไง ขี้คร้านออกเดทกับสาวคนนี้ไปสองสามครั้งแล้วจะท้องผูกเอา หุๆ

 

 

6. การตบรักษาโรค

ธ.ค. 04

เขียนโดยคนเดียวกัน เขาเป็นใครผมไม่รู้ แต่ในร้านหนังสือก็เห็นเขาคนเดียวที่เขียนหนังสือออกมาแบบนี้ ผมพลิกดูแล้วก็เห็นว่ามีหลักการนะ คือการใช้กำปั้นทุบไปบนเส้นลมปราณตามตัวของตัวเองประสานกับการหายใจ (ไม่เหมือนในละครที่หมอลงมือทุบเอง) เพราะแพทย์จีนมีคำพูดนึงที่ว่า เลือดคั่งเป็นบ่อเกิดของโรคแปลก (怪病多瘀) เขาจึงสอนให้ทุบตามเส้นลมปราณเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก เช่น ทุบตามเส้นลมปราณปอดเพื่อรักษาอาการไอ หรือทุบแถวต้นขาเส้นลมปราณกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ได้ผลไหมอันนี้ผมไม่ทราบ แต่ด้วยหลักการแล้วมันเป็นไปได้

ที่ผมเคยเรียนมาก็มีพูดถึงการรักษาด้วยการตบเช่นกันครับ เช่น ใช้หลังมือทุบแถวเอวกระตุ้นลมปราณ บำรุงธาตุหยางได้ การใช้ฝ่ามือตบที่จุดบนสุดของหัวเพื่อรักษาอาการเวียนหัว ปวดหัว ที่เกิดจากธาตุหยางขึ้นข้างบนคล้ายๆโรคความดันสูง การทุบแถวๆหน้าแข้งเพื่อบำรุงลมปราณเหมือนกินไก่ตุ๋นยาจีน หรืออย่างนวดแผนไทยก็มีการใช้ฝ่ามือรัวตามแผ่นหลัง นัยว่าเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อก็มีให้เห็นกันประจำ ของแพทย์จีนที่ดูหนักสุดคือการเอาท่อนไม้(ทำมาจากยา เรียกว่า 桑枝棒) มาตีตามตัว ซึ่งก็ตีอย่างมีหลักการครับ ไม่ได้ตีแบบเอ็ดดี้ผีท้อแท้เหมือนในละครนู่น ตอนเรียนผมยังโดนอ.ลากออกไปหวดด้วยไม้เลย แต่ว่ารู้สึกสบายมาก ไม่ได้ซาดิสม์นะ มันก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ชอบให้เด็กตัวเล็กๆทุบไหล่ทุบหลังนั่นแหละครับ

สรุปที่อยากจะบอกก็คือว่า การรักษาด้วยการตบนั้นมีจริงๆ

เรื่องนี้มันไม่วิทยาศาสตร์ใช่ไหม ขอตอบว่าไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ต่างหาก เส้นลมปราณคืออะไรจนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้เลย ถ้าใครหาเจอคงได้รางวัลโนเบลไปแล้ว

อีกเรื่องที่สะกิดใจคือ วันหลังถ้าผมใช้วิธีการรักษาแปลกๆแล้วจะโดนแจ้งความไหมเนี่ย เช่น การใช้เข็มจิ้มเพื่อเอาเลือดออกเนี่ย (ดูได้จากเอนทรี่นี้) ทั้งๆที่มันเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมาก วันก่อนก็เอาเลือดออกให้เพื่อนแก้เหงือกบวมอยู่เลย ซึ่งวันรุ่งขึ้นเพื่อนก็บอกว่าดีขึ้นมาก แล้วพอวันที่สองก็หายปวดไปเลย ที่จีนก็มีหมอคนนึงที่ใช้วิธีการนี้รักษา เขาเอาเลือดออกทีนี่ไม่ใช่จิ๊บๆแบบของผมหรอกนะครับ เอาออกกันเป็นถ้วยๆเลย ถ้าไม่ได้ผลคนไข้คงไม่มากันหรอกครับ เพราะฉะนั้นระวังเรื่องการหลอกลวงได้ แต่อย่าอคตินะครับ

แล้วก็ไม่ใช่หมอจีนกลุ่มเดียวซะหน่อยที่รักษาด้วยการตบ คนไทยก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่ามาโบ้ยอะไรให้หมอจีนแต่ฝ่ายเดียวนะครับ

 

5. ยารักษาโรคครอบจักรวาล

ธ.ค. 04

เคยเจอกันใช่ไหมครับยาที่มีฉลากยายาวเป็นหางว่าว ประมาณว่าแค่บรรยายสรรพคุณอย่างเดียวก็แทบจะพิมพ์รอบขวดยากันอยู่แล้ว รักษามันตั้งแต่ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดเข่า ตัวร้อนขี้หนาว เป็นไข้ ท้องผูก ท้องเสีย ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย อาเจียน ผดผื่นคันแมลงสัตว์กัดต่อย แบบแค่อ่านฉลากยาก็ไม่กล้าซื้อแล้วด้วยว่ายาอะไรมันจะมีสรรพคุณเว่อร์ขนาดนั้น กินแล้วจะเป็นอะไรไหม(วะ)เนี่ย

ตอนผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็เกิดอารมณ์ประมาณเดียวกันเนี่ยแหละครับ เพราะตั้งแต่ท่าพระจันทร์มาถึงท่าช้างมักจะเห็นวางแผงขายกันอยู่ ตอนนั้นมองแบบว่า เฮอะ ยาบ้าอะไรวะรักษาได้ทีสามสิบอาการ แล้วถ้าเรามีแค่หนึ่งสองอาการในสามสิบกว่าอาการ แล้วอาการอื่นๆนี่จะได้เป็นของแถมเหรอฟะ อยู่ดีๆไม่มีโรคดันไปกินให้เป็นโรคทำไม

แต่พอตัวเองได้เข้ามาสัมผัสแพทย์แผนจีนก็เชื่อเลยครับ ว่ามียาที่สามารถรักษาอาการได้ทีเป็นสามสิบอาการเหมือนกัน และไม่ได้เป็นยาผีบอกแต่อย่างไรครับ

ที่เราเข้าใจว่ามันไม่น่ารักษาโรคได้ทีละมากๆเพราะเรามองแบบแพทย์แผนปัจจุบันครับ คือ ใช้ยารักษาเฉพาะอาการไล่ไปทีละอาการๆนั่นเอง เช่น ไอก็กินยาแก้ไอ ท้องเสียก็กินยาแก้ท้องเสีย เป็นต้น พอเข้าใจมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กก็จึงไม่แปลกที่ยารักษาได้สามสิบอาการจะเป็นยาที่ไม่น่าเชื่อถือ

แต่เวลารักษาโรคทางแพทย์จีนจะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของโรค ใช้ทฤษฎีเฉพาะอธิบายถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เสียสมดุลย์และนำไปสู่อาการป่วย ซึ่งก็หนีไม่พ้นร้อนเย็น หยินหยาง พร่องแกร่ง ในนอก เทคนิคการวินิจฉัยโรคพื้นฐานเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณม้ามหยางพร่อง คุณอาจจะมีหนึ่งในอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ผะอืดผะอม อยากอาเจียน มีเสมหะ ท้องเสีย ไม่มีเรี่ยวแรง พูดจาค่อยๆ มือเท้าเย็น ปวดหัว หัวหนักๆมึนๆเหมือนใส่หมวกกันน๊อคอยู่ มีอาการบวมน้ำ เป็นต้น

อีกสักตัวอย่างเช่น เลือดหัวใจไม่พอ คุณจะมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับหรือนอนไม่ค่อยมีคุณภาพ หน้ามืดตาลาย ความจำสั้น อารมณ์ไม่ปกติ ขี้ตกใจ หน้าซีด ประจำเดือนมาน้อย มาไม่ปกติ หรือไม่มา สีซีด เป็นต้น

ถ้าคุณมีอาการเพียบพร้อมแบบนี้ แล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล คุณอาจจะได้ยามาเกือบสิบชนิดเป็นของกำนัล ยาแก้ท้องอืดเอย ยาช่วยย่อยเอย ยาละลายเสมหะเอย เกลือแร่แก้ท้องเสีย ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาคลายเครียด เป็นต้น

แต่ถ้าคุณมาหาหมอจีน หมอจีนจะเปิดยาห่อๆให้ไปต้ม (ซึ่งจะแก้อาการในรายละเอียดย่อยๆได้ดีกว่า) หรืออาจจะเป็นยาลูกกลอน ยาเม็ดก็แล้วแต่ ประเด็นอยู่ที่หมอจีนสามารถจ่ายยากระปุกเดียวครอบจักรวาลรักษามันทุกอาการที่คุณเป็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะยาที่ให้นั้นไม่ได้ไปรักษาที่อาการทีละอาการ แต่ไปรักษาสาเหตุของโรคนั่นก็คือ ม้ามหยางพร่อง หรือเลือดหัวใจไม่พอ

แล้วถ้าไม่ได้เป็นทุกอาการแบบนั้นมันจะมีผลข้างเคียงอื่นๆเหมือนที่ผมเคยกลัวในอดีตไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ต้องวิตกไปครับ เพราะถ้าม้ามหยางคุณพร่องจริงๆ แม้อาการคุณจะไม่ออกครบทุกอาการเหมือนที่ผมบอก แต่ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดอาการนั้นๆขึ้นมาครับถ้ายังไม่รีบรักษา เพราะฉะนั้นการกินยาแก้ม้ามหยางพร่องนอกจากไม่เกิดผลข้างเคียงแล้ว ยังเป็นการป้องกันก่อนที่อาการอื่นจะเกิดตามมาอีกด้วย

ถ้าวันหลังมีโอกาสมาเป็นคนไข้ผมแล้วผมจ่ายยาถ่ายเพื่อรักษาอาการไอ หอบไม่หยุดของคุณก็อย่าแปลกใจไป เพราะมันเป็นการไอหอบแบบลำไส้ใหญ่ครับ (อันนี้เรื่องจริงนะ ไม่ได้โม้)

 

 

4. ฝีเกิดจากการติดเชื้อหรือ

ธ.ค. 04

เมื่อเราเป็นฝีไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกาย เราต่างก็มั่นใจหรือถูกบอกกล่าวว่า เกิดจากการ “ติดเชื้อ” มา ซึ่งเราทุกคนต่างก็ได้บันทึกข้อมูลนี้มาช้านานแล้วว่า มีเชื้อโรคหลายชนิดที่ทำให้เกิด ฝีขึ้น มีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และอะมีบา ที่ทำให้เกิดฝี แล้วเราก็ต้องกินยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ พอหายไปได้ไม่นานก็เป็นใหม่ เป็นๆหายๆ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

แล้วเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า จะติดเชื้ออะไรกันนักกันหนา เราก็ว่าเราดูแลร่างกายรักษาความสะอาด อาบน้ำฟอกสบู่อย่างดี แถมยังเป็นสบู่ยาฆ่าเชื้อเสียด้วย ก็ยังเกิดฝีอยู่ดี แล้วทำไมคนสติไม่ค่อยดีเก็บกินอาหารที่เขาทิ้งขยะ แมลงวันตอมกันเต็มทำไมกลับไม่เป็นฝี ทีเรากินดีอยู่ดี “ฝี” กลับมาเกิดกับเรา

ผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้ชาย ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต้องนั่งทำงานหน้าคอมเสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นฝีที่ก้นที่เรียกว่า “ฝีคัณฑสูต” ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าฝี คว้านเอาหัวฝีออก ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล 2-3 วัน เสียค่าใช้จ่ายไปเกือบหมื่นในการจัดการกับฝีที่ก้น และต้องกลับมานอนพักฟื้นที่บ้านอีกเป็นอาทิตย์ เวลาจะนั่งต้องเอาห่วงยางรองก้นอยู่ตั้งนานกว่าจะหาย

ผ่านไป  3 ปี ฝีก็เกิดขึ้นใหม่ ที่เดิม แล้วก็ไปผ่าใหม่ ก็ครั้งก่อนก็ว่าเอาหัวออกไปแล้วทำไมถึงเป็นอีก ดูแล้วเขาก็เป็นคนที่ดูแลสุขภาพ สะอาดสะอ้านดี ไม่ได้ทำงานบุกป่าฝ่าดงที่ไหน นั่งทำงานอยู่แต่ในสำนักงานติดแอร์เย็นฉ่ำ อาหารการกินก็กินดี แล้วทำไมถึงยังจะติดเชื้ออีก

พฤติกรรมไม่ชอบดื่มน้ำ นั่งทำงานไม่ค่อยลุกไปไหน จะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อรับประทานอาหาร มีน้ำอัดลมด้วย

อีกท่านหนึ่งเป็นสุภาพสตรี อายุราว  30 ปีเศษ มีปัญหาเป็นฝีที่ก้นบ่อยมาก เหมือนมีเชื้อพร้อมที่จะติดตลอดเวลา เมื่อเป็นก็หาหมอกินยา พอหายดีสักพักก็เป็นอีก ปัญหาที่เกิดคู่กับฝีที่ก้นก็คือท้องผูกตลอด บางครั้งเป็นอาทิตย์ถึงจะถ่ายได้ หรือไม่ก็ต้องกินยาถ่าย

แม้แต่ตัวหมอเองก็เคยเป็นฝีที่ก้นบ่อย แต่ยังไม่ถึงฝีกัณฑสูตร ปัจจุบันนี้เผลอ ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ต้อง

นั่งเจ็บก้นและคอยทายาไว้ตลอด ยิ่งเวลาหัวฝีแตกนี่ยุ่งเลย เอาอะไรไปปิดไว้ก็จะติดแน่นดึงออกยาก

บางครั้งติดกับกางเกงชั้นใน เวลาถอดกางเกงทีน้ำหูน้ำตาไหล เจ็บมากๆ ขอบอก นอกจากจะเป็นที่ก้นแล้วยังเป็นเม็ดฝีเล็กๆที่หนังปลายอวัยวะสืบพันธุ์บ่อยๆ แบกหน้าไปหาหมอตรวจรักษา ต้องตรวจเพาะเชื้อ ว่าติดเชื้ออะไรมา ผลก็ไม่พบเชื้ออะไร แล้วก็กินยาแก้อักเสบ ครีมทาแผล เป็นอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ จนรู้สึกเบื่อมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะรักษาตัวเองอย่างไรดี

เมื่อมาศึกษาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันออก และได้ลองรักษาตัวเองดู จึงได้ข้อสรุปว่า  เป็นเพราะเลือดลมที่เสียและไหลเวียนไม่ได้ จึงเกิดการหมักหมมแล้วถูกขับออกมาทางผิวหนัง เป็นฝี สิว รอบๆบริเวณที่เป็นจะร้อน ที่เรียกว่า “อักเสบ” ที่จริงมันร้อนอยู่ก่อนแล้ว ถึงได้เกิดฝีขึ้นมา เพราะร่างกายของเรามีระบบขับของเสียออก เมื่อเกิดของเสียอยูตรงใหนก็จะถูกขับออก นี่ถือเป็นระบบที่สุดยอด ที่เรียกว่า “พลังบำบัด”

เมื่อเป็นฝีที่ก้น ก้นก็จะร้อน เพราะการขับถ่ายของเสียไม่ดี ท้องผูก ท้องเสีย เกิดของเสีย Toxin สะสม หมักหมม การหมุนเวียนเลือดลมก็จะไม่ดี ช่วงล่างของลำตัวตั้งแต่สะดือถึงก้นจะร้อน เวลาลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วคนอื่นมานั่งจะสะดุ้งโหยงเลยล่ะ อุจจาระก็จะเป็นก้อนแข็ง และเหม็นสุดๆ ปัสสาวะจะร้อน เท่าที่พบเห็นมาส่วนมากเป็นคนที่นั่งทำงานนานๆ ทั้งนั้น เพราะจะสะสมอยู่ที่ก้นมาก อาจจะมีริดสีดวงทวารร่วมด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝีก็มาจากพฤติกรรมการกินการอยู่ของเราเองทั้งนั้น ที่บอกว่าติดเชื้อนั้นตัวผมเองคิดว่ายากมาก จะติดเชื้อก็ต่อเมื่อเกิดแผลขึ้น เมื่อเราไปแคะไปเกามันเข้าก็อาจจะติดเชื้อจากความไม่สะอาดได้

ลองสังเกตุตัวเองดูว่ามีอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อยจนแน่นท้อง อึดอัด เลือดลมติดขัดจนร้อนหรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้เร่งระบายความร้อนและสารพิษออก โดยใช้ยาถ่ายระบายความร้อนและของเสียที่หมักหมมออก ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ฟ้าทลายโจร บอระเพ็ด ใบย่านาง รางจืด นำมาต้มบ้าง คั้นบางดื่มกินดับความร้อนลง เป็นวิธีแก้อาการอักเสบแบบธรรมชาติ ไม่ต้องไปพึ่งยาแก้อักเสบให้มันไปทำลายตับไตของเรา ส่วนการรักษาแผลฝีที่แตกแล้ว โดยเฉพาะที่ก้นใช้ได้ดีมากคือ ยาผงพิเศษ ตราร่มชูชีพ ทำให้แผลแห้งไม่ติดกางเกงชั้นใน ไม่ต้องมานั่งแกะกางเกงออกจากแผลครับ

 

 

 

3. สมุนไพรจีน

ธ.ค. 04

สมุนไพรจีนขจัดพิษหรือล้างพิษของจีนนั้น ก็มีสรรพคุณรักษาตั้งแต่พิษน้อยๆ อย่างพิษร้อน พิษเย็น ไปจนถึงสมุนไพรที่ช่วยป้องกันมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิต หัวใจ เบาหวาน ฯลฯ

สำหรับพิษร้อนเช่น ร้อนใน เป็นไข้ ไอ มีเสมหะ มีสมุนไพรที่รู้จักกันดีหลายตัว ที่นิยมใช้กันได้แก่ ดอกเก็กฮวย,หล่อฮั้งก้วย,ซัวเซียม,เหง็กเต็ก และชะเอม(กำเช่า)

  1. ดอกเก็กฮวย นั้น ทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนมักนิยมนำมาทำชา มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม รักษาอาการปากแห้ง ร้อนใน นัยน์ตาแห้ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิดรวมทั้ง สามารถปรับสมดุลและลดความดันโลหิตในร่างกาย
  2. หล่อฮั้งก้วย มีลักษณะเป็นลูกกลม ชนิดผลใหญ่ ผลกลม เนื้อแน่น เขย่าไม่มีเสียง เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล จะถือว่ามีคุณภาพดี มีรสหวานเป็นพิเศษ มีฤทธิ์เย็น สรรพคุณทางยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ อีกทั้งยังรักษาโรคไอกรน ท้องผูก โรคหลอดลมอักเสบ หืด หอบ ได้อีกด้วย
  3. ซัวเซียม หรือ ปักซัวเซียม มีรสหวานอมขมเล็กน้อย มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย สรรพคุณรักษาอาการไอ ไอเป็นเลือด เจ็บคอ กระหายน้ำ บำรุงกระเพาะอาหาร (ห้ามผู้มีอาการไอเพราะความเย็นรับประทาน)
  4. เหง็กเต็ก หรือไผ่หยก มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุก มีใบคล้ายใบไผ่ ปลูกมากที่เหอหนาน เจียงซู เหลียวหนิง และซินซาว มณฑลเจ้อเจียงที่ถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด สรรพคุณลดความดันโลหิต กระตุ้นหัวใจ ดับร้อนใน และขับปัสสาวะ
  5. ชะเอม หรือ กำเช่า ใช้ส่วนราก มีรสหวานมีฤทธิ์ปานกลาง สรรพคุณ แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ไอ รักษาใจสั่น โรคลมชัก แก้อาหารเป็นพิษ มีสาร Glycyrrhizin สามารถดูดซับสารพิษ และจับสารพิษเพื่อขับออกทางตับ อีกทั้งสามารถถอนพิษจากยาฆ่าแมลงได้ด้วย
  6. สมุนไพรร้อน ขจัดเย็น ขณะที่ร่างกายหากมีความเย็นมากเกินไป (หยาง) ก็สามารถใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนขจัดได้ ที่นิยมและมีชื่อเสียงมากได้แก่ ตังกุย และโสมเกาหลี
  7. ตังกุย มีรสหวานเผ็ด มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย มักใช้เป็นยาบำรุงเลือด ปรับการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ แก้อาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก อาการท้องผูก อีกทั้งมีฤทธิ์กระตุ้นและระงับการทำงานของมดลูกด้วย
  8. โสมเกาหลี มีชื่อเสียงมากในหมู่คนนิยมรับประทานโสม และในหมู่การแพทย์แผนจีนโดยเฉพาะโสมแดง สรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือด เสริมสมรรถภาพทางเพศ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ ตัน (หากมีไข้และท้องผูกไม่ควรรับประทาน)
  9. กาฝากต้นหม่อน เพิ่มเม็ดเลือดขาว สำหรับโรคต่างๆ นั้น หากเป็นโรคความดันจากไขมัน สมุนไพรที่รักษาได้ดีคือ ‘ซัวจา’ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งกินได้ทั้งสดและแห้ง มีรสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์อ่อน มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ขับพยาธิ ท้องร่วง กระตุ้นให้มดลูกเข้าอู่หลังคลอดบุตร ลดความดันโลหิต และลดคลอเรสเตอรอลในเลือด

นอกจากนี้ยังมี กาฝากต้นหม่อน หรือ เช่าเก็ง เป็นยาบำรุงเลือด รักษาโรคหัวใจ ความดัน ไขข้อรูมาติค ที่มีคุณภาพดีมาจากมณฑลกวางสี มีรสขมหวาน ฤทธิ์ปานกลาง เป็นยาบำรุงไต มีฤทธิขับปัสสาวะ ต้านแบคทีเรีย และสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย

5 สมุนไพรจีนป้องกันมะเร็ง

ส่วนสมุนไพรจีนใช้รักษาโรคมะเร็งเด่นๆ คือ แปะฮวยจั่วจิเช่า หรือ หมากดิบน้ำค้าง พั้วกีไน้ โสม และเห็ดหอม

  1. แปะฮวยจั่วจิเช่า เป็นพืชจำพวกหญ้า มีรสเผ็ดขมนิดๆ ฤทธิ์เย็นไม่มีพิษ สรรพคุณดับร้อนใน ดับพิษ ทำให้เลือดและลำไส้เย็น ลำไส้อักเสป ไทฟอยด์ ไอเพราะปอดร้อน ปวดฟัน และป้องกันมะเร็งได้ (ผู้ที่ธาตุไฟอ่อนห้ามรับประทาน)
  2. พั๊วกีไน้ เป็นยาขับถ่าย ถอนพิษ แก้มะเร็ง โดยคนเป็นมะเร็งสามารถนำมาต้มกินแทนน้ำ กระหายน้ำได้
  3. โสม มีอีกสรรพคุณคือมีสารบางอย่างที่สามารถกำจัดและทำลายพืช รวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติได้ มีฤทธิ์ป้องกันโรคมะเร็ง และยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ส่วนมากมักนำโสมมาใช้ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาด้วยวิธีการเคมีบำบัด อีกทั้งเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย (ควรรับประทานขณะท้องว่าง)
  4. เห็ดหลินจือ หรือ เหล่งจูโกว มีรสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง บำรุงแก้อาการอ่อนเพลีย ขับเสมหะ หอบหืด นอนไม่หลับ รักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ป้องกันโรคตับอักเสบจากการขับสารพิษออกจากร่างกาย และป้องกันมะเร็ง
  5. เห็ดหอม มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งรัฐเซาท์แคโรไรนา ประเทศสหรัฐอเมริกาและสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า เห็ดหอมจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ดีเยี่ยม และเห็ดหอมยังมีสารเลนติแนน และสารริทาดินีน ต้านเซลล์มะเร็งได้ด้วย โดยเฉพาะมะเร็งในลำไส้และมะเร็งในกระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ดีในการรับประทานยาจีนที่ถูกต้อง ควรมีการต้มตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป(อยู่ที่ตัวยามากหรือน้อย) และควรรับประทานก่อนอาหาร โดยการต้มด้วยหม้อดินและภาชนะเคลือบจะให้ผลดีมากกว่าภาชนะแสตนเลส ทั้งนี้การรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อรักษาโรค จำเป็นต้องให้แพทย์แผนจีนเป็นคนวินิจฉัยตามสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน หรือต้องได้รับคำแนะนำจากร้านยาสมุนไพรจีนโดยเฉพาะ

2. กระเพาะสาเหตุของโรค นานาชนิด

ธ.ค. 04

โรคกระเพาะตามความเข้าใจของคนทั่วไปแล้วคืออาการเจ็บท้อง ปวดท้องหรือมีแผลในกระเพาะอาหาร แต่สำหรับแพทย์ตะวันออก หมายความถึง การที่กระเพาะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ระบบการย่อยอาหารไม่ดี มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก โรคกระเพาะที่ผมพูดนี่แหละครับเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ริดสีดวง เก๊าต์ รูมาตอยด์ ไอ แม้กระทั่งสะอึกก็เกิดจากกระเพาะของท่านนี่แหละครับ เป็นไปได้ยังไงผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ โดยยกตัวอย่างซัก 2-3 โรคนะครับ ..

คำว่าโรคกระเพาะในทางการแพทย์ตะวันตก หมายถึงการมีแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะ หรือมีจุดในกระเพาะ โดยใช้การตรวจด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

แต่วิธีของเรานั้นใช้วิธีการตรวจโดยการกดจุดหรือการตรวจด้วยเส้นลมปราณ เพื่อดูว่าในกระเพาะเรามีปัญหามีกรดมีแก๊สมากหรือไม่ กระเพาะที่มีปัญหาหมายถึงกระเพาะที่ไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ หรือกระเพาะมีธาตุไฟอ่อนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการหมักในกระเพาะและเป็นสาเหตุให้เกิดพิษขึ้นในกระเพาะจนแน่นไปหมด พลังของกระเพาะแล้วตามปกติจะต้องไหลลงตามลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และถ่ายออกมา แต่ถ้าเกิดพิษขึ้นในร่างกายพลังของกระเพาะท่านจะดันขึ้นมา ทำให้เกิดอาหารสะอึก อาการไอ มีคนไข้ของผมไอมาตลอดรักษายังไงก็ไม่หาย เพราะส่วนใหญ่เราไปคิดว่าอาการไอเกิดจากการมีเสมหะ หรือเจ็บคอ แต่กระเพาะต่างหากที่เป็นตัวทำให้เกิดปัญหา

เป็นไปได้อย่างไร จากการที่ได้พูดคุยกับคนไข้แล้วก็พบว่า เค้ามักทานอาหารพร้อมดื่มน้ำตาม 3-4 แก้ว ระหว่างท่านอาหาร การดื่มน้ำระหว่างการทานอาหารนี่แหละครับคือสาเหตุของอาการไอ เมื่อท่านทานอาหารเข้าไปแล้วกระเพาะจะต้องมีไฟในการย่อยอาหาร แต่ท่านกลับคิดว่าการทานน้ำเข้าไปเยอะๆ จะย่อยให้ย่อยได้ดีขึ้น ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อยและเกิดการหมักในกระเพาะอาหาร เมื่อท่านทำอย่างนี้หลายๆวันติดกัน การหมักมันก็เพิ่มมากขึ้นเกิดพิษในกระเพาะ ทำให้ลมดันขึ้นมาตามคอ ทำให้เกิดอาการไอ ถึงทานยาแก้เจ็บคอก็ไม่หายเพราะมันไม่ได้เกิดจากคอของท่าน แต่เกิดกระเพาะอาหาร บางครั้งก็มีกลิ่นติดออกมาด้วย กลายเป็นกลิ่นปาก ไปหาหมอฟันขูดหินปูนยังไงก็ไม่หายหรอกครับ

คนไข้อีกรายหนึ่งของผมเป็นโรคสะอึก สะอึกตลอดเวลามา 4 ปีแล้ว รายนี้กลับกันคือดื่มน้ำน้อยเกินไป คือน้ำหนักตัวเค้า 50 กว่ากิโล แต่ ทั้งวันดื่มน้ำแค่แก้วเดียว เค้าดื่มน้ำน้อยเกินไป เมื่อดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้วก็ทำให้เลือดข้น อวัยวะในร่างกายก็เกิดปัญหา ระบบในร่างกายเรานั้นประกอบไปด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ต้องสมดุลย์ แต่ถ้าท่านมีน้ำในร่างกายน้อยเกินไป ไฟในร่างกายก็รุนแรงมาก ธาตุดินหรือเนื้อหนังมังสาเราก็จะแข็งไปหมด ลมในร่างกายก็จะโหมทำให้เกิดอาการสะอึกขึ้นมา นี่แหละครับคือสาเหตุ ฉะนั้นผมก็เลยให้คนไข้รายนี้แก้ปัญหาโดยการดื่มน้ำให้ถูกต้อง เช้ามาดื่มน้ำ 2-5 แก้ว ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร และดื่มน้ำให้ปริมาณพอดีกับน้ำหนักตัว อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

หลายท่านคงสงสัยว่า เอ๊ะยังไงกัน ดื่มน้ำมากก็ป่วย ดื่มน้ำน้อยก็ป่วย ท่านควรดื่มน้ำให้ถูกต้องครับ โดยดื่มน้ำให้เหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน โดยเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมของท่านคูณด้วย 3.3 % ออกมาจะมีค่าเป็นลิตร ได้ผลเท่าไรท่านก็ควรทานน้ำเท่านั้นต่อวันครับ

ร่างกายคนเราต้องมีน้ำถึง 60 % ในเลือด ก็เช่นเดียวกันต้องมีน้ำ เมื่อเลือดในตัวข้นหัวใจก็จะทำงานหนัก อวัยวะภายในก็จะขาดเลือด เพราะเลือดจะต้องมีน้ำพาไป ของเสียในตัวท่านจะออกมาได้ทั้งปัสสาวะ อุจจาระต้องใช้น้ำเช่นเดียวกัน การย่อยอาหารก็ต้องใช้น้ำ เมื่อไม่มีน้ำอาหารก็ย่อยไม่ได้ เมื่อย่อยเสร็จแล้วก็ต้องมีการดูดซึมสู่ม้าม ถ้าไม่มีน้ำม้ามก็ไม่สามารถดูดซึมอาหารส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ เส้นเอ็นหรืออวัยวะก็จะขาดอาหาร ขาดเลือดทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา ถ้าท่านเกิดปัญหาอย่างนี้แล้วก็ต้องแก้ไขดื่มน้ำให้ถูกต้อง ให้พอเหมาะกับร่างกายของท่าน

ตื่นเช้ามาท่านก็ควรดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน 2-5 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกมา ก็เปรียบเหมือนเวลาเราล้างห้องน้ำ ขัดทำความสะอาดเรียบร้อย แต่ไม่ราดน้ำ สิ่งสกปรกมันก็ไม่ออกไป แล้วทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน? ก็เพื่อให้ไม่ให้ท่านหลงลืม บางคนตื่นแล้วก็ไปทำโน่นทำนี่จนลืมดื่มน้ำ และยังเป็นการเว้นระยะการดื่มน้ำกับการทานอาหารให้ห่างกัน อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างทานอาหารนะ ควรดื่มน้ำให้ถูกเวลาอย่าทานตอนที่ท้องอิ่มเพราะจะทำให้เกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและก็ทำให้เกิดอาการต่างๆอย่างที่ผมพูดมานั่นแหละครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งของการดื่มน้ำมากและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ก็คือ มีคนไข้ของผมรายหนึ่ง จบการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้ติดพฤติกรรมการทานอาหารของฝรั่งมา คือชอบทานสเต็ก ชอบของปิ้งของย่าง ทานอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ดื่มน้ำอัดลมวันละเป็นสิบกระป๋อง และช็อคโกแลต พฤติกรรมการทานอาหารแบบนี้ ทำให้เค้าเป็นมะเร็งที่เต้านม เมื่อสี่ปีที่แล้ว จึงต้องไปผ่าตัดเอามะเร็งออก ฉายคีโม เพื่อรักษามะเร็ง แต่ปัจจุบันนี้เค้ากลับเป็นมะเร็งที่เดิมอีกครั้ง ทั้งที่ได้รับการรักษาอย่างดี ทานยาอย่างดี แต่เค้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ชอบดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ทานน้ำเยอะๆทั้งวัน ก็ทำให้กระเพาะมีปัญหา เลยทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาอีกครั้ง จากการที่ผมไปกดจุดต่างๆ ตามร่างกาย ปรากฏว่าเจ็บปวดมาก วิธีการรักษาก็คือทำให้ลมที่อัดแน่นอยู่ในกระเพาะ ตามเส้นเอ็น ออกไปให้ได้ก่อน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนให้ได้ ถ้าเปรียบร่างกายคนเรากับแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำมีอะไรไปอุดตัน ถ้าจะทำความสะอาดก็ต้องทำการเก็บขยะ ออกจากแม่น้ำนั้นเสียก่อนเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

การนวดสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนการไล่ขยะในร่างกาย โดยเฉพาะการนวดเท้า เป็นการบำบัดร่างกายให้เลือดลมในร่างกายหมุนเวียนสะดวก หรือที่เรียกว่า “กดจุดสะท้อน” ซึ่งจะเป็นการบำบัดทั้งร่างกายไม่ว่าจะ กระเพาะ, ม้าม, ปอด, ไต เพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ดีขึ้น เมื่อนวดเท้าแล้ว ก็จะทำการกดจุดเพื่อดูว่าจุดไหนมีลมอัดแน่น เมื่อมีลมอัดแน่นอยู่ก็จะให้ร่างกายเกิดพิษและเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ถ้าท่านอยู่บ้านก็อาจจะให้คนในบ้านช่วยนวดให้ หรือใช้แผ่นประคบ หรือแช่เท้าในน้ำเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก

สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะต้องถ่ายทุกวัน ต้องเอาออกให้ได้อย่าให้หมักหมมสองวันสามวัน ท่านอาจจะทานยาถ่าย หรือทำดีท๊อกซ์เพื่อช่วยให้ขับถ่าย ให้ได้ติดต่อกันซัก 10 วัน ขับถ่ายพิษออกไปให้หมด

อีกโรคที่เป็นกันมากมายเหลือเกินคือโรคปวดหลัง เรียกได้ว่าเป็นโรคที่ติดอันดับท๊อปฮิตเลยทีเดียว สาเหตุของอาการปวดหลังก็เกิดจากการที่กระเพาะของท่านมีปัญหา ทำไมจึงเกี่ยวข้องกับกระเพาะอีกแล้ว เพราะถ้ากระเพาะอาหารไม่ย่อย ก็จะเกิดลมอัดแน่นที่หน้าอก ที่กลางหลังทำให้เกิดอาการปวดหลัง คนไข้ผมรายหนึ่งอายุแล้ว มีอาการปวดหลัง หลังค่อมมือไม้สั่น ไปหาหมอเค้าก็ให้ใส่ที่รัดหลัง แต่จากการสอบถามแล้ว พบว่าเค้าชอบทานทุเรียนมาก ทานทุเรียนมากร่างกายท่านก็ร้อน เกิดลมในกระเพาะแน่นในร่างกายทำให้เกิดอาการปวด ต้องทำการกดจุดไล่ลมในร่างกาย นวดหรือทานสมุนไพรที่ช่วยในการย่อยอาหาร

หรือบางท่านที่มีอาการปวดเอว ปวดหลังท่านอาจจะคิดว่าเป็นเพราะกระดูกทับเส้น แล้วต้องทำการผ่าตัด มีวิธีสำรวจตัวเองว่าท่านกระดูกทับเส้นหรือไม่ ให้ท่านนอนหงายราบกับพื้นแล้วยกขาทีละข้าง ถ้าติดขัดหรือมีอาการปวดก็อาจจะแสดงว่ากระดูกทับเส้น แต่ถ้ายกได้ราบรื่นไม่มีอาการปวด แสดงว่าท่านไม่มีกระดูกทับเส้นแน่นอน

วิธีการรักษาอาการปวดหลังง่ายๆครับ ท่านต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน โรคส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทั้งนั้นครับ ควรดื่มน้ำให้ถูกต้อง ดื่มน้ำในพอเหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพื่อให้กระเพาะทำการย่อยอาหารได้ และหาเวลานวดกดจุดเพื่อไล่ลมและขจัดขยะออกจากร่างกาย เท่านี้อาการเจ็บป่วยของท่านก็จะค่อยๆดีขึ้นครับ