Archive for the ‘MyHomeDee’ Category

กรดไหลย้อน

พ.ค. 26

เครื่องดืมบำรุงอารมณ์ ช่วยลดกรดไหลย้อน โดยมีพระเอกชาสมุนไพรของเราทั้งหมดสี่ชนิดด้วยกัน คือ ดอกกุหลาบ ดอกเก๊กฮวย เก๋าคี่ และเปลือกส้มครับ

ชาดอกกุหลาบ
ชาดอกกุหลาบ

ชาเก๊กฮวย ไว้แก้เก๊กซิม
เก็กฮวย

เก๋าคี่ โกจิเบอร์รี่
เก็าคี่

เปลือกส้ม
เปลือกส้ม

ดอกกุหลาบสามารถแก้เซ็ง แก้หงุดหงิด เดินลมปราณ และทำให้สวยงามด้วย ทำให้ตับสงบนะครับ ใส่สัก 4-5 ดอก ดอกเก๊กฮวยแก้เก๊กซิม ลดไฟที่เกิดจากตับหงุดหงิด ทำให้ลมปราณตับลงมาได้ ใช้ 1-2 ดอก เก๋าคี บำรุงตับ บำรุงเลือด พอตับมีเลือดไปบำรุง มันจะไม่ค่อยหงุดหงิดง่ายครับ ทั้งยังดีต่อสายตาด้วย ใช้ 10-20 เม็ด และสุดท้ายคือเปลือกส้ม ที่คอยมาช่วยละลายเสมหะ ทำให้ลมปราณที่ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น แก้ท้องอืดได้ สัก 1-2 แผ่นครับ

ยาทั้ง 4 ตัว เมื่อเอามาชงน้ำร้อนด้วยกัน กลิ่นจะหอมหวนน่ารับประทานมาก ทั้งมีรสชาติหวานน้อยๆ ทานง่าย หรืออาจจะใส่น้ำตาลกรวดนิดหน่อยลงไปชงร่วม จะกลายเป็นเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยมที่เก๋ไก๋อินเทรนด์เลยทีเดียว ขอตั้งชื่อผลงานว่า “สวนชาแห่งความทรงจำในวัยเด็ก ลดกรดไหลย้อนที่อิวาตะ”
สมุนไพรเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาจีนนะครับ

อันตรายที่มากับกาแฟลดความอ้วน

ก.พ. 06

อันตรายที่มากับกาแฟลดความอ้วน

ผู้หญิง กับความสวยงามเป็นของคู่กัน จะด้วยหน้าตาที่สวยงาม หรือรูปร่างที่สมส่วนต่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ หากมีคุณสมบัติ ตามที่กล่าวมาข้างต้นไม่ครบก็ต้องดิ้นรนหาทางเพิ่มเติมในส่วนที่สึกหรอ หรือไม่สมบูรณ์ หรือไม่พึงพอใจ แล้วแต่ว่าใครจะเลือก วิธีทาน หรือวิธีฉีดก็จะเลือกตามความพึงพอใจ และจำนวนเงินในกระเป๋า

จากการสอบถามคนใกล้ๆ ตัว มักให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่านิยมวิธีทาน  เนื่องจากราคาไม่แพง และหากเริ่มมีอาการผิดปกติ ก็เลือกที่จะไม่ทานต่อได้ ที่เห็นเป็นที่นิยมทานกันจนเกร่อขณะนี้คงหนีไม่พ้น กาแฟลดความอ้วนหลากหลายยี่ห้อ ทั้งผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีคุณสมบัติสามารถ ลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ คือ ดื่มแล้วไม่อยากอาหาร ทุกวันนี้ ดื่มกันจน นิยมไปทั่วประเทศและลามถึงขั้นส่งไปต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป อีกด้วย แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ กาแฟลดความอ้วนที่ว่านี้ สหภาพยุโรปตรวจพบสารไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นสารต้องห้ามในกาแฟลดความอ้วนที่ส่งไปจากไทยทางพัสดุไปรษณีย์ถึง 9 ครั้ง (ก.ย.— ธ.ค.2555) ในช่วง 4 เดือน ตรวจพบสารต้องห้ามทั้งหมด 9 ครั้ง เกิดอะไรขึ้น ผู้ผลิตไม่รู้ถึงอันตราย หรือจงใจผสมเข้าไปเพื่อหวังผลในการโฆษณาชวนเชื่อ

ถ้ายังไม่รู้บอกตรงนี้เลยว่า สารไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นสารควบคุมพิเศษที่ห้ามซื้อขายในร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งของแพทย์ อีกทั้งเป็นสารต้องห้ามทั้งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก รวมถึงประเทศไทย เพราะจัดว่าเป็นสารอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน วันนี้ ขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อผู้ขายง่ายๆ ว่ากาแฟจะช่วยลดความอ้วนได้

เพราะส่วนใหญ่ล้วนใส่สารลดความอ้วน ไซบูทรามีน (Sibutramine) ที่มีผลข้าง

เคียงสูง เช่น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว แม้จะไม่มากแต่มีผล

ให้ต้องหยุดบริโภค และอาจมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร

 

ทางที่ดีหากต้องการลดน้ำหนัก ควรควบคุมการทานอาหาร และออกกำลังกาย

อย่างสม่ำเสมอ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง และสวย

สมส่วน.

 

วิตามิน

ก.พ. 06

วิตามิน กินอย่างไรให้ถูกวิธี

จำให้ขึ้นใจ วิตามินไม่ใช่ยาวิเศษ!

วิตามินไม่สามารถทดแทนอาหารได้ และไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร

วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท

วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ หรือแม้แต่ทดแทนกันเอง โดยตัวของวิตามินเองแล้ว ไม่ใช่ส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกายเรา คุณไม่สามารถเลิกกิน อาหารอื่นๆ และหันมากินแต่วิตามิน เพื่อสุขภาพที่ดีได้

เมื่อพูดถึง “วิตามิน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสรรคุณทาง “ยา” ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น และสามารถรักษาโรคได้ ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องเพียง บางส่วน

แม้ว่าวิตามินจะสามารถทำหน้าที่เสมือนยา แต่ถึงอย่างไรวิตามินก็ไม่ใช่ยา เพราะความจริงแล้ววิตามินเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารและสารอินทรีย์ที่ จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการผลิตพลังงาน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์ วิตามินขึ้นได้เอง เราจึงต้องได้รับวิตามินที่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ผ่านการกินอาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างในร่างกาย วัตถุประสงค์และวิธีการกินวิตามิน รวมถึงสารอาหารยอดฮิตชนิดต่างๆ ให้ถูกต้องและปลอดภัยควรทำอย่างไร ลองตามไปดู

วิตามินซี ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ รวมถึงการนำมาทำเป็น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพื่อเป้าหมายหลักในการบำรุงผิวให้ดูขาวใส เปร่งปรั่ง ลดความหมองคล้ำ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันและรักษาโรคหวัด ทั้งยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อและระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ปัญหาการขาดวิตามินซีพบได้ในกลุ่มคนที่ควบคุมอาหารมากๆ เป็นมังสวิรัต สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึม ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย ปริมาณวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มก. ในรายที่ขาดวิตามินซีแพทย์จะแนะนำให้กินวันละไม่เกิน 1000 มก. เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3000 มก. แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85%

วิตามินบีรวม  เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12, โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามิน บี รวมนอกจากจะเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา ตับแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทและคลายความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้หลายคนไม่รู้ว่าวิตามินบียังช่วยให้กระฉับกระเฉง ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกหรือนอนหลับยาก การกินวิตามินบี ก่อนนอนอาจทำให้คุณกลายร่างเป็นนกฮูกตาค้างไปทั้งคืน สำหรับปริมาณในการกินวิตามินบีเพื่อเป็นอาหารเสริมควรอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 มก. ต่อวัน

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส มีประโยชน์ช่วยต้านการอักเสบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน บำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังพบรายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน และช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ แม้อีฟนิ่งพริมโรสจะถูกโฆษณาและโหมสรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ แต่ทางที่ดีควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน สำหรับผลข้างเคียงอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นแพ้และลมชักกำเริบ

กลูต้าไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ด้วย ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่เน้นสรรพคุณเรื่องผิวขาว มักอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำซึ่งสามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการกินกลูตาไธโอนจึงแทบจะไม่มีเลย

ทำให้มีคนพยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนยากินมากขึ้น

แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวใสนั้น

ก็ยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน

Zinc(สังกะสี) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายและช่วยให้ร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่ และช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก ควบคุมฮอร์โมน สังเคราะห์โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ

โดยปัจจัยต่าง ๆ หน้าที่ของ zinc ที่น่าสนใจก็คือการช่วยควบคุมอาการผิดปกติของผิวและช่วยในการรักษาบาดแผล อาหารเสริม zinc จะให้ผลดีที่สุดหากกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร อย่างไรก็ดีหากมีอาการปวดท้องควรกินพร้อมอาหาร และไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมหรือ ฟอสฟอรัสสูงเพราะอาจทำให้การดูดซึมสังกะสีลดลง

เคล็ดลับดีๆที่ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่น ไม่อ้วน ไม่แก่

ก.พ. 06

มี 3 ข้อทั้งหมดได้มาจากการสังเกต เก็บรายละเอียด และศึกษาชีวิตประจำวัน และการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นตลอดเวลาหลายปีที่เรียน ต้องไปกลับเรื่องงานที่ญี่ปุ่น

1. เดิน

สังเกตไหมว่าคนญี่ปุ่นชอบเดิน เดินไปทำงาน เดินกลับบ้าน หรือไม่ก็เดินไปซื้อของ ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้รถไฟ แทนที่จะขับรถไปในสถานที่ต่างๆ

ทำให้ชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นมีการออกกำลังกายแทรกอยู่ตลอด อย่างน้อยก็เดินไปสถานีรถไฟ เมืองไทยอาจจะเดินบ่อยๆ เดินไกลๆ แบบคนญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะอากาศร้อน ถนนหนทางไม่เป็นใจ

สิ่งที่คนไทยอย่างเราๆ จะทำแทนได้ก็น่าจะเป็นเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือเดินเล่นในสวนแถวบ้านตอนเช้าวันอาทิตย์ หรือตอนบ่ายแก่ๆ แทนก็ได้

2. กิน

ทุกอย่างให้ครบทุกมื้อในปริมาณที่พอเหมาะบอกตรงๆ ว่าคนญี่ปุ่นกินทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผัก ปลา เนื้อ ไข่ ข้าว และขนม คนญี่ปุ่นกินครบทุกชนิด ทุกหมวดหมู่ทุกมื้อ ไม่เคยอด มื้อใดมื้อหนึ่งเลย คนญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยรู้สึกหิวโหยหาอาหารขึ้นมากลางดึก

 

* เคล็ดลับที่เรานำมาใช้ได้คือ จัดอาหารให้เป็นชุด เหมือนกับอาหารชุดในร้านอาหารญี่ปุ่น ตักข้าวใส่ชามข้าวใบเล็ก ตักกับข้าวใส่จานในปริมาณที่พอเหมาะ ตักน้ำแกงหรือว่าซุปใส่ถ้วย ถ้ามีเครื่องเคียง ตักใส่ถ้วย ถ้ามีน้ำจิ้ม ให้ตักใส่ถ้วยเล็กๆ ปริมาณพอจิ้ม อย่าใส่ถ้วยใหญ่ เพราะน้ำจิ้มหลายชนิดทำจากน้ำตาล

ลองจัดอาหารแต่ละมื้อ ในลักษณะนี้ นอกจากจะดูดี แล้วยังสามารถคุมปริมาณอาหารแต่ละมื้อได้ด้วย

 

3. กินขนมให้เป็นเหมือนของขวัญ

ไม่ใช่อาหารหลักที่จะต้องกินเยอะๆ เพื่อนๆพี่ๆมักถามเป็นประจำว่า “ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่อ้วน ทั้งที่กินขนมครีมเยอะมันแยะ อย่างเค้กชิ้นใหญ่ใส่ครีมเพียบ หรือชูครีมลูกโตไส้เยอะ”

ต้องขอตอบว่า เพราะคนญี่ปุ่นกินของเหล่านี้ ให้เหมือนเป็นของขวัญสำหรับตัวเอง เป็นของพิเศษที่แค่ได้กินก็มีความสุข ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณเยอะ เพียงแค่รสชาติอร่อย หน้าตาน่ากิน ความ”อิ่ม” ที่ได้ก็เพียงพอค่ะ

 

ลองนึกถึงตอนที่ได้กินขนมหวานของญี่ปุ่นดูสิ เพียงแค่คำแรกที่ได้กิน ก็รู้สึก “อิ่มอร่อย” ไปแล้วและที่สำคัญ คนญี่ปุ่นยังมักแบ่ง “ของขวัญ” พิเศษกินกับเพื่อนๆ คนในครอบครัว และคนที่รู้สึกดีด้วย แต่ละคำของขนมเค้กที่กินเข้าไป จึงเป็นความ

รู้สึกดีๆที่ไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างได้

 

เคล็ดลับ 3 ข้อนี้สามารถทำได้ง่ายๆใช้ความพยายามไม่มาก แต่ได้ผลดีมากเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่น “ไม่อ้วนไม่แก่” ใครที่อยาก “ไม่อ้วนไม่แก่” แบบคนญี่ปุ่นลองทำตามดู

10 อาการบ่งบอกโรค

ก.พ. 06

อย่างนิ่งนอนใจเชียวค่ะ หากจู่ๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย แม้จะเพียงเล็กน้อย อาทิ ผื่นขึ้น ผมร่วง หรือแม้กระทั่งริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่ใครต่อใครก็คิดว่าเป็นเรื่องแสนธรรมดา ทว่าแท้จริงแล้วอาการเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า โรคร้าย กำลังมาเยือน !

“ร่างกายจะแสดงอาการทีละน้อย เหมือนเป็นการกระซิบบอกคุณว่าเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งหากคุณไม่ใส่ใจอาการก็จะหนักขึ้น กระทั่งคุณเจ็บป่วย” Molly M. R oberts ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพและการบำบัดแห่งเมือง San Francisco และประธานสมาคมศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมแห่งสหรัฐอเมริการะบุ

ว่าแล้วก็อธิบายสัญญาณ 10 ประการมาให้คุณๆ ได้ทราบ และหมั่นสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ที่คล้ายจะเป็นเรื่องแสนธรรมดา ทว่าสามารถไขรหัสความลับของโรคร้ายได้นั้นคืออะไรบ้าง

1. ริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้า

แม้ว่าริ้วรอยแห่งวัย จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดขึ้นตามวัยก็ตามที แต่บางครั้งริ้วรอยก็บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคกระดูกพรุนได้

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่า ริ้วรอยบนใบหน้าของคุณสาวๆ อาจบอกได้ว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เนื่องจากระดับโปรตีนในผิวหนังมีความเชื่อมโยงกับกระดูก ซึ่งการศึกษาพบว่า ริ้วรอยลึกและรอยหยาบกร้านบนผิวหนังสัมพันธ์กับความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลง

ดังนั้นยิ่งใบหน้าและลำคอมีริ้วรอยมากเท่าไหร่ สาวนางนั้นก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้แม้ไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุของความเกี่ยวโยงดังกล่าว แต่นักวิจัยชี้ว่า ผิวและกระดูกมีส่วนประกอบหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ คอลลาเจน (Collagen) ดังนั้นคุณภาพของกระดูก จึงสะท้อนออกมาได้ทางผิวหนัง

2. เล็บขาว-เล็บบุ๋ม

หากคุณหลีกเลี่ยงการทาสีเล็บมานาน รักษาสุขภาพเล็บอย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็ยังไม่วายเกิดปัญหาเล็บเหลืองเล็บบุ๋ม ล่ะก็ คุณอาจต้องไปพบแพทย์แล้วหล่ะ

 

เพราะเล็บสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกในร่างกายได้มากมาย การเปลี่ยนแปลงของเล็บ (เช่น เปลี่ยนสี เกิดรอยบุ๋ม หรือบิดเบี้ยวผิดรูปไป) เป็นเรื่องปกติของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน หรือผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง รวมถึงหากจู่ๆ เล็บของคุณเปลี่ยนแปลงไป แถมยังมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ ร่วมด้วยก็เป็นสัญญาณว่า คุณอาจกำลังเป็นโรคที่เกี่ยวกับไขข้อค่ะ

 

นอกจากนี้เล็บยังบอกถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นๆ อีกเช่น เล็บเป็นร่อง บอกให้ทราบถึงความผิดปกติของของไต, เล็บเป็นลอน (ตามขวาง) บ่งบอกว่าฮอร์โมน (Hormone) ในร่างกายผิดปกติ ซึ่งอาจเพราะคุณกำลังมีโรคร้ายแรงจึงทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง, เล็บสีเขียวคล้ำ นั่นคือคุณอาจกำลังป่วยด้วยโรคหืดอย่างรุนแรง, โรคถุงลมโป่งพอง หรือโรคหลอดลมอักเสบ, เล็บขาว บอกถึงความผิดปกติของตับ ไต อาจมีภาวะโลหิตจาง หรือตับอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

 

เมื่อทราบว่าเล็บบอกโรคได้มากมายขนาดนี้ หมั่นสังเกตเล็บสักนิดนะคะ หากพบว่าผิดปกติก็อย่ารอช้า รีบตรวจหาสาเหตุ เพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

3. เท้าบวม

อาการเท้าบวม อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งอุบัติเหตุทำให้เคล็ดขัดยอกจนบวม, กรรมพันธุ์, ระหว่างตั้งครรภ์, ความอ้วน หรือการใช้ยาบางชนิดที่ทำให้มีการกักเก็บน้ำไว้ในขามากเกินไป

แม้อาการเท้าบวมจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นก็ไม่ควรวางใจ เพราะอาการเท้าบวมขาบวมนั้น ถือเป็นอาการสุดคลาสสิค อาการหนึ่งของโรคหัวใจ โดยอาการเท้าบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเข้าไปยังหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงทำให้มีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น

4. ปากเหม็น

อย่าคิดว่าปากเหม็นเป็นเพียงสัญญาณของโรคเหงือกและฟันเพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะการที่คุณมีกลิ่นปาก ทั้งที่พยายามดูและสุขภาพในช่องปากเป็นอย่างดีแล้ว อาจเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากความผิดปกติของหัวใจและกระดูกของคุณ

ในปี 2010 นักวิจัยชาวสก็อตแลนด์ เผยแพร่งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ของประเทศอังกฤษว่า การแปรงฟันช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ โดยผู้ที่แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยแปรงฟันมากถึง 70%

นอกจากนี้การที่คุณมีภาวะฟันผุง่าย ยังเป็นการบ่งชี้ได้ถึงสัญญาณของโรคกระดูกพรุน เพราะการที่ฟันผุกร่อนได้ง่ายนั้น หมายถึงความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกรที่น้อยลง จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน มักฟันผุได้ง่าย

5. ปื้นสีดำ หลังคอ

หากคุณพบว่าด้านหลังคอของคุณ เป็นรอยดำปื้นๆ ขัดถูอย่างไรก็ไม่ออก อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเบาหวานได้ เพราะคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า ผู้ที่มีผื่นผิวหนังเป็นรอย หรือเป็นแถบดำคล้ำแบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ทว่าแม้จะมีความเสี่ยง แต่หากสังเกตเห็นแล้วรีบไปตรวจรักษาแต่เนินๆ การรักษาโรคก็ย่อมจะได้ผลดีกว่า

“รอยดำคล้ำ มันถือเป็นสิ่งกระตุ้นให้คุณต้องกังวลเป็นสองเท่า และลุกขึ้นมาป้องกัน ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน” Heather Jones ผู้ช่วยแพทย์แห่งโรงพยาบาล Oregon Health & Science University และสมาชิกคณะกรรมการสมาคมแพทย์ผิวหนังระบุ

 

6. ผื่นผีเสือ บนใบหน้า

หากจู่ๆ ใบหน้าคุณมีผื่นขึ้น โดยเป็นผื่นตั้งแต่บริเวณสันจมูก ลากยาวไปที่โหนกแก้มทั้งสองข้างเป็นรูปคล้ายผีเสื้อ ทางการแพทย์เรียกว่า ผื่นผีเสือ (Butterfly Rash) ซึ่งผื่นผีเสื้อนี้มักพบในผู้ป่วยโรค SLE (Systermic Lupus Erythrematosus) ที่คนไทยเรารู้จักกันในนาม “โรคพุ่มพวง” หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ฉะนั้นหากพบว่ามีผื่นลักษณะดังกล่าวอย่านอนใจ เร่งไปพบแพทย์ด่วนจี๋เลยจ้า

7. ผมร่วง

แม้ผมร่วงจะมาได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เกิดในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยาบางชนิด รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เหล่านี้ล้วนทำให้คุณต้องสูญเสียเส้นผมทั้งนั้น

แต่หากคุณสาวๆ ผมร่วงมากผิดปกติ จนแทบกลายเป็นสาวผมบางแล้วล่ะก็ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ต่อมไทรอยด์ของคุณทำงานผิดปกติ ฉะนั้นหากผมร่วงจนบาง โดยไร้สาเหตุ การพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ได้

 

8. ริมฝีปากแห้ง

ริมฝีปาก ก็เป็นอีกส่วนที่บ่งบอกถึงสุขภาพของคุณได้ค่ะ หากริมฝีปากคุณแห้งและแตกอย่างรุนแรง อาจเป็นสัญญาณบอกถึงโรคภูมิแพ้ หรือหากบริเวณมุมปากแห้ง ก็เป็นการบ่งบอกว่าคุณอาจเป็น โรคโจเกรน (Sjogren’s syndrome) หรือที่คนไทยเรียกว่า “โรคปากแห้ง ตาแห้ง” ซึ่งโรคโจเกรนนี้ ถือเป็นหนึ่งในโรคแพ้ภูมิตัวเอง ที่ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ คล้ายกับโรคพุ่มพวง

แต่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคโจเกรน มักจะไปทำให้เกิดการอักเสบที่ต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำตา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการตาแห้ง และปากแห้ง รวมถึงอาจมีอาการผิวแห้ง ปวดข้อ และอ่อนเพลียร่วมด้วย

9. ตาเหลือง

ดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของดวงใจแล้ว ยังเป็นหน้าต่างให้คุณได้มองเห็นโรคร้ายที่แฝงอยู่ในกายด้วย

ในภาวะปกติ ตาขาวควรจะสดใสสุ ขภาพดี ทว่าหากจู่ๆ ตาขาวเกิดเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาจเป็นสัญญาณของโรคตับ เช่น ตับแข็งหรือตับอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถบอกถึงอาการผิดปกติของถุงน้ำดีอีกด้วย ฉะนั้น “ตาเหลือง” คือ สัญญาณที่ไม่ปกติเอาเสียเลย หากส่องมองกระจกแล้วพบว่า ดวงตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วล่ะก็ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติโดยด่วยนะจ๊ะ

10. ไฝเปลี่ยนสีมีขนาดใหญ่ขึ้น

หลายคนมีไฝติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งนั่นก็มิใช่ความผิดปกติอันใด ทว่าหากจู่ๆ ไฝของคุณเกิดเปลี่ยนแปลง จากไฝเม็ดเล็กจิ๋ว ก็ใหญ่ขึ้นๆ หรือจากสีจางก็กลายเป็นเม็ดไฝสีที่เข้มขึ้นแล้วล่ะก็ เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนัง ที่บ่งบอกออกมาให้คุณได้ทราบ ดังนั้นไฝที่อยู่ติดกายมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ก็ต้องหมั่นสังเกตหน่อย หากมีการเปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ ก็ควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ อย่างไรเสีย กันไว้ก็ดีกว่าแก้…จริงมั้ยคะ?

สลายจุดกด รักษาอาการโรคเมื่อย

ก.พ. 06

อาการเมื่อย…เป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตของคนในทุกยุคทุกสมัย หลายคนใช้วิธีการนวดเพื่อผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น คอ บ่า ไหล่ สะบัก หลัง น่อง ขา และอีกหลายๆ อวัยวะ เวลาที่เกิดอาการตึง จนถึงขั้นมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น หลายครั้งที่อาการเมื่อยสามารถหายได้เองในเวลาเพียง 2-3 วัน เมื่อนวดหรือรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ พักผ่อนเพียงพอ แต่ไม่นานอาการแบบเดิมๆ ก็กลับมารบกวนอีก บางคนมีอาการเมื่อยมากจนถึงขั้นปวดกล้ามเนื้อโดยอาการที่เป็นนั้นเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า คุณกำลังมีอาการของ “โรคเมื่อย” หรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังที่เรียกว่า Myofascial pain syndrome (MPS) แล้ว

โรคเมื่อยหรือ MPS อาจไม่ได้มีอันตรายมาก แต่หากปล่อยไว้นานอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอาการและโรคอื่นๆ ตามมา เช่นโรคปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน โรคความดันโลหิตสูง อาการนอนไม่หลับกล้ามเนื้ออ่อนแรงโครงสร้างร่างกายผิดปกติเป็นต้น

แพทย์อายุรเวช ประจำศูนย์รักษาไมเกรน และโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง มี  ประชากร กว่าร้อยละ 30 มีปัญหาเรื่องโรคปวดเรื้อรังโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานในสำนักงาน สาเหตุหลัก ๆ มาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาด 0.5-1 ซม. ที่เรียกว่า Trigger Point หรือ จุดกดเจ็บภายในกล้ามเนื้อและ เยื่อพังผืด

การเกิด Trigger Point มาก ๆ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อก็จะเกิดการอักเสบ มีอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะในบริเวณที่มีจุด Trigger Point ทำให้เกิดอาการปวด อธิบายว่า เวลาที่มีอาการปวด คนส่วนใหญ่มักหาวิธีบรรเทาอาการด้วยการกินยาคลายกล้ามเนื้อ ทายาหรือนวดบริเวณที่ปวด รวมไปถึงการใช้ความร้อนประคบจากกระเป๋าน้ำร้อนหรือลูกประคบ ซึ่งก็สามารถบรรเทาอาการปวดได้ในระดับหนึ่ง เพราะวิธีการดังกล่าวที่ว่า ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการคลายตัว ทำให้รู้สึกสบายขึ้น แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุจริงๆของปัญหา ไม่นานอาการปวดเมื่อยก็จะกลับมาใหม่ เนื่องจากจุด Trigger Point หรือจุดกดเจ็บ ยังมีการอักเสบอยู่

อาการแสดงที่เด่นชัดของโรคเมื่อยหรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ที่พบส่วนใหญ่ คือ มีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน ความรุนแรงของการปวด มีตั้งแต่เมื่อยล้า ทำให้รำคาญไปจนถึงปวดจนทรมานไม่สามารถขยับบริเวณนั้นได้ ผู้ป่วยบางคนมีอาการชามือ และขาร่วมด้วย ขณะที่บางคนที่เป็นมาก อาจมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง นอนไม่หลับ ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เกิดการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่น ไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง หรือ MPS มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่อง เช่น การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ การใช้กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งกับการทำงานที่ซ้ำ ๆ จนเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆในบริเวณเดิมๆ การทำงานของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป ขาดการพักผ่อน และการขาดการบริหารกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Trigger Point Therapy” ซึ่งเป็นการตัดวงจรของการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ด้วยการรักษาที่ต้นเหตุโดยการสลายจุด Trigger Point และป้องกันการกลับมาของจุด Trigger Point โดยการปรับการทำงานให้ถูกต้อง และให้ความรู้ในการดูแลกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม การรักษาจะเริ่มจากการหาสาเหตุของการปวดเมื่อยเรื้อรังที่เป็นมาเสียก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ค้นหาจุด Trigger Point ที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณที่ปวด และทำการคลายกล้ามเนื้อส่วนบนที่มีการเกร็ง เพื่อลดอาการปวด เมื่อการเกร็งของกล้ามเนื้อคลายลง แพทย์จะใช้การกดจุด กดไปที่จุด Trigger Point ที่อยู่ในบริเวณที่ปวด เพื่อทำให้ Trigger Point เกิดการคลายตัว

เป็นการนำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่จุด Trigger Point เพื่อลดการอักเสบ โดยใช้เวลาในการรักษาเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อรักษาไปประมาณ 6-12 ครั้ง อาการปวดเมื่อยจะคลายลง และพบว่าจุดกดเจ็บที่เคยเป็นก้อนๆใต้กล้ามเนื้อหายไป สำคัญที่สุด คือ เมื่อรักษาหายแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อไม่ว่าจะในการทำงาน ยืน เดิน นั่ง นอน ใช้คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หรือพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้ออย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อป้องกันการป่วยด้วยโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังอย่างถาวร

การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ของคอเลสเตอรอล

พ.ย. 20

ข่าวดีสำหรับผู้ที่มี Cholesterol สูง

Dr. Malcolm Kendrick แพทย์ผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้ค้นคว้า “ความจริง” ของเรื่องคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วโลกในยุคนี้ และได้เขียนหนังสือ “The Great Cholesterol Con” อาจแปลเป็นไทยว่าการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ เรื่อง Cholesterol ซึ่งเป็น หนังสือกำลังขายดีอย่างเทน้ำเทท่าในอังกฤษ มูลนิธิจึงได้เรียบเรียง สรุป และนำเสนอเรื่องที่ทุกคนควรอ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ เลือกแนวทางดูแลสุขภาพของท่าน ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ มิได้มุ่งหวังจะโจมตีหรือขัดผลประโยชน์ใคร

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดร่างกายจะสร้าง Cholesterol ขึ้นมาในตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลา หากว่า Cholesterolเป็นสิ่งไม่ดีแล้วธรรมชาติจะสร้างขึ้นมาทำไม? เราควรคิดกลับไปหาธรรมชาติ ซึ่งควรเป็นคำตอบที่ถูกต้องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Cholesterol เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะมีผู้ต้องการสร้างภาพ Cholesterol ให้เป็นผู้ร้ายโดยใช้เงินมหาศาลพร้อมกับส่งเสริมให้กินน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวโดยมีบริษัทยาเริ่มให้ข่าวที่เหมือนเป็นการให้ความรู้มาก่อนว่า Cholesterol เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้า Total Cholesterolสูงเกิน 200 mg/dl (เดิม300และ250) ก็ควรกินยาลดไขมันในเลือด ซึ่งวงการแพทย์ส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงาม จากข้อมูล (Medical Journal) ที่บริษัทยาอยู่เบื้องหลังการทำวิจัยแบบลำเอียง เลือกกลุ่มข้อมูลบางส่วนที่จะเข้าทางบริษัทยาเท่านั้น แล้วทำการเผยแพร่ให้แพทย์และสาธารณะชนให้หลงหวาดกลัวโรคหัวใจ จึงยอมกินยาลดไขมันที่แพทย์แนะนำให้กิน

หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากอังกฤษ ซึ่งไม่ถูกครอบงำโดยบริษัทยา เหมือน FDA (Food & Drug Administration) ในอเมริกา ปกหน้าของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า “This book will change the way you think about heart disease forever” เพราะเราถูกล้างสมองให้เชื่อว่าโรคหัวใจเกิดจาก Cholesterol สูง ตอนหลังมีแพทย์หลายคนคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง เพราะ Cholesterol จะสูงหรือต่ำก็เป็นโรคหัวใจตายเท่ากัน

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ประชากรอายุยืนที่สุดและไม่โดนครอบงำโดยข้อมูลจากฝรั่งอเมริกัน ลองมาดูว่า คนญี่ปุ่นกินอย่างไร

จากข้อมูลจะเห็นว่า Total Calories ในปี 1958 ค่อนข้างสูง ถึง 2,837 แต่ในปี 1999 กลับลดลงมาเหลือแค่ 2,202 ลดลงจากอะไร ลองดูที่ Carbohydrate intake เดิม 84% ลดการบริโภคมาเหลือ 62% และเพิ่มโปรตีนจากเดิม 11% เป็น 18% แต่ดูอันสุดท้าย Fat intakeการบริโภคไขมัน) เพิ่มจาก 5% เป็น 20% กินน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 400% ทำให้ Total Cholesterol ของคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20% แต่ดูผลจากกราฟข้างล่าง

อัตราการตายลดลงถึง 6 เท่า โดยการลด Carbohydrate เพิ่ม Protein และ ไขมัน(ดี) ลองมาดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจเทียบกับระดับCholesterol ของประเทศอื่นๆกันบ้าง

1 mmol/1 = 38.46 mg/dl

จากกราฟ Average Cholesterol Levels ของขาว Aboriginals (คนพื้นเมืองในออสเตรเลีย) ต่ำที่สุด แต่กลับอัตรา การตายสูงที่สุด ในทางกลับกัน ระดับ Cholesterol ของ Switzerland สูงที่สุด แต่อัตราการตายกลับต่ำสุด
เมื่อเริ่มตระหนักว่าผลการวิจัยที่ว่า Cholesterol สูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น ไม่เป็นความจริง ตามที่บริษัทยาขู่เอาไว้ บริษัทยาเหล่านั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจว่าดู Total Cholesterol ไม่พอ ต้องดูละเอียดลงไปถึง LDL และ HDL โดยสร้างผู้ร้ายตัวใหม่ให้ LDL มีวิจัยตัวใหม่ชี้ว่า LDL เป็น Bad Cholesterol และ HDL เป็น Good Cholesterol แต่เชื่อหรือไม่ว่าแท้ที่จริง ทั้ง LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol ทั้งคู่!! หลอกกันได้ทั่วโลก!
LDL ย่อมาจาก Low-Density Lipoproteins
HDL ย่อมาจาก Hi-Density Lipoproteins “คุณแน่มากที่สามารถทำให้ทั้งแพทย์และประชาชนเชื่อว่า LDL และ HDL เป็น Cholesterol”
Lipoproteins คือ รูปแบบหนึ่งของไขมันผสมกับโปรตีน ที่สามารถละลายน้ำได้ และสามารถเคลื่อนตัวไปในกระแสเลือดได้ ส่วน Cholesterol คือ สารชีวเคมีอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถละลายในน้ำได้ มันจึงต้องเข้าไปแทรกตัวอยู่ข้างใน Lipoprotein เพื่อที่จะใช้เป็นพาหนะนำพา Cholesterol เข้าไปในกระแสเลือดและไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่ง Cholesterol เป็นสิ่งที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองประมาณ 90% และมีความจำเป็นต้องใช้อย่างมาก! ร่างกายจะทรุดโทรมอย่างรวดเร็วถ้า Cholesterol ต่ำกว่า 200 ดังนั้นความเชื่อที่บอกว่า Cholesterol สูงแล้วมีโอกาสตายด้วยโรคหัวใจ ไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม ถ้าคุณกินยาลดไขมันเพื่อให้ Cholesterol ต่ำกว่า 200 อาจทำให้คุณเป็นโรคหัวใจวายตายเฉียบพลันได้สูงกว่า 3 – 4 เท่าของคนที่ไขมันสูงกว่า 200 แต่ไม่ได้กินยา

ความจริงเกี่ยวกับ Cholesterol
Cholesterol (คอเลสเตอรอล) หรือที่บริษัทยาครอบงำให้เรียกกันทั่วไปว่า “ไขมันในเลือด” ถูกแบ่งประเภทเป็น Cholesterol ตัวดี (HDL) และ Cholesterol ตัวเลว (LDL) แต่รู้หรือไม่ว่า Cholesterol นั้น “ไม่ใช่ไขมัน” เพียงแต่เป็นสารที่คล้ายไขมัน คือมีคุณสมบัติไม่ละลายในน้ำ โครงสร้างทางโมเลกุลของสารที่เป็นไขมันหรือกรดไขมัน จะมีส่วนประกอบทางชีวเคมี (Biochemistry) คือ คาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ลองไปเช็คหนังสือชีวเคมีดูท่านจะรู้ว่า Cholesterol มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ไม่ใช่ไขมันแน่นอน แล้วใครล่ะที่เสี้ยมสอนให้วงการแพทย์เรียก Cholesterol ว่าไขมันในเลือด และเรียก HDL ว่า Cholesterol ตัวดี และ LDL ว่า Cholesterol ตัวเลว เพราะทั้ง HDL และ LDL ก็
ไม่ใช่ Cholesterol เด็ดขาด (โปรดดูภาพประกอบ)

รูปที่ 1 : ส่วนประกอบของ Lipoprotein

HDL มาจากคำว่า High Density Lipoprotein และ LDL มาจากคำว่า Low Density Lipoprotein, Lipoprotein เป็นสารประกอบระหว่างไขมัน (เช่น Triglyceride) และ Protein ซึ่งละลายในน้ำเลือดได้ แต่ Cholesterol ไม่สามารถละลายในน้ำเลือดได้ จึงจำเป็นต้องแทรกตัวใน Lipoprotein เข้าไปด้วยจึงไปกับกระแสเลือดได้ทำไมร่างกายถึงสร้าง Cholesterol ขึ้นมา ตับสร้าง Cholesterol ขึ้นมาประมาณ 90% มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับร่างกายเรา เพราะอวัยวะทุกส่วน ถูกสร้างขึ้นมาจาก Cholesterol ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนต่างๆ อันตรายอย่างยิ่งหากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำกว่า 200 เพราะจะทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องกินยาลดระดับ Cholesterol ในเลือด เพียงการหลงเชื่อว่า Cholesterol เป็นผู้ร้าย โดยไม่เข้าใจว่า เรา
กำลังเป็นเหยื่อของบริษัทยา

ที่มาของยาลด Cholesterol ชื่อ Statin
มาจากชื่อเต็มว่า Lovastatin เป็นยาเบื่อซึ่งใช้เบื่อสัตว์ แต่ภายหลังถูกค้นพบว่าเมื่อใช้ปริมาณน้อยๆ มีผลช่วยลด Total Cholesterol ได้ แต่คุณกำลังเริ่มสะสมสารพิษในร่างกายไปทีละนิดๆ

Lipoprotein คืออะไร
Lipoprotein หมายถึง Lipid (ไขมัน) ที่จับอยู่กับโปรตีนด้วยแรงดึงดูดทางกายภาพที่ไม่ใช่พันธะโควาเลนต์ ในน้ำเลือดหรือพลาสมา (Blood Plasma) จะมี Lipoprotein หลายชนิดทำหน้าที่ขนส่งลิปิดจากลำไส้เล็กไปยังตับ และจากตับไปยังแหล่งสะสมไขมันและเนื้อเยื่ออื่นๆ เพื่อที่จะนำไปเลี้ยงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย Lipoprotein แต่ละชนิดจะมีปริมาณ Lipid และ Protein แตกต่างกัน ทำให้มีความหนาแน่นต่างกัน สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามค่าความหนาแน่นคือ Chylomicron, Very Low Density Lipoprotein (VLDL) , Low Density

Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) แต่ละชนิดมีองค์ประกอบเป็น โปรตีน, Cholesterol, Phospholipid และ Triglyceride ดังแสดงในตารางและรูปที่ 2
องค์ประกอบหลักของ Lipoprotein ทั้ง 4 ชนิด

(ที่มา : http:///bcs.wiley.com/he-bcs/Books?action=index&itemId=0471661791&bcsId=2779)

รูปที่ 2 : Relative sizes of Lipoproteins

  • Chylomicron คือ โปรตีนแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
  • VLDL ก็คือ Lipoprotein ชนิดหนึ่ง
  • LDL ถูกเรียกผิดๆ ว่า Bad Cholesterol
  • HDL ซึ่งเป็น Lipoprotein ที่ขนาดเล็กที่สุด แต่ก็ถูกเรียกผิด ๆ ว่า Good Cholesterol

ทั้ง LDL และ HDL เมื่อดูตามโครงสร้างทางชีวโมเลกุลจะเห็นว่าไม่มีส่วนประกอบของ Cholesterol อยู่เลย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ Cholesterol แต่มันคือ Lipoprotein ข้อมูลอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับ LDL มีการเก็บข้อมูลของคนอินเดียและคนอเมริกันผิวขาวที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ดังตาราง
ข้างล่าง (จากหนังสือหน้า 121)
the figures from Asian Indians in the USA were as follows:

จากตาราง คนอินเดีย มีอัตราความอ้วน , ความดัน, LDL, สูบบุหรี่น้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาวมากมาย แต่อัตราการตายของคนอินเดียกลับสูงกว่ามากมายหลายเท่า และสาเหตุของการตายที่มีอัตราสูงที่สุดคือโรคหัวใจ ทำไมข้อมูลต่อไปนี้ไม่ถึงมือผู้บริโภค?

Journal of the American Medical Association in 1995 : (จากหนังสือหน้า 123) Our findings do not support the hypothesis that hyper cholesterolemia or low HDL – C are important risk factors for all cause mortality, coronary heart disease mortality, or hospitalization for my ocardial infarction or unstable angina in this cohort of persons older than 70 years.

สรุป สมาคมแพทย์อเมริกาแถลงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ว่า สมมุติฐานที่ว่า Cholesterol สูง และ HDL ต่ำ เป็นเรื่องที่น่ากลัว เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหัวใจวายนั้น ไม่เป็นความจริง , ทำไมเมืองไทยทั้งประเทศไม่มีใครรู้หรือสนใจ แต่สนใจที่จะทำตามข้อมูลที่บริษัทยาให้มากกว่าเพราะอะไร?
Journal of the American Geriatric Society in 1991 : Elevated total cholesterol was not found to be associated with CHD mortality in older men.

National Centre for Health Statistics : Although coronary heart disease remains a leading cause of death and disability in old age, the relationship of serum cholesterol level to risk of coronary heart disease in old age is controversial. Data for 2,388 white person aged 65 – 74 … were examined to determine the relationship of serum cholesterol level to coronary heart disease incidence… there was no overall relationship between serum cholesterol level and coronary heart disease risk in either
men or women…
สรุป ข้อมูลจากสถาบันต่างๆ ที่น่าเชื่อถือประกาศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ว่า ถึงแม้โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตาย และ ความพิการสำหรับผู้สูงอายุแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ระดับ Cholesterol กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน…..ทำไมเราไม่เคยได้ยิน?
ทำไมข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ได้รับการเผยแพร่?? พฤติกรรมของบริษัทยา บริษัท Rosuvastation (Crestor) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาขนาดเล็ก ใช้เงินในการส่งเสริมการขายยากลุ่ม Statin ในปีแรกสูงถึง 1 พันล้านเหรียญ ยังไม่รวมอีก 6 บริษัทที่ใหญ่กว่ามากได้ส่งเสริมการขายไปก่อนแล้วแต่ไม่เปิดเผยถึงงบประมาณนี้ บริษัทยาจะเซ็นสัญญากับนักวิจัยว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล โดยจะเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่มีผลประโยชน์กับบริษัท
เท่านั้นและจ่ายเงินให้นักหนังสือพิมพ์เพื่อไปเขียนเชียร์ผลิตภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติ แล้วให้ข้อมูลการวิจัยซึ่งมีสถาบันที่ดูน่าเชื่อถือรับรองผล ให้กับหมอโดยตรง ครอบงำ FDA เมื่อ FDA จะยอมรับยาอะไรก็ต้องผ่านการทดสอบในวิธีการที่ต้องใช้ทุนสูงมาก ตามแนวทางที่บริษัทยาตั้งไว้ แล้วประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ ด้วยกระบวนการและวิธีต่างๆ ที่ได้กล่าวมาและพยายามผลักดันให้
ข้อมูลผลการวิจัยของบริษัทยาแทรกซึมเข้าไปในหลักสูตรการแพทย์
ผลเสียของ Statin (ตัวยาที่ใช้ในยาลดCholesterol)
– ทำให้ปวดกล้ามเนื้อ
– เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย
– ในอเมริกามีผู้เสียชีวิตโดยตรงกับการใช้ยานี้ไปแล้ว 416 คน (เก็บข้อมูล 6 ปี)
– มีพิษทำลายระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ มึนงง เวียนหัว
ข้อมูลที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นผลเสีย
– มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
– มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ได้กินยานี้ถึง 3 เท่า
– มีโอกาสเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 27%
Statin ปัจจุบันเป็นยาอันดับ 1 ที่สร้างผลกำไรมหาศาลให้กับบริษัทยาทั่วโลก (ยกเว้นบริษัท Bayer ของเยอรมัน ที่มีจรรยาบรรณและได้ถอนตัวออกจากตลาดไปเมื่อปี 2001 เนื่องจากติดตามผล แล้วพบว่ามีผู้เสียชีวิตโดยตรงจากการใช้ยานี้ถึง 40 คน) ลองย้อนกลับไปดูชีวิตมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อนางกายของเราถูกสร้างมาให้ทำอะไร กินอะไร และใช้ชีวิตยังไง ถ้าหากเราใช้ชีวิตถูกต้องตามที่ธรรมชาติออกแบบมา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกินยา
สรุป
LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol และ Cholesterol เองก็ไม่ใช่ไขมัน เป็นความเข้าใจผิดหรือถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ที่ไปเรียก LDL ว่า “Bad Cholesterol” และเรียก HDL ว่า “Good Cholesterol” และระดับ Cholesterol ที่สูงไปบ้างก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากระดับ Cholesterol ในเลือดต่ำร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองและสร้างฮอร์โมนได้ทัน อันเป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ
ทิ้งท้าย เริ่มมีกระแสที่ถือว่าทันสมัยที่ว่าดู LDL อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูให้ละเอียดไปถึง VLDL บางท่านก็บอกว่ามันเล็กกว่า LDL ตรวจยาก! โปรดดูรูปที่ 2 ท่านจะเข้าใจว่า “โดนบริษัทยาหลอกอีกแล้ว!”

ที่มา : หนังสือ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick ISBN 978-1-84454-610-7
ถ้า Cholesterol ไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง แล้วอะไรเป็นสาเหตุของโรคหัวใจที่แท้จริง?
อันดับ 1 คือ ความเครียด

ความเร่งรีบ ความโกรธ ความตื่นเต้น การแข่งขัน ความกดดัน ตลอดจน ความเครียดจากการสูญเสียคู่ชีวิต การน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นต้น
ความเครียดทำให้ร่างกายขับฮอร์โมนร้ายออกมาเป็นชุด เช่น ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง เป็นต้น

ตัวอย่างในวันชิงแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาประเทศผู้แพ้ อัตราการตายด้วยโรคหัวใจวายสูงขึ้นกว่าวันธรรมดาหลายเท่า ตรงกันข้าม ฝ่ายประเทศที่ชนะการตายด้วยโรคหัวใจวายคืนนั้นน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นท่านผู้เป็นแฟนฟุตบอล แฟนมวย พึงมีสติ ระวังคอยควบคุมอารมณ์ตื่นเต้นให้ดีในการเชียร์กีฬา ท่านคงมีคำถามในใจว่า ทำไมชาว Aborigin คนพื้นเมืองดั้งเดิมในออสเตรเลียซึ่งมีระดับ LDL ต่ำมาก แต่ทำไมถึงมีอัตราด้วยโรคหัวใจสูงกว่าฝรั่งออสเตรเลียนมากมาย คำตอบคือชาว Aborigin มีความเครียดอย่างมาก จากการถูกกดขี่ ข่มเหง ดูถูกจากพวกฝรั่งมาช้านาน พวกนี้เครียดมากเข้าก็หันไปกินเหล้า ก็ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก ทำนองเดียวกันชาวอินเดียที่อยู่ในอเมริกา ทั้งที่กินมังสวิรัติกันเป็นส่วนใหญ่ กินเหล้า สูบบุหรี่ ก็น้อยกว่าฝรั่งอเมริกันมาก LDL ก็ต่ำกว่ามากมาย แต่หัวใจวายสูงกว่าฝรั่งหลายเท่า เพราะชาวอินเดียในอเมริกาไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ถูกตั้งข้อรังเกียจ กีดกัน มีความเครียดสูงมาก จะเห็นได้ว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีความเครียดมากกว่าอยู่ในชนบทมาก สังเกตดูอัตราการตายด้วยโรคหัวใจและมะเร็งสูงกว่าคนต่างจังหวัดอย่างชัดเจน แน่ละครับปัจจัยอื่น ๆ มีผลด้วยเช่น อากาสเสีย มลพิษต่าง ๆ ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น แต่ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญแน่นอน
อันดับ 2 คือ การอักเสบของผนังหลอดเลือด
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้หลอดเลือดอักเสบคือ การที่มีเชื้อแบคทีเรียหลุดเข้าไปในการแสโลหิต โดยเริ่มจากเหงือกหรือฟันอักเสบ แบคทีเรียจะหลุดเข้าไปทางเส้นเลือดผ่านที่เหงือก เมื่อเจอจุดอ่อนที่ใดจะเข้าจู่โจมจนผนังหลอดเลือดเริ่มอักเสบ คล้ายบาดแผลขนาดจิ๋ว LDL มีหน้าที่ตามธรรมชาติ เสมือนปูนฉาบที่เข้าซ่อมผนังกำแพงที่เริ่มร้าว เมื่อ LDL เข้าไปปิดแผลก็มีเกิดรอยนูนขึ้นเล็กน้อยในหลอดเลือด ก็เป็นจุดที่มักมีโลหะหนักและแคลเซียมเข้ามาเกาะสมทบ หากการอักเสบยังเกิดขึ้นซ้ำที่บ่อย การพอกดังกล่าวก็จะหนาขึ้นจนอุดตัน ยิ่งเกิดความเครียดขึ้น การจับตัวของเกล็ดเลือดในจุดเหล่านี้ ก็จะอันตรายยิ่งขึ้น มีข้อสังเกตจากผู้ที่ไม่ใช่บริษัทยาว่าประมาณ 50% ของผู้ที่หัวใจวาย มีระดับ LDL ต่ำ การอักเสบของหลอดเลือดน่าเป็นสาเหตุสำคัญของเส้นเลือดอุดตัน การทำ Oil Pulling ด้วยการอมน้ำมันมะพร้าว แล้วใช้ปากบังคับให้น้ำมันมะพร้าวผ่านซอกฟันไปมา 20 นาที Lauric Acid ในน้ำมันมะพร้าวจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในซอกฟันและเหงือก หากทำก่อนนอนและเมื่อตอนตื่นนอน จะรู้สึกด้วยตนเองว่าปากสะอาดกว่าวิธีใดๆ และอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจจากสาเหตุหลอดเลือดอักเสบได้ถึง 50% คุ้มยิ่งกว่าวิธีใดๆ เพราะเป็นการป้องกัน ไม่ใช่วิธีเป็นแล้วค่อยมาแก้ไข
อันดับ 3 ไตรกลีเซอไรด์สูง
Triglyceride เป็นไขมันในเลือดตัวจริงแต่บริษัทยาไม่พูดถึงนัก เพราะยา Statin แทบไม่มีผลในการลด Triglyceride สาเหตุที่สำคัญคนไทยมี Triglyceride สูงขึ้นกว่าในอดีตมาก เพราะปัจจุบันคนไทยกินน้ำตาลสูงขึ้นมากจนไม่น่าเชื่อ ตัวเลขคือ 36 กก. ต่อคนต่อปี เพิ่มจากปี 2554 33 กก.ต่อคนต่อปี (ที่มา บ.เนสเล่ ประเทศไทย) ตัวเลขนี้หมายถึงรวมน้ำตาลที่มากับน้ำอัดลม กาแฟ น้ำชา น้ำผลไม้ นม อาหารหวาน คาว ทั้งหลาย ที่น่ากลัวคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารตะวันตก เช่น น้ำอัดลม ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ ขนมขยะทั้งหลาย อาหารที่มาจากแป้งขาว แม้แต่ข้าว
ขาวหรือผลไม้หวานจัด ก็เป็นสาเหตุให้ Triglyceride สูงขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจวาย การลดการกินน้ำตาลและอาหารทำจากแป้งขัด ข้าวเจ้า ซึ่งผิดธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ นอกจากจะเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดอุดตันแล้ว ยังมีส่วนทำให้เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงอีกด้วย น้ำตาลคือฆาตกรเงียบ นอกจากเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกายในระยะเวลายาวแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคเสพติดของหวาน ถ้าขาดหวานจะหงุดหงิด ก้าวร้าว จะเห็นได้ว่าเด็กในยุคนี้จะมีอาการก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ ตาม อัตราการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ไม่หยุดยั้ง
คนไทยโบราณเขารู้เรื่องนี้มานานแล้วครับ ไปถามผู้เฒ่าดูสิครับ จะทำให้หมาดุทำอย่างไร ? คำตอบส่วนมาก ก็รู้กันอยู่แล้วคือ เอาน้ำตาลคลุกข้าวให้มันกินเดือนเดียวมันก็ดุแล้ว แล้วลูกหลานคุณล่ะ? การขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ Triglyceride สูง ซึ่งคนเมืองหลวงขาดกันมาก
อันดับ 4 กินไขมันไม่อิ่มตัวที่ผ่านขบวนการผลิตแบบใช้ความร้อนและเคมี
50 ปีที่ผ่านมา พวกเราโดนล้างสมองให้เชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันหมูที่เราเคยใช้ในอดีตมายาวนานไม่ดี เพราะมีไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) สูง โดยเฉพาะวงการแพทย์จะมีข้อมูลให้คนไข้ว่าอย่ากินอาหารที่ทำจากกะทิ น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหมู เพราะ “ มี Cholestorol สูง” ทั้ง ๆ ที่น้ำมันมะพร้าวหรือกะทิไม่มีคอเลสตอรอลเลย แต่นำเรื่องไขมันอิ่มตัวและคอเลสตอรอลมาปนกันจนคนไขว่เขว ผลปรากฏว่า 50 ปีที่ผ่านมา ทั้งโรคหัวใจและมะเร็งของคนไทยพุ่งพรวด ๆ เป็นอัตราการตายลำดับ 1 และ 2 และไม่มีแนวโน้มว่าจะลด ชาวเกาะที่กินกะทิ กินน้ำมันมะพร้าวมาตลอด การเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งต่ำมาก เหมือนคนไทยในอดีต น้ำมันพืชที่ขาย ๆ อยู่ในเมืองไทยปัจจุบันเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ ไม่ดีหรือ? ดีครับ ถ้าเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวแบบบีบเย็น เก็บในขวดสีชา แช่เย็นทันทีเมื่อเปิดขวดแล้วใช้ไม่หมด ข้อมูลที่เขาทำจาก การวิจัยมาโฆษณานั้นดีจริงครับ แต่เวลาเขาผลิตมาขายมันคนละตัวกัน หลอกให้เชื่อแล้วก็เชือดสุขภาพของพวกเรา มา 50 ปีแล้วครับ
น้ำมันพืชขวดสีเหลือง ๆ ที่ขายกันทั่วไป เป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมที่ผ่านความร้อนประมาณ 220°c ซึ่งน้ำมันไม่อิ่มตัวไวมากต่อการทำปฎิกริยากับออกซิเยนในอากาศ ถึงไม่โดนความร้อนแค่ 20 นาทีที่ทิ้งไว้ในอากาศก็เสื่อมแล้ว แต่เขาผ่านความร้อน 220°c ทำให้เปลี่ยนสภาพเป็น Transfat ซึ่งอยู่ตัวเก็บไว้ได้นานไม่เหม็นหืนง่าย แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค นอกจากนั้นการสกัดน้ำมันยังใช้สารเคมีเข้าช่วย เพื่อให้การสกัดมีประสิทธิภาพสูง น้ำมันพวกนี้จึงมีสารเคมีตกค้างอยู่ด้วย แต่เขาอ้างว่าอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย ! น้ำมันเมื่ออยู่ในขวด Plastic นาน ๆ ก็ย่อมละลายสารก่อมะเร็งเข้าไปอยู่ในตัวน้ำมันที่เราจะนำไปบริโภค น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (Cold Presed Coconut Oil) หรือ Virgin Coconut Oil (VCO) ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เขายอมรับกันแล้วว่าเป็นน้ำมันปรุงอาหารที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดที่เหมือนในน้ำนมมารดาเป็นธรรมชาติที่สุดมี Lauric Acid ที่เป็นภูมิต้านทานให้ร่างกายเหมือนนมแม่ โดนความร้อนก็มีโทษน้อย กว่าน้ำมันชนิดใด ๆ ในโลก เช่น น้ำมันมะกอก ซึ่งดีมากถ้าใช้ทำสลัดคือ ไม่โดนความร้อน แต่ถ้าไปผัด ไปทอด
กลายเป็นพิษทันทีจากไขมันไม่อิ่มตัวที่กลายเป็น Transfat
สาเหตุของโรคหัวใจวายคงมีเรื่องอื่นๆที่หลายท่านจะพูดถึง เช่น ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม แต่ความเครียดและอาหารที่คนไทยเราเปลี่ยนไปในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เป็นสองเรื่องใหญ่ที่ฝรั่งเข้ามาสอนให้คนของเราละโมบ อยากรวยโดยคิดว่ารวยแล้วจะได้มีความสุข ผลปรากฏว่า เครียดๆๆ ขึ้นโดยลำดับ โรคหัวใจที่ 60 ปีที่แล้ว คนไทยตายด้วยโรคนี้น้อยมาก กลายเป็นโรคที่ตายอันดับสองตกลงมาจากอันดับหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่มานี้เอง ถูกโรคมะเร็งแซงเป็นอันดับหนึ่งเพราะอัตราการเป็นมะเร็งของคนไทย เพิ่มขึ้น 100 เท่า (10,000%) ในช่วง 60 ปีที่ผ่าน
มา ด้วยเหตุเรากินอาหารและรักษาโรคด้วยยาเคมี ตามแนวฝรั่ง ทิ้งอาหารไทย แพทย์ไทย เลยตายทันสมัยเหมือนฝรั่งเปี๊ยบเลยครับ

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจโฟม !!!

พ.ย. 17

อาหาร ตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ทำให้

  1. สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย
  2. หงุดหงิดง่าย
  3. มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  4. เป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด

ผู้ชาย – มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ผู้หญิง – มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

ทั้ง 2 เพศ – มีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สารสไตรีนถือเป็น สารอันตรายที่สหรัฐเพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง

หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาส

  1. สมองเสื่อมเป็นเอ๋อ
  2. อวัยวะบางส่วนพิการ

ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัย ได้แก่

  1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
  2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
  3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นานๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
  4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก
  5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมากๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

อาหารตามสั่ง หรือข้าวราดแกงที่มักมาคู่กับไข่ดาว หรือไข่เจียวร้อนๆ ขอเตือนว่า ไข่ดังกล่าวจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย

ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

มนุษย์ ข้าวกล่องอย่ามัวซื้อความสะดวกสบาย จนลืมใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ถ้ายอมให้ร่างกายเริ่มสะสมสไตรีนตั้งแต่วันนี้ รับรองวันหน้าหนีไม่พ้นมะเร็งตัวร้ายเป็นแน่

สำหรับคนที่รักสุขภาพเลือกรับประทานผักปลอดสารพิษ แต่ตักใส่กล่องโฟมคุณค่าอาหารก็ไม่มีเหลือเช่นกันดังนั้นเลี่ยงกล่องโฟมเป็น ดีที่สุด

 

หอมหัวใหญ่ ละลายลิ่มเลือด

พ.ย. 17

ช่วยละลายลิ่มเลือด ลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ป้องกันและยับยั้งการเจริญ

เติบโตของเซลล์มะเร็ง เพิ่มไขมันในเลือดชนิดดี (HDL)

A Sound Mind in A Sound Body …. จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ …โดย จอห์น ล็อก

การรักษาเล็บขบ

นักวิทยาศาตร์จากมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ในแคลิฟอร์เนีย ค้นพบวิธีแก้เล็บขบดังนี้

เกลือ 1 ช้อนชา ผสมน้ำ ทำให้อุ่นมากที่สุด เท่าที่เท้าของคุณจะทนได้ แช่ไว้ประมาณ 20 นาที วันละ 2ครั้ง สามารถแก้การบวมอักเสบ และความเจ็บปวดจะบรรเทาภายในเวลา 4 วัน

 

สุดยอดอาหาร…เสริมพลังเซ็กซ์ให้ซู่ซ่า

พ.ย. 17

……..อย่า มัวแต่กินๆๆ ตักเข้าปากอย่างเดียวนะสาวเรา รู้รึเปล่า..ผักและผลไม้บางอย่างมันมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความต้อง การทางเพศได้ดีเทียบเท่ากับไวอากร้า!

รู้อย่างนี้แล้ว รีบเปิดตู้เย็นหาอาหารเสริมพลังเซ็กซ์ทันที แต่หากมีแต่วิญญาณผักผลไม้ งั้นจะช้าอยู่ใย…รีบไปตลาดหาซื้อด่วน อย่าได้ช้าที ให้ไว!

หอยนางรมสด
เป็น ที่ทราบกันอยู่นานนมแล้วว่า ทานหอยนางรมแล้วจะคึกเป็นม้าพยศ เพราะอะไรรึ! หอยนางรมมีธาตุสังกะสี ที่เพิ่มจำนวนสเปิร์มและฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) อ้อ! แถมหอยนางรมตัวขาวๆ ยังมีสารโดพามิน (Dopamine) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการมีเซ็กซ์อีกด้วยแน่ะ

หอยนางรมมีสารประกอบสำคัญ คือ เทารีน (Taurine ) ซึ่ง ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท มีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนเพศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย

ทอรีนจะมีธาตุสังกะสี (Zinc) เป็น ตัวส่งเสริมการออกฤทธิ์ให้ได้ผลดียิ่งดีขึ้น ซึ่งเราจะพบ Zinc ได้มากในหอยนางรม ดังนั้น หอยนางรมสามารถนำมาเป็น อาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพหรือสมรรถภาพทางเพศได้อย่างดีอีกด้วย

เซเลรี่

เซเลรี่ (Celery) คือ ขึ้นฉ่ายชนิดหนึ่งเหมือนกับเมืองไทยบ้านเรา จะแตกต่างก็แค่เป็นพืชผักจากเมืองหนาวหรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นผักสัญชาติฝรั่งนั่นเองผักตระกูลคึ่นช่ายแบบนี้ แม้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมหรือรู้จักของคนไทยเท่าไหร่ แต่สรรพคุณกลับไม่น่ามองข้าม

เพราะเซเลรี่มีสาร แอนโดรสเตอโรน (Androsterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นอารมณ์ทำให้ทั้งชายและหญิงที่ได้ลิ้มลองรสชาติของเซเลรี่ เคลิบเคลิ้มซู้ฃ่ซ่า เซ็กซ์สะเด่าได้ตามๆ กัน

กล้วย

ประกอบไปด้วยเอนไซน์ Bromelain ที่เชื่อว่าสามารถเพิ่มสัญชาติญาณทางเพศให้ผู้ชายได้ นอกจากนั้นกล้วยผลยาวๆ นี้ยังมีโซเดียม (Sodium) และ วิตามินบีรวม ที่เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ส่วนจะทานกล้วยอย่างไรให้เร้าใจ คงไม่ต้องแนะ เพราะผู้หญิงมักเรียนรู้วิธีการทานกล้วยให้ยั่วยวนได้ง่ายๆ ฮิฮิ

กระเทียม

แม้กลิ่นจะทำร้ายบรรยากาศสวยๆ ของคุณ แต่ประสิทธิภาพของกระเทียมที่มีสารอัลลีซิน (Allicin) ที่ช่วยเพิ่มความดันเลือดให้สูบฉีด เพิ่มความต้องการทางเพศ สำหรับใครที่ไม่ชอบกลิ่นกระเทียมสามารถเลือกทานแบบแคปซูลแทนได้นิ

ไข่

ไข่มีวิตามินสูง ทั้งบี 5 และบี 6 ที่ช่วยปรับระดับของฮอร์โมนและลดความเครียด ซึ่งทั้งสองนี้มีผลต่อความต้องการทางเพศ อยากเปลี่ยนรสชาติการบำรุงด้วยไข่ดิบ ลองเปลี่ยนมาลิ้มรสไข่ปลาคาเวียร์ จิบกับแชมเปญ คงเพิ่มสีสันเร่าร้อนกับกิจกรรมบนเตียงของคุณน่าดู!

อัลมอนต์ หรือเมล็ดถั่วต่างๆ
เมล็ด มหัศจรรย์เหล่านี้มีสารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนให้กับผู้ชาย และกลิ่นหอมของมันยังช่วยเพิ่มความเสน่หาให้คุณทั้งสองได้ด้วย ดินเนอร์มื้อนี้อย่าลืมเทียนหอมกลิ่นอัลมอนต์เพิ่มบรรยากาศ พร้อมไอศครีมผสมอัลมอนต์ปิดท้ายซักถ้วย

อโวคาโด

ผลไม้รูปร่างประหลาดมีส่วนผสมของกรดโฟลิค (Folic Acid) ที่ ช่วยระบบเผาผลาญโปรตีน ช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 6 และโปแตสเซี่ยม ที่ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศให้ทั้งชายและหญิง วิธีทานอโวคาโด ง่ายๆ แค่ผ่าครึ่งผลแล้วตักเนื้อในด้วยมือของคุณเอง แล้วให้หญิงสาวของคุณขบกินเบาๆ

ช็อกโกแลต

ของว่างสุดโปรดของสาวๆ ที่มีสาร Theobromine คล้ายคาเฟอีน และ Phenylethylamine สารเคมีที่เชื่อว่าเมื่อทานแล้วสามารถผลิตความรู้สึกว่า “รัก” ให้ผู้ที่ทานได้ นอกจากนั้นช็อคโกแลตยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Anti-oxidants) ที่ช่วยป้องกันโรคและดีต่อสุขภาพโดยรวม

ชีส

ชีส (Chees) มีส่วนผสมของ Phenylethylamine มากกว่าช็อกโกแลต มันเป็นสารเคมีที่ทำให้คุณสาวๆ รู้สึกอารมณ์ดีเวลากินชอกโกแลตนั่นเอง ฉะนั้นลองสั่งชีสมากินหลังอาหารค่ำเพื่อสร้างความคึกคัก

แต่หากคุณยังคงชอบทานช็อกโกแลต มากกว่า ลองเลือกแบบไม่ผสมนม เพราะมันจะมีส่วนผสมของโกโก้มากกว่า จึงมีสารเคมีที่ทำให้รู้สึกดีมากกว่าด้วยนะจ๊ะ ^^

มะม่วง, พีช, สตรอเบอร์รี่

อะไรจะหวานฉ่ำเท่ากับกัดกินผล ไม้เหล่านี้ ผลไม้เหล่านี้มีรูปร่าง ความฉ่ำที่เพิ่มอารมณ์ปรารถนาและยังมีวิตามินซีเพิ่มความสวยใสให้ผิวด้วย ลองชโลมน้ำผลไม้เหล่านี้ลงบนร่างกายคู่รักของคุณ แล้วเช็ดมันออกด้วยริมฝีปากบางเฉียบของคุณ หรือหั่นผลไม้เหล่านี้เป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ป้อนคุณแฟนสาวเจ้าตอนที่เธอกำลังทำท่าออรัลเซ็กซ์ก็เข้าท่ามิใช่น้อย!

โรงพยาบาลธรรมชาติ

พ.ย. 17

1. ไขมันในเลือดสูง

แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

2. ปวดหัว

ให้หาผักคะน้าหรือ ปวยเล้ง (แมกนีเซียม)

กินวันละ 5 ขีดและกินปลาทูอีกวันละ 2 ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบ ได้)หรือจะชง โกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

3. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย

ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้

4. ภูมิแพ้

แค่กินฝรั่งวันละ 5 ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ 1กำมือ(สังกะสี)

5. แพ้ฝุ่น ละออง ไรฝุ่น

หาโยเกิร์ตแบบรส ธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน

6. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง

กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่หอมแดง ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

7. ไขข้อ อักเสบ

หาปลา เนื้อมันกินวันละ 2 ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลา กระป๋อง

8. กระเพาะ ปัสสาวะอักเสบบ่อย

ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ 3 มื้อ

มะนาวกระเทียม ลดไขมันในเลือด

พ.ย. 17

1. มะนาว 50 ลูก
2. กระเทียม 1 ก.ก.
ถ้าจะลองทำน้อยหน่อย ก็ลดลงตามส่วน เช่น มะนาว 25 ลูกกระเทียม 1/2 ก.ก.
วิธีทำ
1. ปลอกเปลือกกระเทียม
2. คั้นน้ำมะนาว (ผ้าขาวบางกรอง หรือเอากระชอนมากรอง)
3. นำมาปั่นรวมกัน เสร็จแล้วเก็บใส่โหลแก้ว ทิ้งไว้สักสองอาทิตย์
4. ไม่ต้องแช่ตู้เย็น
วิธีกิน
กินวันละ 1 ช้อนโต๊ะ (ทานมากกว่านี้ก็ได้ครับ) ทานระหว่างวันหรือก่อนนอนก็ได้ กินเสร็จควรแปรงฟัน เพราะกลิ่นจะแรงมาก หลังทานจะรู้สึกร้อน บริเวณทางเดินอาหารตรงหน้าอก

สรรพคุณ
ลดไขมันในเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดสะอาด เส้นเลือดแข็งแรง ฯลฯ

หมายเหตุ
ทำเสร็จแรกๆ สีจะเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม สวยน่ารับประทาน พอทานไปเรื่อย ๆ จะเริ่มออกเหลืองเข้มขึ้น ไม่เป็นไรไม่เสีย ทานไปเรื่อย ๆ พอใกล้หมดก็ทำใหม่จะได้ทานต่อเนื่อง
กระเทียมที่นำมาทำถ้ามีแผล หรือมีจุดเขียว ๆให้ตัดทิ้งให้หมด เพราะถ้าไม่ตัดทิ้งจะทำให้ กระเทียมมะนาวที่ทำเสีย แล้วจะออกสีเขียว ๆ ทานไม่ได้

น้ำอุ่นและหัวใจ

พ.ย. 17

ควรอาบน้ำอุ่นในตอนค่ำและห้ามอาบน้ำหลังสามทุ่ม ที่สำคัญอาบน้ำก่อนทานอาหารให้เป็นประจำ เพราะระบบการย่อยและหัวใจ มันสัมพันธ์กันตามหลักนาฬิกาชิวิต หยิน หยาง และพระสุตรรณกรรมสูตร

คนจีนและคนญี่ปุ่นจะดื่มชาร้อนกับอาหาร ไม่ดื่มน้ำเย็น และตอนนี้คงถึงเวลาแล้วที่เราจะนำ นิสัยการดื่ม แบบนี้มาใช้เวลาเรากิน

บทความนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มน้ำเย็น มันรู้สึกดีที่ได้ดื่มน้ำเย็นๆซักแก้วนึงหลังอาหาร แต่น้ำเย็นจะทำ ให้ไขมันจากอาหารที่เรากินเข้าไปจับตัวกันและมันก็ทำให้การย่อยช้าลงด้วย เมื่อกากไขมันเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวและถูกดูดซึมโดย ลำไส้ และในไม่ช้า มันจะกลายเป็นไขมันซึ่งส่งผลให้เกิด มะเร็งได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดถ้าเราดื่มซุบร้อนๆ หรือ น้ำอุ่นหลังอาหาร อาการสามัญของหัวใจวาย

 

หมายเหตุ ที่สำคัญของหัวใจวาย – คุณควรรู้ว่าไม่ทั้งหมด ของอาการหัวใจวายนั้นจะเป็น การเจ็บที่แขนซ้าย ระวัง การปวดที่รุนแรงของแนวกรามด้วย คุณอาจจะไม่มี อาการเจ็บหน้าอก เป็นอันดับแรก ระหว่างการเป็นหัวใจวาย อาการคลื่นไส้และเหงื่อออกอย่างมาก ก็เป็นอาการสามัญ 60% ของผู้ที่มีอาการหัวใจวาย

 

ขณะนอนหลับจะไม่ตื่นเลย อาการปวดที่กรามสามารถปลุกคุณ จากการนอนได้ จงระวังและตระหนักไว้ ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เราจะมีชีวิตรอดเท่านั้น

ท้องอืดและปวดท้อง

พ.ย. 17

นำขิงสด 30 กรัม ชงในน้ำเดือด 500 มิลลิกรัม แช่ไว้ 1 ชั่วโมง แล้วกรองดื่มครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ แก้ท้องอืดและปวดท้อง

นำตะไคร้แก่สดๆ ทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (50-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ แก้อาการแน่นจุกเสียด

ชงชากะเพรา โดยต้มใบกะเพราและยอดสด 1 กำมือ ประมาณ 25 กรัม ในน้ำเปล่า 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำ เพื่อช่วยบำรุงธาตุ ขับลม ลดอาการจุกเสียด ชากะเพรานี้เหมาะสำหรับขับลมในเด็ก

อาหารรสขมช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมาทำงานได้ดี ลองกินมะกอก หรือชาสมุนไพรรสขมก่อนอาหาร ก็จะไม่มีอาการอึดอัดแน่นท้องตามมา

ผักผลไม้อย่างมะละกอ แอปเปิล ผักชีลาว มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร ส่วน กะหล่ำปลี แครอต พาร์สลีย์ และน้ำมันมะกอกชนิดพิเศษ ก็มีสรรพคุณเป็นยาลดกรด ลดการระคายเคือง ควรกินผักผลไม้เหล่านี้พร้อมอาหาร เพื่อช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพดีขึ้น

เดิน

พ.ย. 17

วารสารการแพทย์ “พีแอลโอเอส เมดิซีน” เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก ได้ เอามาแนะนำว่า ให้คนเราออกกำลังด้วยการเดินเร็วสัปดาห์ละ 2.5-5 ชม. หากมีเวลาน้อยกว่าก็ควรทำให้หนักขึ้น ผู้ปฏิบัติตามโดยครบถ้วนจะช่วยให้ มีอายุยืนยาวเฉลี่ยแล้ว 3-4 ปี และแม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติได้แค่ครึ่งก็ยังได้ประโยชน์ อายุจะยืนยาวเฉลี่ยแล้วได้อีก 1.8 ปี

รายงานผลการศึกษายังกล่าวว่า การออกกำลังนับเป็นปัจจัยใหญ่ยิ่งกว่า อะไรทั้งหมด เพราะคนที่น้ำหนักตัวปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลัง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนอ้วนแต่ออกกำลังมากเฉลี่ยแล้วแค่ 3.1 ปี เท่านั้น

รายงานยังได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มักคิดว่าหาเวลาทำไม่ค่อยได้ ให้คิดเสียใหม่ว่าการออกกำลังเป็นการลงทุนที่มีกำไรงามที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะแต่ละปีจะมี เวลาทั้งหมดเกือบ 9,000 ชม. แต่ใช้เวลาเพียงอาทิตย์ละ 5 ชม. หรือปีหนึ่งก็รวมเป็น 260 ชม. จะได้กำไรยืดอายุยืนยาวออกไปได้อีกถึง 30,000 ชม.ไม่เชื่อก็ลองทำเลขในใจดูตอนเดินอยู่ก็ได้

สรุป จากการค้นคว้าจากผู้คนทั้งอ้วนและผอมจำนวนเกิน 650,000 คนให้ความรู้ว่าหากลงทุนออกกำลังเพียงปีละ 260 ชั่วโมง จะได้กำไร ทำให้อายุยืนมากขึ้นอีก ถึง 30,000 ชั่วโมง

รายงานผลการศึกษายังกล่าวว่า การออกกำลังนับเป็นปัจจัยใหญ่ยิ่งกว่า อะไรทั้งหมด เพราะคนที่น้ำหนักตัวปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลัง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนอ้วนแต่ออกกำลังมากเฉลี่ยแล้วแค่ 3.1 ปี เท่านั้น

กินยาควรน้ำเย็นเท่านั้น

พ.ย. 17

คนมีอาการป่วยมากขึ้นจากการกินยาเม็ดแคปซูลกับน้ำอุ่น โดยที่ไม่รู้ว่ายาจะถึงกระเพาะก่อนที่จะละลายหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าคุณควรจะกินยาแบบไหนดี ยาเม็ดสามารถละลายด้วยน้ำเย็น หลังจากกลืน คุณควรดื่มน้ำตามมากๆ ควรทานยาก่อนนอน 30 นาที ไม่ควรทานยาแล้วนอนเลย เพราะยาอาจะลงไม่ถึงในกระเพาะ

ตัวอย่าง:

ผู้ชายคนหนึ่งทานยา แอนตี้ไบโอติคส์ และดื่มน้ำน้อยเกินไปยาจึงลงไปไม่ถึงกระเพาะ ยาค้างอยู่ที่หลอดอาหารและเป็นเหตุให้หลอดอาหารอักเสบ 6 วันผ่านไป …. ชายคนนั้นกินได้แค่นมเย็นกับอาหารเหลว และต้องเข้านอนในโรงพยาบาลอีก 5 วัน แพทย์เตือนว่าอาการอาจจะแย่ลงและอาจมีอาการข้างเคียง สุดท้ายเกิดอาการไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิต หลังเข้าโรงพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์

เพราะฉะนั้นต้องระวัง !!

เมื่อกินยาเม็ดหรือแคปซูลอย่าดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน น้ำผลไม้หรือน้ำหวานทุกชนิดตามยาลงไป ทางที่ดีควรดื่มน้ำเย็นเท่านั้น ถ้าคุณรู้สึกกระหายในลำคอหลังจากทานยาให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรยืนหรือนั่งตัวตรงๆ

**จำไว้ว่า .. เมื่อทานยาแล้วอย่านอนทันที

สูตรยาแก้ไอ

พ.ย. 17

สะโพกหรือน่องไก่ หั่นเป็นชิ้นนำไปต้มกับน้ำ ปรุงรสใส่ เกลือ พริกไทยดำตำ(เยอะๆ) ซอยหัวหอมใส่ จิ๊บทุกครึ่งชัวโมง ขนาดถ้วยตะไล (ถ้วยเหล้าหนึ่งกรึบ หรือเท่าถ้วยขนมตามภาพ) จะช่วยแก้ไอ แก้อาการเจ็บคอ เนื้อไก่ทำเป็นอาหารเย็น ทานกับข้าว

มีการวิจัยจาก Canada Reserch Council พบว่า การทา “วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub)  ที่ใต้ฝ่าเท้าและสวมถุงเท้านอน จะลดการไอได้ผล 100%

และถือเป็นการยืนยันจากผู้ที่เคยทดลองทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ที่เวลานอนมีอาการไอและสามารถลดการไอได้อย่างอัศจรรย์

วิธีการแก้ไอตอนกลางคืน โดยการให้ทา”วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub)  ที่ฝ่าเท้าให้ทั่ว ทาเยอะหน่อย  แล้วใส่ถุงเท้าไว้ จะบรรเทาอาการไอ ลดลงมาก

1. นาทีแรกรู้สึกร้อนที่ฝ่าเท้านิดๆ ช่วงนี้ยังไอ แต่มีความรู้สึกแผ่ซ่าน

2. จากนั้นอาการคัน ระคายคอ ลดลงๆ อย่างช้าๆ

3. อาการหายไปในที่สุด โดยไม่ได้รับประทานยาอื่น ๆ เลย

4. ถ้าเริ่มไออีกครั้ง ก็ให้ทา”วิค วาโปรับ”(Vicks Vaporub) เพิ่ม

วิธีช่วยลดสารพิษตกค้างในผัก

ต.ค. 16

1.               ลดสารพิษได้ 90-95%

ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยมาก และหลังจากแช่ผักในสารละลาย โซเดียมไบคาร์บอเนตแล้ว ควรนำผักมาล้างด้วยน้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง ก่อนนำไปบริโภคเพื่อจะเอาสารพิษที่ตกค้างที่ผิวของผักออกให้หมด

2.               ลดสารพิษได้ 60-84%

ใช้น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10-15 นาที

3.               ลดสารพิษได้ 54-63%

ล้างผัก เด็ดเป็นใบ ๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดก็อกน้ำให้ไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ผลไม้ โดยให้น้ำไหลผ่าน ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก นาน 2 นาที ผักที่มีดินติดควรแช่น้ำไว้นาน ๆ ให้ดินอ่อนตัวและล้างออกง่าย ไม่ต้องถู แรง ๆ เพราะจะทำให้ผักช้ำ ผักบางประเภทที่หนอนชอนไช เช่น ดอกกะหล่ำ ผักกาดขาว ควรแช่น้ำเกลือไว้สักพัก ใช้น้ำมาก ๆ หนอนและแมลงจะลอยออกมาอยู่ในน้ำเอง

4.               ลดสารพิษได้ 27-72%

ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักออกทิ้ง เด็ดผักเป็นใบ ๆ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 10-15 นาที

5.               ลดสารพิษได้ 48-50%

ต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน

6.               ลดสารพิษได้ 35-43%

ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที

7.               ลดสารพิษได้ 29-38%

ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที

8.               ลดสารพิษได้  34-52%

แช่น้ำปูนใส นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

9.               ลดสารพิษได้  35-43%

แช่น้ำด่างทับทิม นาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด) ผสมน้ำ 4 ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

10.               ลดสารพิษได้  29-37%

แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

11.               ลดสารพิษได้  22-36%

แช่น้ำยาล้างผัก นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

เกลือที่อยู่ในครัว

ต.ค. 15

1. ไอเพราะเป็นหวัด

แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว

 

2. มึนหัว สมองไม่แล่น

สาวทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง

 

3. เร่งให้อาเจียน

ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ

 

4. คัดจมูก

จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที

 

5. คันตามผิวหนัง

ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์

 

6. โรคตาแดง

โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง

 

7. แผลยุงกัด

ถ้าใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย

แครนเบอรี่

ต.ค. 15

แครนเบอรี่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium macrocarpon เป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูกเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลแครนเบอรี่มีสีแดงสด และมีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถนํามาบริโภคทั้งในรูปผลสด ผลตากแห้ง และน้ำคั้น

แครนเบอรี่เป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมีที่สําคัญในแครนเบอรี่ได้แก่ โปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins), คาเทชิน (Catechins), ไตรเทอปีนอยด์ (Triterpenoids), กรดควินิค (Quinic acid), กรดฮิพพิวริค (Hippuric acid) และแทนนิน (Tannin) โดยเฉพาะสารโปรแอนโธไซยานิดิน สามารถป้องกันการยึดเกาะของแบคทีเรียกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้แครนเบอรี่ จึงถูกนําไปใช้ในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ แผลในกระเพาะอาหาร และการเกิดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีรายงานว่าการบริโภคแครนเบอรี่สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลลมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลอง ความเป็นกรดอ่อนๆของแครนเบอรี่ยังช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้อีกด้วย

นอกจากนี้มีรายงานทางการแพทย์มากมายเกี่ยวกับการบริโภคแครนเบอรี่ว่าสามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งปอด และอื่นๆ ได้อีกมากมาย

 

สรุปคุณประโยชน์ของแครนเบอรี่กับงานวิจัยทางการแพทย์

 

ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

1. สารสกัดจากแครนเบอรี่นั้นถูกใช้ในการรักษาและป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTIs) มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ในด้านกลไกในการยับยั้งการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีงานวิจัยสนับสนุนว่า Proanthocyanidins (cPACs) ที่พบมากในแครนเบอรี่นั้นจะไปยับยั้ง flagella ที่ใช้สำหรับเคลื่อนที่ของ Uropathogenic Escherichia coli (UPEC) ทำให้ความสามารถในการเคลื่อนที่และจับรวมกลุ่มกันของ UPEC ลดลง จึงช่วยป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTIs) ได้

2. ผู้หญิงที่ได้รับสารสกัดจากแครนเบอรี่ต่อเนื่องกัน สามารถจะช่วยยับยั้งการยึดเกาะตัวของ E. coli  ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p value <0.0001) เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารสกัดจากผลแครนเบอรี่

3. เด็กและสตรีผู้สูงอายุ เมื่อรับประทานน้ำแครนเบอรี่ต่อเนื่องกัน สามารถลดการติดเชื้อซ้ำๆ บ่อยๆ ของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

4. การรับประทานสารสกัดจากแครนเบอรี่ 500 มิลลิกรัม เพื่อเปรียบเทียบกับยา Trimethoprim ในการป้องกันการเป็นซ้ำของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบในผู้หญิงวัยสูงอายุ เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าสารสกัดจากแครนเบอรี่สามารถป้องกันได้ แต่ได้ผลต่ำกว่ายา Trimethoprim อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุให้การยอมรับสารสกัดจากแครนเบอรี่มากกว่ายา Trimethoprim  เนื่องจากสารสกัดจากแครนเบอรี่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งให้ผลข้างเคียงต่ำกว่าในการทำให้เชื้อดื้อยา และการเกิดการติดเชื้อราและ Clostridium difucile ซ้ำซ้อน เมื่อเทียบกับยา Trimethoprim อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าอีกด้วย

5. การดื่มน้ำแครนเบอรี่ 500 มิลลิลิตร แล้วดื่มน้ำตาม 1,500 มิลลิลิตร (1.5 ลิตร) ในผู้ชายแอฟริกาใต้ สามารถป้องกันการตกตะกอนของ Calcium oxalate ที่เป็นสาเหตุของนิ่วที่ไตได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว

 

ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

การรับประทานแครนเบอรี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Flavonoids (แอนโธไซยานิน (Anthocyanin)), ฟลาโวนอล (Flavonols) และโปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins) ) โดยที่ Flavonoids จะไปยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของโคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ทำให้ป้องกันการเกิด Oxidized LDL ที่เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบและอุดตันได้ (อ้างอิงที่ 11)

สารต้านอนุมูลอิสระจากแครนเบอรี่ สามารถเหนี่ยวนำให้ตัวรับ LDL ที่ตับทำงานมากขึ้น เป็นผลทำให้เพิ่มการขับออกของ LDL จากระบบไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำโคเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ตับเพื่อขับออกได้ ทำให้ลดโคเลสเตอรอลได้

สุขภาพในช่องปาก

1. น้ำแครนเบอรี่มีส่วนประกอบของ High molecular weight non-dialyzable material (NDM) ซึ่งสามารถยับยั้งการยึดเกาะและการรวมตัวกันของแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคทางช่องปาก การเกิดคราบหินปูน และจุลินทรีย์บนผิวฟันได้

2. Proanthocyanidins ที่ได้จากน้ำแครนเบอรี่เข้มข้นนั้น สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory mediator) ที่สร้างมาจากเซลล์ gingival fibroblasts เช่น Interleukin (IL-6,IL-8) และ PGE(2) ในโรคปริทันต์ (Periodontitis) เป็นผลให้สามารถลดขบวนการอักเสบได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีที่จะพัฒนาเป็นสารช่วยในการรักษาโรคปริทันต์ (Periodontitis) ต่อไป

 

โรคมะเร็ง

1. Proanthocyanidins ที่พบมากใน Cranberry นั้น พบว่ามีการทดสอบในหลอดทดลองว่ามีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ โดยจากการทดลองพบว่าการให้ Proanthocyanidins เดี่ยวๆ จะเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งตายลง (Apoptotic change) หรือเมื่อให้ร่วมกับยารักษามะเร็งรังไข่ (Paraplatin) จะเสริมฤทธิ์ยารักษาในการลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้

2. การให้น้ำแครนเบอรี่วันละ 250 ml ร่วมกับการได้รับยาฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหาร สามารถเพิ่มอัตราการทำลายเชื้อได้สูงขึ้นในเพศหญิงในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Helicobacter pylori (H.pylori ) ทั้งนี้  H.pylori เป็นเชื้อที่พบในกระเพาะอาหาร หากติดเชื้อเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้เป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้

3. การให้น้ำแครนเบอรี่ 250 ml ในผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ ผลปรากฏว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ สามารถที่จะยับยั้งการติดเชื้อ H. pylori ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่

4. Proanthocyanidins ที่พบมากใน Cranberry นั้น สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนมะเร็งและนำไปสู่การตายของเซลล์มะเร็งปอด (rapid induce of apoptosis)

5. Cranberry ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) โดยที่สารประกอบ Flavonoids (Proanthocyanidins) เป็นตัวที่กล่าวถึงในการเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง (Apoptosis) โดยจากการศึกษาพบว่า Proanthocyanidins เป็นสารที่ยับยั้งกลไกการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหลายกลไก และพบว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งต่อไป

 

ข้อควรระวัง

การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานมากเกินไปในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มากกว่าวันละ 1.42 ลิตร มีผลทำให้มีโอกาสเลือดออกภายในได้ (Hemorrhage) อย่างไรก็ตาม หากรับประทานแต่น้อย จะไม่มีอันตราย เนื่องจากมีอีกงานวิจัยสนับสนุนว่าการรับประทานน้ำแครนเบอรี่ วันละ 240 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้งติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) ไม่มีอันตรายจากภาวะเลือดออกภายในแต่อย่างใด