ถ่านหุงข้าว

ม.ค. 14

ผมมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านค้อต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรฯ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2552 ซึ่งการเผาจริงนั้นเริ่มพิธีตอนกลางคืน ประมาณ 2 ทุ่มเศษๆ ในระหว่างที่ไฟกำลังโหมลุกเมรุที่ตั้งกลางแจ้ง ทางวัดได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงธรรมกถาโปรดญาติโยม และ การสวดมนต์ภาวนารอบๆเมรุ

คืนนั้นราวประมาณเกือบตี 2 ผมได้ยินเสียงพระท่านแสดงธรรมบรรยาย พระรูปนี้เดินทางมาจากต่างประเทศ (ขออภัยลืมชื่อ-ฉายาท่าน) เนื้อหาสาระท่านได้เล่าว่า ท่านกับหลวงพ่อทูล ต่างเคารพนับถือกันมาก เหมือนประดุจดั่งพี่ชาย-น้องชาย เมื่อช่วงปี 2549-2550 หลวงพ่อทูลได้ไปเยี่ยมพระรูปนี้ที่ต่างประเทศ ซึ่งท่านป่วยอาพาธหนักด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือด กระทั่งแพทย์ที่ต่างประเทศได้กล่าวบอกว่า สุดความสามารถจะที่จะรักษาได้ และจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน ซึ่งอาการในขณะนั้น ร่างกายซูบผอม ฉันอาหารไม่ค่อยได้ท่านจึงสนทนากับหลวงพ่อทูล ว่าอย่างไรก็ขอให้หลวงพ่อมาช่วยเผาท่านด้วย เมื่อท่านมรณภาพแล้ว หลังจากนั้นมาพระรูปนี้ก็เร่งปฏิบัติภาวนาเพื่อต่อสู้กับทุกขเวทนา ระหว่างนั้น ธรรมปัญญาก็เกิดในมโนว่า อันโรคภัยนี้เหมือนเสมือนพิษที่เข้ามาอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะการเข้ามาสู่ทางประตูคือ ปาก ในปัจจุบันอาหารล้วนแล้วแต่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยสารพิษทั้งนั้น เช่นหมู เนื้อ เป็ดไก่ปูปลาหอยกุ้ง สารพัดที่เลี้ยง ต่างก็ใช้สารเคมี ผสมเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ส่วนพืชผักต่างๆก็ฉีดน้ำยาเคมีใส่ แล้วก็นำมาขายเพื่อให้คนนำไปปรุงเป็นอาหารรับทาน

ดังนั้นจึงเป็นพิษทั้งนั้น คนกินเข้าไปก็เริ่มสะสมกระทั่งเป็นพิษร้ายอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นหากตนเองระงับยับยั้งพิษร้ายของโรค ไม่ให้กำเริบขึ้นจะทำอย่างไร? ท่านก็นึกถึงถ่านหุงข้าว เพราะถ่านขั้นตอนกว่าจะเป็นถ่านได้ต้องนำฟืนไปเผาด้วยไฟความร้อนที่สูง หลายร้อยองศา กระทั่งดับกลายเป็นถ่านที่บริสุทธิ์ พิษต่างๆก็ไม่มี แถมถ่านยังเป็นเปรียบเสมือนยาอันวิเศษอีกด้วยคือ สามารถดูดซึมซับสิ่งต่างๆที่เป็นพิษ อาทิ ดูดกลิ่น,ดูดสารพิษ (คนเฒ่าคนแก่ผู้สูงวัยบอกว่า หากใครมีพิษไข้อะไรก็แล้วแต่ให้หยิบเอาก้อนถ่านที่กำลังเผาในเตามาหนึ่งก้อน ใส่น้ำในขันดื่มดับพิษหายไข้ทันที แล้วใช้ได้ผลดี) เมื่อพระรูปนี้ท่านเกิดความคิดฉะนี้ นับแต่นั้น ท่านก็ดื่มน้ำที่แช่ด้วยถ่านพืชผักทุกชนิดให้ศิษย์ที่ดูแล นำเอาไปแช่ในกาละมังที่มีถ่านอยู่ 4-5 ก้อนแช่ประมาณ 1 ชม.กว่าๆ จะเห็นก้อนถ่านเป็นคราบสีเหลือง+เขียวเกาะที่ก้อนถ่าน แม้แต่เนื้อสัตว์ทุกชนิด ท่านบอกว่าแตงโมและแตงอื่นๆในไทยอันตรายมาก ต้องแช่ค้างคืนทีเดียว เช้าขึ้นมาคราบเขียวอื๋อ แสดงว่าสารพิษมาก หลังจากท่านทำอย่างนี้ได้ประมาณเดือนเศษ ร่างกายท่านเริ่มมีภูมิคุ้มกันและต้านทาน 3 เดือนผ่านพ้น ร่างกายก็เริ่มค่อยๆแข็งแรงกระทั่งได้ 6 เดือน ท่านสามารถเดินทางไปไหนได้เป็นปกติ เรื่องนี้ทราบถึงคณะแพทย์ที่เคยรักษาท่าน ถึงกับงุนงงสงสัยและได้เดินทางไปขอสัมภาษณ์ ท่านจึงได้บอก พร้อมกับพาไปดูแปลงผักที่ท่านได้สั่งให้ลูกศิษย์ปลูกเอง โดยไม่ใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีใดๆทั้งสิ้น เพื่อเป็นผักบริสุทธิ์ ต่อมาคณะแพทย์ได้เดินทางไปทำการวิจัย โดยละเอียด ต่อมาแค่ 2 ปีกว่าๆ ท่านก็ไม่นึกว่า ท่านจะต้องมาเผาศพพี่ชาย(หมายถึงหลวงพ่อทูล) ซึ่งความจริง ตัวท่านน่าจะต้องตายก่อน เพราะตอนนั้นท่านอาการร่อแร่เข้าขั้นโคม่า แต่ก็ไม่นึกคาดคิดว่าหลวงพ่อทูลจะมาป่วยด้วยโรคเช่นเดียวกับท่านและเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น หลวงพ่อทูลก็มรณภาพ ซึ่งท่านก็ไม่ทราบมาก่อนว่าหลวงพ่อทูลจะมาป่วยกะทันหัน เช่นนี้ดังนั้นญาติโยมทั้งหลายจำไว้นะ ถ่านหุงข้าวของเรานี่แหละมีคุณประโยชน์มหาศาล ยิ่งนัก จงจดจำนำไปทำเถิด ช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆได้ดี….

ครับ….นี่คือถ้อยคำที่ก้องอยู่ในโสตประสาทของข้าพเจ้าตลอดมา นับว่าเป็นความโชคดีที่คืนนั้น อากาศหนาว ผมนั่งหลบพักอยู่ในรถ เสียงจากลำโพงที่ดังไปทั่วบริเวณวัด จึงทำให้ผมได้รับทราบเรื่องเป็นอย่างดีและตั้งแต่นั้นมา ผมก็ซื้อถ่าน ตามรถขายถ่านที่ชั่งตวงขายเร่เลือกเอาก้อนใหญ่ๆ เสร็จแล้วก็นำมาล้างน้ำให้สะอาด เนื่องจากเกรงว่าหมาแมวจะไปเล่นกองถ่านแล้วจะฉี่รดราดใส่ ตากแห้งแล้วก็นำมาใส่กระป๋องน้ำดื่ม เวลาดื่มก็ยกเท น้ำแห้งก็เติมใหม่ใช้สัก 4-5 วัน ผมก็นำถ่านที่เปียกชุ่มไปยิงด้วยเรเซอร์ไมโครเวฟ สัก1 นาที(ห้ามแห้งนะจ๊ะถ่านจะระเบิดแตก ต้องเปียกชุ่ม จึงไม่แตก)ครบเวลาเราก็รีบหยิบ(มันร้อนอ่ะ) มาแช่ในกระป๋องน้ำ ดื่มไปสัก 4-5 วัน รีไซเคิล รสชาติ ทำให้น้ำดื่มจืดสนิทดีกว่าปกติ และใครที่ชอบร้อนใน ดื่มน้ำนี้แก้ได้ดียิ่งนักแลข้อแนะนำ หากนำไปแช่พืชผักผลไม้หรือเนื้อสัตว์ ไม่ควรใช้เกินกว่า 2 ครั้ง หลังจากใช้แล้ว ถ่านนั้น ท่านสามารถนำไปใช้ในการหุงต้มได้ต่อจ้ะ

เวลา

ม.ค. 14

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าแค่ไหน ให้ไปถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ใหัไปถามนักเรียนที่สอบไล่ตก

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาไหน ให้ไปถามคนรักที่รอพบกัน

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 นาทีมีค่าขนาดไหน ให้ไปถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทางหรือ เครื่องบิน

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน ให้ไปถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด

 

ถ้าอยากรู้ว่าเวลา เสี้ยวหนึ่งของวินาทีมีค่าขนาดไหน ให้ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ได้เหรียญเงิน

 

และถ้าอยากรู้ว่ามิตรภาพนั้นมีค่าขนาดไหน ให้ลองเสียเพื่อนสักคนหนึ่ง

 

เวลาไม่เคยมีค่า ถ้ามันยังไม่ผ่านเลยไป

 

และมันจะมีค่า จนทำให้คุณร้องไห้ได้ หากมันผ่านคุณไปแล้ว

เติมไม่เต็ม

ม.ค. 14

มีเรื่องเล่าว่า มีพระรูปหนึ่งชอบทำอะไรแปลก ๆ วันหนึ่งพวกกรุงเทพฯเอากฐินไปทอดที่วัด จัดงานกันใหญ่โตมีหนัง มีลิเก มีดนตรี ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน ก่อนทอดกฐินผู้คนมารวมกันเต็มศาลา หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง แล้วเอาเชือกมาด้วย หลวงพ่อจัดการเอาเนื้อผูกติดกับหลังหมา ผูกเสร็จก็ปล่อยหมา  หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลังก็ไล่งับ พอหัวโดดงับตัวก็ขยับหนี เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง ยิ่งโดดงับเร็วก้อนเนื้อก็หนีเร็ว โดดไม่หยุดเนื้อก็หนีไม่หยุด น่าสงสารหมามาก หมาโดดอยู่นานงับเท่าไหร่เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที ผู้คนบนศาลาพากันหัวเราะชอบใจ หัวเราะเยาะหมาว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้ ไล่งับจะกินเนื้อที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทันตลอดชีวิต หลวงพ่อมองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว ก็แก้เชือกออกมาจากหลังหมา แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า มนุษย์เรามีความรู้สึกว่าตัวเองพร่องตัวเองยังไม่เต็ม ต้องเติมตลอดเวลาเติมไม่หยุด เพื่อให้ตัวเองเต็ม เราอยากสวยอยากทันสมัย ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ทันสมัยที่สุดใส่ ดีใจได้เดือนเดียว มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว สวยกว่า ทันสมัยกว่า อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ซื้อเสร็จ ๓ เดือนรุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด ๒ เดือนต่อมา มีรุ่นใหม่กว่าออกมาของเราตกรุ่น ซื้อรถเบนซ์ทันสมัยที่สุดแพงมาก ขับได้ ๖ เดือน มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้วทันสมัยกว่าแพงกว่าของเรากลายเป็นเชย เราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานทั้งวัน ทั้งคืน หาเงินมา เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ มือถือใหม่ คอมพิวเตอร์ใหม่ รถยนต์คันใหม่ เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่นปัจจุบันเรากำลังไล่งับความทันสมัย เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน  ทั้งที่รู้ว่าต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต ก็ไม่มีทางตามทัน  น่าสงสารไหมโยม  คนเต็มศาลา เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น ด่าว่าหมามันโง่ ตอนนี้เงียบสนิทเหมือนไม่มีคนอยู่ ไม่รู้ว่า กำลังสงสารหมา หรือกำลังทบทวนความโง่ตัวเอง

ลบไม่เลือน

ม.ค. 14

หลวงปู่ฝากไว้ ความจริงที่ “ลบไม่เลือน”

หลวงปู่พระอุดมญานโมลี (จันทร์ศรี จันททีโป) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี

เป็นธรรมโอวาท “หลวงปู่ขอบอกลูกหลานว่า
นรกโลกนี้
ยังไม่เผ็ดร้อน
เท่ากับนรกในภพหลัง
สวรรค์ในภพนี้ ไม่สุขสงบร่มเย็น
ไม่อุดมสมบูรณ์ไพบูลย์
เท่ากับสวรรค์ในภพภูมิอื่น
นี่คือความจริง”
คติธรรมพระอุดมญานโมลี
๑. “คนดีพวกน้อย แพ้คนชั่วพวกมาก”
๒.”ทำดีไม่ได้ดี เพราะยังทำไม่ถึงดี หรือทำเกินพอดี”
๓.”ที่คนทำดีแล้วมักบ่นว่าไม่ได้ดี เพราะดีนั้น มีโทษ”
๔.”บุญจะให้คุณ ต่อเมื่อผู้ให้ลืมไปแล้ว”
๕.”การพูดมาก แก้ปัญหาใดๆไม่ได้เลย แม้กับปัญหาที่พอจะแก้ไขได้”
๖.”พายุร้าย ทำอันตรายได้น้อยกว่าวาจาส่อเสียด ยุแหย่ ใส่ร้าย นินทากัน”
๗.”การคุยสนุกหากเกินหนึ่งชั่วโมง คือการทำลายเวลาอันมีค่าของตนเองและผู้อื่น”
๘.”อย่าพูดอะไรเพียงเพราะเห็นว่าสนุกปาก เรื่องร้ายสงบได้ เมื่อหยุดพูดถึง
๙.”ความรักดูเหมือนหอมหวาน ความชั่วดูเหมือนเผ็ดร้อน ทั้งสองนี้เป็นอารมณ์สุดโต่ง มีอำนาจเหนือเราเมื่อใด จะทำลายเราอย่างเจ็บปวดที่สุด”

หมาขี้เรื้อน

ม.ค. 14

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่ มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่ ….. บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอก จึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ ยกหูชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไร เอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัยรวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตา พลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ
เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหมเจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักทีเลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้น มันหารู้สักนิดไม่ว่าเจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหากพูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
“อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา” โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่าหมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

ถ้าเรายังเป็น โรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย

ส่วนบนของฟอร์ม

 

สิ่งที่เรามองข้าม

ม.ค. 14

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย..

ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง

เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง

เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง

เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น

เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…………

เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง

เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง

ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ

เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว

จงแสวงหา การหยั่งรู้

จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…

จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….

กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป

ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด

เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย

น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้

เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม

บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน

อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น

ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย

เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

ลุงแจวเรือ กับ หนุ่มนักเรียนนอก

ม.ค. 14

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นชาวสงขลา เรียนเก่งมาก

ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน

บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบสงขลา

ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง

 

“เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอ ลุง? ”

“ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว”

“โอ…ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก

ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก

ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง?”

“80 บาท”

“OK…ไปเลยลุง”

 

ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย

ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง

“เมืองไทย…เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก

ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา

ทำไมไม่ทำตามเขาเลียนแบบเขาให้ทัน?

 

ลุง…ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม? ”

“ลุงไม่รู้หรอก…ใช้ไม่เป็น”

“โอโฮ้…ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%”

“แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง? ”

“ลุงไม่รู้หรอก”

“ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%”

“ลุง…ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง? ”

“ลุง…ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง? ”

 

“ลุงไม่รู้หรอก…หลานเอ๊ย”

“ชีวิตของลุง ลุงรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น

ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้ ชีวิตของลุงหายไปแล้ว 75%”

พอดีช่วงนั้นเกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง

คลื่นลูกใหญ่มาก ท้องฟ้ามืดครึ้ม

 

“นี่พ่อหนุ่มเรียนหนังสือมาเยอะจบดอกเตอร์จากต่างประเทศ

ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม? ”

“ได้…จะถามอะไรหรือลุง? ”

“เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม? ”

“ไม่เป็นจ๊ะ…ลุง”

“ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม“

 

อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง

ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก

แม้จะไม่มีใบประกาศมอบให้

ความโกรธ (ทำให้ขาด สติ)

ม.ค. 14

เกิดขึ้นเมื่อ: วันที่ 10 สิงหาคม ,2010 เวลา 21:50:51 น.

ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขัดล้างรถอย่างขะมักเขม้น ลูกชายวัย 4 ขวบ ก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมา แล้วบรรจงขูดขีดไปบนด้านข้างของตัวรถ พักใหญ่ต่อมา…เมื่อพ่อได้ยินเสียงครูดของหิน ก็เกิดความฉุนเฉียว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากระชากมือลูกมา ตีลงบนมือน้อย ๆ นับครั้งไม่ถ้วนโดยไม่ทันนึกว่าตนได้ถืออะไรอยู่ในมือ

ณ โรงพยาบาล..นิ้วลูกชายถูกตัดออก เพราะกระดูกแตก จนหมอไม่สามารถเชื่อมต่อได้

ขณะที่พ่อเข้ามาดูลูกในห้อง ลูกมองพ่อด้วยสายตาปวดร้าว แล้วถามพ่อว่า ” เมื่อไร นิ้วหนูจึงจะยาวเหมือนเดิม ? ”

คำถามนั้น…เหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจผู้เป็นพ่อเขารู้สึกละอายใจ รู้สึกผิดและเสียใจในการกระทำตนอย่างไม่อาจให้อภัย เขาจึงกลับไปที่รถเตะมันสุดแรงเกิดโดยไม่ยั้งจนเหนื่อยหอบ แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างรถอย่างเศร้าใจ สายตาพลันเหลือบไปเห็นรอยขูดขีด เขาเบิกตากว้าง ! จ้องมองคำว่า “รักพ่อ” น้ำใส ๆ เริ่มเอ่อ แล้วไหลอาบแก้ม เขาเอามือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับใจจะขาด

รุ่งขึ้น…ชายคนนั้นได้ฆ่าตัวตาย

อารมณ์โกรธ มีโทษมหันต์ ปัญหาของโลกในทุกวันนี้ คือ คนบางคน.. รักรถ หวงรถ หรือสิ่งของอื่น ยิ่งกว่ารักและห่วงใยลูก หรือ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จำไว้เสมอว่า สิ่งของมีไว้ให้ใช้ และ คนมีไว้ให้รัก และ อย่าทิ้งคนที่คุณรัก เพราะวันที่คุณคิดจะกลับมา บางครั้งคุณอาจจะเพิ่งรู้ตัวว่ามันสายเกินไป…

ให้อภัยมีไว้ใช้กับคนที่เห็น คุณค่าของคำนี้เสมอ…แต่วันหนึ่งรอเวลาแล้วมันสายไป ไม่ว่าคำไหนก็ไม่มีค่าอีกเลย

มรรคผลนิพพาน

ม.ค. 14

เป็นสิ่งปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้จำเพาะตนโดยแท้ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง ผู้นั้นเห็นเอง แจ่มแจ้งเอง หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง มิฉะนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่ร่ำไป แม้จะมีผู้สามารถอธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร ก็รู้ได้แบบเดา สิ่งใดยังเดาอยู่ สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน

ยกตัวอย่างเช่น เต่ากับปลา เต่าอยู่ได้สองโลกคือ โลกบนบกกับโลกในน้ำส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียวคือ ในน้ำขืนมาบนบกก็ตายหมด

วันหนึ่งเต่าลงไปในน้ำ แล้วก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟังว่า มันมีแต่ความสุขสบาย แสงสีสวยงามไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในน้ำ

ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ และอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า บนบกนั้นลึกมากไหม

เต่ามันจะลึกอะไร ก็มันบก

เอ บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม

มันจะคลื่นอะไร ก็มันบก

เอบนบกนั้นมีเปือกตมมากไหม

มันจะมีอะไร ก็มันบก

ให้สังเกตดูคำที่ปลาถามเอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในน้ำมาถามเต่าเต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ
“จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา”

 

ปรัชญากับเหยือกแก้ว

ม.ค. 14

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ให้มาเป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท  เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

“พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง ?” เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน…

“เต็มแล้ว…”

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อ หันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ แล้วหยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา เทกรวดเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก

“เหยือกเต็มหรือยัง?”

นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ

“เต็มแล้ว…”

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง

“เหยือกเต็มหรือยัง?”

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน

….จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น

“คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์”

“แน่ใจนะ”

“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ”

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง” เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา

…ลูกเทสนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง  ”สูญเสียไปไม่ได้….”

…เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์

…ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ

แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้…. เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตเต็มแล้ว…เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือให้ใส่ลูกเทนนิสแน่นอน…”

“…ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า…”  เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต

เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด…”

“…หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา…”

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

“แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร ?”

เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า “การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ….”

ใครพิการกันแน่

ม.ค. 14

ฝนตกหนักมาก ตอนที่ผมเริ่มขับรถกลับบ้านในคืนวันนั้น ทั้งลมทั้งฝนกระหน่ำลงที่ตัวรถ อย่างไม่ปราณีปราศรัย ขณะที่ผมขับมาตามถนนสายเปลี่ยวสายหนึ่งในชนบท ทันใดนั้นพวงมาลัยรถเกิดอาการสั่นอย่างแรงและรถถลาออกข้างทางทันที มีเสียงระเบิดดังปังผมรีบประคองรถจอดข้างทางทันทีทำไงดีล่ะ ผมงงเป็นไก่ตาแตก จะให้ผมเปลี่ยนยางท่ามกลางพายุฝนคนเดียวรึเป็นไปไม่ได้ผมทำไม่ได้หรอก  เพราะผมเพิ่งบาดเจ็บจากอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังเดิมเริ่มจากแขนและขาขวา ต่อมาลามไปถึงตัวอีกซีกหนึ่ง

แม้จะยังป่วยอยู่ผมก็ยังฝืนมาทำงาน โดยมีไม้เท้าติดมาในรถด้วยตอนนั้นผมหวังว่าคงมีรถวิ่งผ่านมาสักคันและหยุดช่วยผมเปลี่ยนยางแต่ผมก็เลิกหวัง..ใครเขาจะยอมหยุด และทำไมต้องหยุด เพราะถ้าเป็นผมก็คงไม่หยุดทันใดนั้น ผมนึกขึ้นได้ว่ามีบ้านหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี้นักผมเริ่มสตาร์ทรถค่อยๆพยุงรถคลานตามไหล่ถนน จนกระทั่งสามารถกลับเข้าสู่ทางลูกรังเดิมอีกครั้ง ขอบคุณพระเจ้าแสงที่ลอดออกจากช่องหน้าต่างช่องนั้นนำทางผมไปจนถึงบ้านหลังนั้น ผมกดแตรรถดังลั่นประตูบ้านเปิดออกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูมองมาที่ผม ผมหมุนกระจกรถลง และตะโกนบอกไปว่า รถของผมยางแตก และต้องการความช่วยเหลือตัวผมเองต้องใช้ไม้เท้ายันจึงทำเองไม่ได้ เธอกลับเข้าไปในบ้านสักครู่….. ก็กลับออกมาพร้อมกับเสื้อฝนและหมวกมีผู้ชายอีกคนตามออกมาด้วยพร้อมกับทักทายต้อนรับอย่างใจดี ผมนั่งอยู่ในรถ สบายและตัวแห้ง รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ที่ชายคนนั้นและเด็กผู้หญิงต้องทำงานกันอย่างหนักท่ามกลางพายุฝน ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมจะจ่ายค่าสินน้ำใจให้เอง ระหว่างนั้น ฝนเริ่มซาลงผมหมุนกระจกลงและดูการทำงานของพวกเขาตลอดเวลา พวกเขาทำงานช้ามาก จนผมเริ่มมีอาการหมดความอดทน ผมได้ยินเสียงโครมครามข้างหลังรถและได้ยินเสียงของเด็กหญิงชัดเจน “คุณปู่นี่ค่ะคันยกแม่แรง” แล้วคุณปู่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงต่ำแต่พึมพำ…. รถค่อยๆเอียงขึ้น ขณะที่แม่แรงเริ่มยกรถตามด้วยเสียงดังเป็นระยะๆ เสียงกระแทกเขย่าและเสียงพูดคุยจากด้านหลังรถจนในที่สุดก็เปลี่ยนยางเสร็จ ผมรู้สึกถึงตัวรถกระแทกกับพื้นตอนที่ยกแม่แรงออกและแล้วพวกเขาก็มายืนอยู่ที่ข้างหน้าต่างรถผมเขาเป็นคนแก่ก้มหน้าและดูบอบบางในชุดเสื้อฝนของเขาเด็กผู้หญิง ประมาณ 8-10 ขวบยืนหน้าบาน และยิ้มให้ผม

ชายผู้นั้นพูดว่า“แย่นะ รถมีปัญหากลางคืนแบบนี้แต่ซ่อมให้เรียบร้อยแล้วหละ”
“ขอบคุณมาก” ผมตอบขอบคุณจริงๆ ผมต้องให้ค่าตอบแทนลุงเท่าไหร่ครับ?
เขาส่ายหน้าไม่ต้องหรอกครับ ซินเธียบอกผมว่าคุณเป็นง่อยต้องใช้ไม้เท้าพยุง ดีใจที่ได้ช่วยเหลือครับ ผมเชื่อว่าถ้าคุณเป็นผมคุณก็ต้องช่วยเหลือผมเหมือนกัน
ผมยื่นธนบัตรใบละ 5 เหรียญให้เขา “ขอโทษครับผมอยากตอบแทนในแบบของผม”
เขาไม่ได้พยายามที่จะรับเงินนั้นเลย เด็กหญิงเลยก้าวเข้ามาใกล้หน้าต่างรถแล้วกระซิบกับผมว่า“คุณปู่มองไม่เห็นค่ะ”
วินาทีนั้นความรู้สึกทั้งอับอายทั้งสยองประดังมาที่ผม ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อะไรกันเนี่ยชายตาบอดกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องใช้เครื่องมือทั้งคลำทั้งควาน ทำงานท่ามกลางสายฝนที่เย็นหนาวและคืนมืด
ในความมืดที่อาจไม่มีวันสิ้นสุดสำหรับเขาจนกว่าจะตาย พวกเขาเปลี่ยนยางรถให้ผม เปลี่ยนท่ามกลางสายฝนและลมพายุโดยที่ผมนั่งสบายอย่างอบอุ่นอยู่ในรถพร้อมไม้เท้า
ใครพิการกันแน่!!!!
ผมจำไม่ได้ว่าผมนั่งอึ้งอยู่ในรถนานแค่ไหน หลังจากพวกเขากล่าวอำลาและกลับเข้าบ้านไป
แต่มันนานพอที่ทำให้ผมสามารถมองลึกลงไปในตัวผมเองและพบเห็นกมลสันดานบางอย่าง
ผมตระหนักดีว่าผมมีแต่การเข้าข้างตัวเอง เห็นแก่ตัวไม่สนใจความต้องการของผู้อื่น และสิ้นคิด… ผมนั่งอยู่ตรงนั้นและเริ่มสวดอ้อนวอนอย่างนอบน้อม ขอให้ผมมีพลังด้วยเถิด ขอให้ผมเป็นคนเข้าใจคน มีสติในความโชคร้ายที่ได้รับและ ขอให้ผมเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพร เพื่อที่ให้ได้ชนะมันด้วยเทอญ ผมสวดขอพรให้กับคนแก่ตาบอดและหลานสาวของเขาด้วย สุดท้ายผมขับรถกลับมาด้วยใจที่สั่นสะท้านและความรู้สึกที่ถ่อมตนยิ่งขึ้น

ใครพิการกันแน่!!!!

บางสิ่งที่ต้องใคร่ครวญอย่างแท้จริงซะแล้ว

***อย่าเกี่ยงแต่ความเสียเปรียบที่คุณมีเมื่อยามลำบากเพราะยังมีผู้คนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือใช่ไหมครับ ??

โรคพุ่มพวง ภูมิทำลายตัวเอง

ม.ค. 09

เรื่องของหมอผู้หนึ่งจบแพทยศาสตร์จากจุฬาฯ ปี 2517 เป็นหมอในกองทัพอากาศตั้งแต่ปี 2518 จบสูตินารีแพทย์ปี 2523 เป็นหมอสมัยใหม่ ที่หันมาสนใจแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง แนะนำให้กับคนไข้และคนทั่วไปใส่ใจในสุขภาพของตนเอง

“ผมเริ่มสนใจธรรมชาติบำบัด เมื่อ 7-8 ปีก่อน เพราะคุณพ่อตายด้วยโรคหัวใจทั้งๆที่กินยาอย่างดีที่สุด ไขมันปรกติ ความดันปรกติ ทุกอย่างดีหมด แต่หัวใจวายแล้วตายเลย”
ต่อมาคุณแม่ผมเป็นอัมพาต เส้นเลือดในสมองแตกไขมัน และความดันก็ปรกติเหมือนกัน ผมกับพี่เขยช่วยกันดูแลท่านทั้งสองมาตลอด พี่เขยผมเป็นหมออยู่โรงพยาบาลตำรวจ พี่เขยผมนี่แหละหัวใจวายตายตอนอายุ 59 ตายก่อนคุณแม่ผมอีก… ผมเลยเริ่มไม่เชื่อในการรักษาแบบที่ทำกันอยู่ ตัวผมความดันสูงมาตั้งแต่อายุ 35 ปีรักษาไม่หายความดันไม่ลง ตรวจไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร บอกได้แต่ว่าเครียด เครียดอย่างเดียวทั้งที่ออกกำลังกายตลอด กินผักเยอะ ตอนที่เริ่มไม่เชื่อก็ยังจับทางไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร แต่ลองกินอาหารเสริมดู รู้สึกร่างกายดีขึ้น คิดว่าสงสัยเราไม่ได้สารอาหารหรือขาดสารอาหาร อยากรู้จังว่าขาดอะไรบ้าง เลยเริ่มอ่านหนังสือโภชนาการ แรกๆก็อ่านภาษาไทยเท่าที่มีอยู่ในท้องตลาด แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ
เพราะยังไม่พบทิศทาง

ตอนหลังนี่พี่สาวผม ที่สามีเป็นหมอและตายไปแล้ว มาชวนให้ไปฟังคุณหมออารีย์ วชิรมโน เมื่อปี 2544-2545 ก็เริ่มรู้สึกว่าวิธีนี้ใช่เลย อาจารย์บรรยายถึงร่างกายคนเรา และให้เปลี่ยนวิถีชีวิต อาหารการกิน ”ผมนี่ดูแลเรื่องอาหารมาตลอด เข้าใจว่าเรากินอาหาร 5 หมู่ก็โอเคแล้วนะ แต่เอา
เข้าจริงไม่ใช่ ไขมันต้องเลือกกินไขมันที่ดี โปรตีนต้องเลือกโปรตีนที่ดี คาร์โบไฮเดรตก็ต้องเลือกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายคือคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตจากพืชผักผลไม้ ถ้าเป็นซิมเปิลคาร์โบไฮเดรต เช่นพวกแป้ง ข้าวสาลี น้ำตาลจะเป็นอันตราย คือเราท่องอาหาร 5 หมู่แต่ไม่ได้ถูกสอนให้วิเคราะห์ลึกลงไปว่ามันมีทั้งดีและไม่ดี เรากินโปรตีนครบ แต่โปรตีนที่กินนั้นถูกดูดซึมหรือเปล่าไม่รู้ ดูดซึมได้ไม่หมดก็ไม่รู้ เมื่อดูดซึมไม่หมด ก็เอาไปใช้ได้ไม่ครบ เดี๋ยวนี้พอศึกษาลึกลงไป ผมต้องให้งดผลิตภัณฑ์นม นมมีโปรตีนหลายตัว ส่วนใหญ่ย่อยได้ แต่มีตัวนึงย่อยไม่ได้ เลยไปกระตุ้นภูมิแพ้ พออายุมากขึ้นจะเป็น
ภูมิแพ้ตัวเอง คือเป็นภูมิแพ้นานไป ภูมิจะหันมาทำลายตัวเองฝรั่งเป็นโรคข้อกันเป็นแถวเลย ยิ่งอายุมากยิ่งข้อติดข้อเสียเพราะภูมิต้านทานไปทำลายข้อเมื่อเรากินอาหารที่แพ้เข้าไป หรือมีสารที่ย่อยไม่ได้ตกค้างอยู่ในเลือดมาก ร่างกายจะสร้างแอนตี้บอดี้มาจับสารเหล่านั้น เรียกว่าอิมมูนคอมเพล็กซ์ (แอนตี้บอดี้ที่จับสารแปลกปลอมแล้ว) ต้องใช้เม็ดเลือดขาวมากินแล้วทำลายทิ้ง แต่พอร่างกายสร้างแอนตี้บอดี้มากๆ ภูมิต้านทานของร่างกายจะลดต่ำ เม็ดเลือดขาวที่จะมากินอิมมูนคอมเพล็กซ์เลยลดลงไป ทำให้อิมมูนคอมเพล็กซ์เหลือ พอเหลือก็ไปเกาะตามอวัยวะต่างๆ เกาะตรงไหนก็จะดึงเม็ดเลือดขาวมาทำลายมัน ก็พลอยทำลายอวัยวะนั้นไปด้วย เรียกว่าภูมิทำลายตัวเอง ส่วนใหญ่ที่โดนหนักคือไตกับผิวหนังบางคนที่เป็นมากฝ้าจะขึ้นหน้า
ผมศึกษาเยอะมากแล้วเริ่มปรับใช้กับตัวเอง เริ่มเปลี่ยนอาหารคือกินผักมากขึ้น กินทุกวันและเกือบทุกมื้อ
ความดันก็ลง กินผลไม้ ลดแป้งลงเกือบหมด เกือบจะไม่กินน้ำตาลเลย ยกเว้นบางวันที่ไปเฮฮากับเพื่อน ผักนี่กินผักสดเป็นหลัก ผักต้มกินน้อยเพราะต้องการเอ็นไซม์ซึ่งมีแต่ในผักสดเท่านั้น ผักที่ปรุงมาไม่มีเอ็นไซม์แล้ว เอ็นไซม์เป็นสารที่สำคัญมากๆ ถ้าไม่มีเอ็นไซม์วิตามินก็ทำงานไม่ได้ร่างกายสร้างเองได้ เท่าที่ตรวจเจอตอนนี้มีประมาณ 3,000 ชนิด แต่ประมาณกันว่านี่ยังไม่ถึง10% ที่ร่างกายผลิต และมีเอ็นไซม์บางตัวที่ร่างกายสร้างไม่ได้อยู่ในผักสดผลไม้
ศึกษาสัก 4 ปี ผมก็มั่นใจพอที่จะไปคุยกับเพื่อนหมอด้วยกัน แต่เขาต่อต้าน เพราะการเรียนแพทย์บางทีไปมุ่งเน้นที่อวัยวะนั้นๆ นั่นคือการเรียนแพทย์ที่ลงลึกเกินไป โชคดีที่ผมเรียนสูตินารีมีข้อดีที่ต้องดูแลคนเป็นแม่ทั้งตัว ทำให้รู้สึกว่าการดูแลคนไข้จะดูเฉพาะอวัยวะเป็นส่วนๆ ไม่ได้จริงๆหมอทุกคนฟังรู้ว่าการดูแลสุขภาพทั้งตัวหรือดูแลแบบองค์รวมฟังดูใช่ แต่คงต้านเพราะไม่อยากเรียนใหม่ อย่างผมศึกษาแพทย์มา ก็ใช่ว่าดูหนังสือ 2-3 เล่มแล้วเข้าใจอยากเอาไปใช้ในโรงพยบาลที่ทำงาน ก็ไปคุยกับเจ้ากรมแพทย์และผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลว่าน่าจะเปิดแผนกธรรมชาติบำบัดให้คนไข้มะเร็งเพราะได้ผล ถ้าคนไข้ไม่มีเงิน แทนที่จะให้คีโมใช้เงินมหาศาส ก็ให้น้ำเกลือ ให้วิตามินซี เปลี่ยนอาหารซะ ทำโรงครัวอีกโรงให้เขานั่นคือธรรมชาติบำบัด ผมไม่ได้เข้าไปในเรื่องสมุนไพร เพราะไม่ได้ศึกษาทางนั้น ต้องยอมรับว่ารู้เรื่องนั้นน้อยแต่จะเน้นเรื่องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนวิธีการกิน ออกกำลังกาย กินน้ำให้ถูกต้องทำสมาธิ … ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องสมาธิ แต่รู้ว่าเมื่อไรจิตคุณสงบต่อมหมวกไตจะทำงานดีขึ้น หยุดหลั่งฮอร์โมนเครียด … พอไม่มีฮอร์โมนเครียดเส้นเลือดก็ขยายตัว การไหลเวียนของเลือดก็ดีขึ้น ความดันก็ลง อวัยวะต่างๆทำงานดีขึ้นเพราะได้รับเลือดไปเลี้ยงพอ คอเรสเตอรอลก็ลด พอลดปั๊บภูมิคุ้มกันขึ้น แล้วร่างกายจะแข็งแรง นี่คือพื้นฐาน
ฉะนั้นกายกับจิตต้องสมดุล จิตต้องเป็นนาย กายต้องเป็นบ่าว ถ้าจิตคุณดีร่างกายคุณจะทำงานดีมาก ปรากฏว่าผู้ใหญที่เราไปคุยด้วยไม่มีใครรับเลย
คุณหมอจึงลาออกมาทำคลีนิคธรรมชาติบำบัดที่บ้าน และศึกษาแนวทางนี้ต่อ จนกระทั่งได้รับการทาบทามมาประจำที่ศูนย์เอชเอ็มซี บนตึก 253 อโศก เริ่มจากผมไปบรรยายเรื่องมะเร็ง แล้วเจอคุณหมอ ที่ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการกรมการแพทย์ทางเลือก ไม่นานหมอก็เชิญผมมาลองทำพาร์ทไทม์ที่ศูนย์ เอชเอ็มซี
อยู่ 7-8 เดือนก่อนจะทำมาได้ปีเศษนี่เองที่นี้มีหลายอย่างที่ผมไม่รู้ และทึ่งมาก เช่นเครื่อง MRIT
(MolecularResonanceImagingTechnology) เคยเห็นเมื่อสามปีที่แล้ว ในการประชุมแห่งหนึ่ง บริษัทผู้ผลิตเขามาเองก็สงสัยว่าจะเป็นจริงอย่างที่เขาคุยหรือ ว่าเห็นอวัยวะข้างในหมดเลยตอนนั้นไม่ได้สนใจหมอคนอื่น ๆก็ไม่เชื่อ แม้ว่าทางรัสเซียเขาจะใช้เครื่องนี้ตรวจสุขภาพนักบินอวกาศก็ตาม พอมาเห็นที่เอชเอ็มซี ผมก็ลองใช้ตรวจตัวเองดูผลตรงกับที่รู้อยู่แล้วคือความดันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ มีปัญหาตับอ่อนนิดหน่อย มีปัญหาระบบย่อยอาหาร หลักการคือส่งคลื่นเสียงความถี่ต่ำไปกระทบอวัยวะแล้สะท้อนกลับมา เครื่องก็วัดค่าคลื่นนั้นแต่ละคลื่นสามารถแยกได้ว่าเป็นโรคหรือมีอาการอย่างไรบ้าง ตรวจคนไข้บ่อย ๆ วินิจฉัยบ่อย ๆ ถามเขาว่าเป็นอย่างนี้หรือเปล่า อย่างนั้นหรือเปล่า ปรากฏว่าตรงกับที่อ่านค่าออกมาหมดก็ชักเชื่ออย่างคนไข้หนุ่ม ๆ ตัวเลขขึ้นว่าขี้ลืม ผมก็ถามว่าขี้ลืมเหรอ เขารับว่าใช่ เป็นประเภทความจำระยะสั้น บางคนวางกุญแจปุ๊บลืมแล้วว่าวางตรงไหน บางคนบอกว่าเข้าห้างแล้วต้องเดินมาล็อกรถใหม่ทุกครั้งอาการอย่างนี้แก้ได้ด้วยการปรับวิถีชีวิต กินอาหารเสริม ความจำคือน้ำมันปลา ทำให้เซลล์สมองได้รับอาหาร ผักช่วยเรื่องนี้ได้-แต่น้อย อาการที่ผมทึ่งว่าเครื่องไม่น่าจะตรวจได้ แต่กลับตรวจรู้คือมะเร็ง หรือ ต่อมลูกหมากโต หรือมีก้อนเนื้อ (ซีสต์) เช่น ในรังไข่ ในมดลูก เต้านม ดูค่าปุ๊บ เป็นถุงน้ำมีก้อนให้คนไข้ไปทำอัลตราซาวด์พิสูจน์ ก็พบจริง ๆ เราก็แนะนำได้ถูกว่าคุณต้องปรับปรุงเรื่องดื่มน้ำ เรื่องอาหาร มีน้ำย่อยน้อย ต้องกินอาหารยังไง ซีสต์นี่เป็นเรื่องฮอร์โมน ปรับปรุงอาหารแล้วฮอร์โมนจะปรกติเองอย่างคนที่น้ำย่อยเสียทั้งหลาย ถามไปเถอะ ดื่มนมถั่วเหลืองทุกคน เพราะถั่วเหลืองมีสารต้านน้ำย่อยทำให้ท้องอืด น้ำย่อยเสียคือน้ำย่อยน้อยลงเอนไซม์ที่จะย่อยอาหารจึงน้อยลง คนที่ชอบนมถั่วเหลือง ควรดื่มไม่เกินวันละกล่อง 30 กรัมหรือ 240 ซีซี(8ออนซ์) แต่ถ้ากินนมถั่วเหลืองแล้วยังกินเต้าหู้อีกอันตรายแล้ว เพราะจะไปหยุดการสร้างน้ำย่อย แล้วมีฮอร์โมนผู้หญิงเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ แล้วยังเป็นตัวการทำให้การทำงานของต่อมไธรอยด์ลดลง สังเกตคนที่กินมังสวิรัติ กินเต้าหู้มากๆซีดทุกคน เพราะไม่มีน้ำย่อยที่จะย่อยโปรตีนกับวิตามิน เมื่อย่อยไม่ได้ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารไปใช้ไม่ได้ โปรตีนลดลง วิตามินลดลงกินเสริมเข้าไปยังไงก็ไม่ไหว เพราะมีตัวคอยขัดระบบการย่อยอาหาร ก็มีปัญหา การอ่านค่าเช่นนี้ไม่ใช่ใครก็อ่านได้ประสบการณ์การเป็นหมอสูติตินารีนาน 30 กว่าปี คือรากฐานที่คุณหมอนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ศูนย์เอชเอ็มซี จนเชี่ยวชาญในการอ่านค่าเหล่านั้นในเวลาอันรวดเร็ว คือพอเราเป็นหมอ เวลาอ่านเรื่องโปรตีน เรื่องระบบย่อยอาหาร ผมนึกภาพออกว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้เรียนแพทย์มาจะนึกภาพไม่ออก ความเข้าใจจะไม่เหมือนกัน การเป็นหมอทำให้ศึกษาเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่ไม่ใช้เวลาผมใช้เวลา 7-8 ปีนานพอๆกับที่เรียนแพทย์ แล้วตอนนี้ผมก็เชื่อว่ารู้น่าจะยังไงไม่ถึง10%ของความรู้ทั้งหมด การตรวจสุขภาพจะมีสองส่วน นอกจากใช้เครื่องMRITแล้ว ยังเจาะเลือดหนึ่งหยดที่ปลายนิ้วมาส่องกล้องดูที่กำลังขยาย 400 เท่า ว่าคุณภาพเลือดเป็นอย่างไรเรียกว่า LiveBloodAnalysis ทั่วไปแล้วจะต้องเห็นเซลล์เม็ดเลือดแดงกระจายเป็นเม็ดๆ แต่คนยุคปัจจุบันมักจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงจับตัวเป็นแถวซ้อนกันแน่น ในนั้นยังมีสารโลหะหนักที่สะท้อนแสงแวววาวเรียกอีกอย่างว่าคริสตัล ถ้ามีสีแดงหรือขาวแสดงว่าได้รับจากมลภาวะ แต่ถ้าเป็นสีเหลืองแสดงว่าไม่ได้ถ่ายท้องช่วงเช้า ทำให้สารพิษในลำไส้ดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนเจ็ดโมงเช้านั้นสำคัญ เพราะร่างกายดีทอกซ์ตัวเอง ถ้าเขากวาดพิษไปกองไว้แล้วไม่ได้กำจัดออกไป พิษนั้นจะย้อนกลับเข้ามาใหม่ ถึงจะขับถ่ายเวลาอื่น ก็ยังย้อนกลับมาได้ อย่างเห็นเม็ดเลือดแดงเข้าแถวซ้อนกัน ก็รู้ได้เลยว่าค่าเลือดเป็นกรด เลือดนี่ต้องเป็นประจุลบ ค่าpH(Hydrogen lon) ประมาณ 3.4 แล้วเม็ดเลือดจะผลักกันเอง กระจายตัวได้ดีเลือดไหลเวียนในหลอดเลือดง่าย แต่ถ้ากินแป้งมาก กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์มาก จะมีประจุบวกเยอะ ทำให้เม็ดเลือดแดงบางเม็ดเป็นบวก บางเม็ดเป็นลบมีแรงแม่เหล็กดูดติดกันเลือดอย่างนี้จะไหลไปไหนก็ไม่ดี แล้วถ้าเลือดเป็นกรดอย่างนี้นาน ๆ คุณตาย ร่างกายเลยแก้ด้วยการดึงแคลเซียมออกมาจากกระดูกเพื่อให้เลือดเป็นด่างยิ่ง เป็นกรดมากก็ยิ่งดึงแคลเซียมออกมามาก กระดูดคุณก็พรุน อีกโรคที่การตรวจเลือดแบบนี้บอกได้ค่อนข้างดีว่าเป็นหรือเปล่าคือ LeakyGut หรือลำไส้รั่ว
ปรกติเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้จะติดกันแน่น แต่พอเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด กินเร็ว กระเพาะก็ส่งต่ออาหารโมเลกุลใหญ่ ๆ ไปให้ลำไส้ นานเข้าช่องระหว่างเซลล์ผนังเยื่อบุลำไส้เลยหลวม อาการหลวม ๆ นี่ละที่เรียกว่าลำไส้รั่ว โมเลกุลใหญ่ๆของอาหารบางชนิดที่ผ่านช่องระหว่างเซลล์นี้ไปได้ โดยเฉพาะโปรตีนที่ไม่ย่อยพอเข้าไปในเลือด จะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไปกระตุ้นให้ภูมิต้านทานของเราทำงาน ระบบในร่างกายก็รวน ผิดปรกติไป คุณหมอขวัญชัยสรุปสั้น ๆ ว่า อาการผิดปรกติของคนยุคปัจจุบันมาจากปาก จึงต้องแก้ที่ปาก ปรับอาหารให้เป็นด่างคือกินผักเยอะมาก ๆ งดนม ชีส ถั่วเหลือง คุณรู้มั้ยว่าในผักผลไม้ทุกชนิดมีโปรตีนครบ ถ้ากินผักและผลไม้ได้หลากหลายชนิด แล้วทานโปรตีน เช่นจากถั่วบางชนิด จากปลา สัตว์น้ำ เนื้อสัตว์อื่น ก็ได้โปรตีนครบ ถ้าสั่งอาหารข้างนอกกินอะไรก็ได้ที่มีผักเยอะๆ1ชามผัดสดได้ยิ่งดี แล้วค่อยทานข้าวหรือเนื้อสัตว์ แต่อย่าทานเยอะเนื้อสัตว์ทั้งวันกินแค่1ฝ่ามือคุณก็พอ ข้าวแต่ละมื้อทานแค่ 1 ฝ่ามือก็พอ ราว 100 กรัม หรือ 400 แคลอรี อย่ากินของทอด ของผัด ของหวานกับขนมปังนี่เลิกไปเลยเพราะขนมปังกับเค้กมีกลูเตนที่กระตุ้นภูมิแพ้ ส่วนคนที่อยากได้แคลเซียม ให้กินที่เป็น ไบโอแคลเซียมเยอะๆคือปลาเล็ก ปลาน้อย งาดำ ผักใบเขียว แล้วออกกำลังกาย ถ้าไม่มีเวลาก็เดิน ทำงานก็เดินขึ้นบันไดไปสามสี่ชั้นก็พอ 15 นาที เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง แต่ถ้าเดินพื้นราบเดินเร็วๆ แล้วดื่มน้ำอย่างนี้ ตื่นมาดื่มน้ำ 2 แก้ว หนึ่งชั่วโมงหลังอาหารทุกมื้อให้ดื่ม 1 แก้ว สายกับบ่าย ก่อนอาหารหนึ่งชั่วโมงดื่ม 2 แก้ว ได้แล้ว 9 แก้วก่อนนอนไม่ต้องดื่ม เพราะไตต้องการพักผ่อนคนไข้ที่ไม่ฟังก็มีเยอะไป เขาเชื่อผลที่ออกมา แต่ไม่เปลี่ยนการกินไม่เปลี่ยนการใช้ชีวิตเพราะไม่อยากเปลี่ยน บางคนอยากกินโต๊ะจีน อยากกินขนม แสดงให้เห็นชัด ๆ ว่าหมอเป็นแค่คนนำทาง คุณต้องไปปฏิบัติเองถึงจะเห็นผล คนที่ไปปฏิบัติตามได้ผลทุกคนครับ มีคนนึง ความที่เขาเป็นอาจารย์ แล้วเป็นด็อกเตอร์ มีวินัยสูงทำตามที่ผมสอนทุกอย่าง น้ำหนักเขาลดไป 12 กิโลภายในสองเดือน กระฉับกระเฉงเป็นคนละคนเลย จากที่เคยจับต้นชนปลายไม่ถูกกับกรณีของคุณพ่อคุณแม่ และพี่เขยตัวเอง ตอนนี้ มีความสุขมากที่ช่วยคนอื่นๆได้กระทั่งคุณหมอเองก็เปลี่ยนไปเยอะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะใช้ชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง

สุขและทุกข์ เรื่องเดียวกัน

ม.ค. 05

มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์ ต้องการแต่สุข

ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียด เช่นเดียวกับทุกข์ก็คือ ทุกข์อย่างหยาบ

พูดอย่างง่ายๆ สุขและทุกข์ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข

เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ มันก็กัดเอาไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข

แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้ เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน

เช่นเดียวกับสุขและทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน

คู่สร้างคู่สม

ม.ค. 05

คุณปู่คุณย่าอายุประมาณ 90 ชักขี้หลงขี้ลืมไปตามวัย คุณหมอเลยแนะนำให้จดทุกอย่างไว้

คืนหนึ่งขณะที่หนังดูโทรทัศน์ด้วยกัน คุณปู่ลุกจากเก้าอี้ คุณย่าจึงถาม

คุณย่า : นั้นจะไปไหนน่ะ

คุณปู่ : ห้องครัว

คุณย่า : วานหยิบไอศครีมให้ฉันถ้วยนึง

คุณปู่ : ได้

คุณย่า : จดไว้ซิเดี๋ยวลืม

คุณปู่ : ไม่ต้องจดหรอกฉันจำได้

คุณย่า : งั้นเอาลูกสตรอเบอรี่โปะหน้ามาให้ด้วยนะ จดสิ

คุณปู่ : จำได้น่า (คุณปู่ยัน) ไอศครีมโปะสตรอเบอรี่

คุณย่า : อ้อ ! ช่วยราดครีมให้หน่อย นะ เดี่ยวก็ลืมไม่จดรึ

คุณปู่ : ไม่ !!!!! (ชักยั๊ว) แค่นี้ทำไมจำไม่ได้

คุณย่า : จดไว้ซิเดี่ยวลืม

อึดใจใหญ่ๆ ต่อมา คุณปู่กลับออกมาจากครัว พลางส่งจานหมูกับไข่ดาวให้คุณย่า

คุณย่า : บอกให้จดก็ไม่เชื่อ ไหนล่ะขนมปังปิ้งที่ฉันสั่ง

มะเร็งลำไส้

ม.ค. 05

           อย่าได้คิดว่าเป็นไปไม่ได้! มีผู้คนมากมายมีความเคยชินดื่มเครื่องดื่มเย็นหลังจากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของชา เพราะเชื่อกันว่า สามารถขจัดไขมันและแก้เลี่ยน ดื่มลงไปแล้ว ย่อมชุ่มฉ่ำใจแน่นอน แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า หลังจากนั้นในท้องของคุณจะเกิดอะไรขึ้น? !

            ลองนึกภาพตามดูนะค่ะ! ! ซี่โครงเนื้อในท้องของคุณ (หรืออาจจะเป็นไก่ทอด ฯลฯ) ล้วนเป็นอาหารที่มันย่อง กระเพาะและลำไส้จะทำการย่อยพวกมัน ก็ต้องเปลืองแรงหน่อย ตอนนี้เทน้ำเย็นลงไปอีกถ้วยหนึ่ง…

เคยเห็นน้ำมันหมูในตู้เย็นมั้ยค่ะ? ! คุณจินตนาการว่า กลืนไขมันที่จับตัวเป็นก้อนสีขาวเหล่านั้นลงไปในกระเพาะออกมั้ย? ! เมื่อกระเพาะลำไส้ของคุณเต็มไปด้วยน้ำมันที่จับตัวเป็นก้อนราวน้ำตาเทียนไข         ยังจะแก้เลี่ยนได้อีกมั้ย!

ถ้าหากแค่เพียงทำให้รู้สึกอยากจะอาเจียนเท่านั้นก็แล้วไปเถอะ แต่ที่สำคัญคือ มันสามารถทำให้คุณเป็นมะเร็งลำไส้ได้ด้วย! ! ไขมันที่จับตัวเหล่านี้เมื่อเจอกับกรดในกระเพาะอาหาร จะอ่อนตัวกลายเป็นสภาพกึ่งของเหลวที่เหนียวข้น จากนั้นจะไหลเข้าสู่ลำไส้ก่อนอาหารที่มีสภาพเป็นของแข็งชนิดอื่น ดังนั้นวัตถุที่มีสภาพเป็นน้ำก็ไม่ใช่ ไขมันก็ไม่เชิง เหนียวๆข้นๆนี้ ก็จะถูกลำไส้ดูดซึมไปเป็นอันดับแรก

แต่ว่า! ลำไส้ไม่อาจดูดซึมกำจัดวัตถุประหลาดนี้ได้ทั้งหมด ผนังลำไส้จะเต็มไปด้วยคราบไขมัน

ก็เหมือนกับการล้างหม้อใส่น้ำแกงเนื้อในหน้าหนาว ไม่ว่าจะล้างยังงัยก็ยังรู้สึกมันลื่น และเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า วัตถุที่ชวนอาเจียนนี้ก็จะฝังเข้าไปในผนังลำไส้ สะสมนานเข้าทำให้เกิดปฏิกิริยาที่อาจนำมาซึ่งโรคมะเร็งลำไส้ในที่สุด! !

ดังนั้นรีบเปลี่ยนพฤติกรรมความเคยชินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตนี้โดยเร็วเถอะ! รับประทานอาหารแล้วอย่ารีบกรอกน้ำเย็นลงไป ดีที่สุดคือ ควรดื่มน้ำแกง ร้อนๆ หรือน้ำอุ่นๆก็โอเคแล้ว ขอบอกเรื่องชวนอาเจียนกับคุณอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว

จะต้องต่อท่อเข้าไปกระเพาะถึงจะอุจจาระได้นะ คุณคงไม่อยากเจอเรื่องแบบนี้ใช่มั้ย รีบบอกต่อคนที่คุณรักและห่วงใย อย่าให้พวกเขาต้องต่อสายท่อเลย! !

 

เมตาโบลิซึ่ม

ม.ค. 05

ประสิทธิภาพ “เมตาโบลิซึ่ม” ในแต่ละคน

มีบทบาทในการเผาผลาญพลังงาน (แคลอรี) เผาผลาญไขมัน

ดังนั้นมันจึงมีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อ”น้ำหนักตัว”ของคนเราด้วย ประสิทธิภาพของเมตาโบลิซึ่มของคนเราจะเสื่อมถอยลงเมื่อเราอายุมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรากินเท่าเดิม แต่อ้วนขึ้นมาก ทั้งนี้เมื่อคนเราเข้าสู่วัย 30 เป็นต้นไป เมตาโบลิซึ่มจะถดถอยลงประมาณ 5% ในทุก 10 ปี เหตุที่ความสามารถในการเผาผลาญแคลอรีของเราลดลง ก็เนื่องจากเมื่อเราอายุมากขึ้น เราจะสูญเสียกล้ามเนื้อลงไปเรื่อยๆ

เคล็ดลับสำคัญในการคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของเมตาโบลิซึ่มก็คือการสร้างกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย

ถ้าคุณออกกำลังกายในการสร้างเสริมกล้ามเนื้อ

เช่นการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2-3 เดือนจะช่วยเรียกกลับกล้ามเนื้อที่สูญเสียไป 5-10 ปี กลับคืนมาได้ หรือการออกกำลังแบบแอโรบิค จะทำให้เมตาโบลึซึ่มเพิ่มขึ้น 5 เท่า นอกจากนี้การกินอาหารรสเผ็ดร้อน เช่นพริกแดง จะช่วยเพิ่มเมตาโบลึซึ่มได้ 30% การจิบชาเขียว (ตามการศึกษาของในสวิตเซอร์แลนด์) วันละ 3 ครั้งพร้อมอาหาร จะช่วยเผาผลาญ 80 แคลอรี หรือดื่มกาแฟ (ชนิดใช้หม้อต้ม) 1 แก้ว จะช่วยเพิ่มเมตาโบลิซึ่ม ได้กว่า 2 ชั่วโมง และช่วยขจัดไขมันที่ร่างกายกักเก็บไว้ และหากดื่มก่อนออกกำลังกายก็จะยิ่งช่วยเพิ่มพลัง

แต่ขอเตือนว่าผู้มีความดันโลหิตสูงห้ามดื่มก่อนออกกำลังกายเป็นอันขาด

ระบบเผาผลาญเป็นวิธีที่ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารมาใช้ในการทำงานของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและเอ็นไซม์หลายชนิดในร่างกาย ระบบการเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolic rate) ซึ่งถ้าอัตราการเผาผลาญสูง ร่างกายจะเผาผลาญอาหารได้ดี แต่ถ้าอัตราการเผาผลาญต่ำจะทำให้เพิ่มน้ำหนักตัวได้เร็วหรือลดน้ำหนักได้ยาก

แต่ละคนมีประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานแตกต่างกัน ซึ่งอัตราการเผาผลาญของร่างกายมาจากพลังงาน 3 ส่วนคือ

พลังงานพื้นฐานที่ใช้ในการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย

พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวหรือออกแรง

พลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหาร

การปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคและการใช้พลังงานจึงมีผลต่อระบบการเผาผลาญของร่างกายได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อระบบเผาผลาญ ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง วิถีการดำเนินชีวิตและองค์ประกอบของร่างกาย (ปริมาณของมวลกล้ามเนื้อ) โดยธรรมชาติระบบการเผาผลาญของคนเราจะลดลงประมาณ 5% ทุกๆ 10 ปี โดยเริ่มหลังจากอายุ 40 ปี ขณะอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไร เพศชายจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเพศหญิง คนที่มีกล้ามเนื้อมากก็จะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันใช้พลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันซึ่งเปรียบ ได้กับเซลล์ขี้เกียจ และท้ายที่สุดสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้แต่ละคนตั้งแต่เกิดคือพันธุกรรม ซึ่งถูกโปรแกรมมาแล้วทำให้คนเรามีระบบเผาผลาญแตกต่างกันไป นอกจากนี้ โรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์(ทำงานน้อย)ก็ทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงได้

ทำไมน้ำหนักทรงตัวหลังลดความอ้วน

เชี่ยวชาญอธิบายเรื่องนี้ว่า ขณะที่เราอ้วน ระบบการเผาผลาญยังสูงอยู่ ฉะนั้นเมื่อลดแคลอรีจากอาหารลงมาแม้เพียงเล็กน้อย จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลง และหลังจากที่สูญเสียเซลล์ไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อไปพร้อมกับการสูญเสียน้ำ ในระยะแรก ระบบเผาผลาญจะลดต่ำลง ร่างกายจึงต้องการพลังงานในการทำงานน้อยลง

ทุกๆ 1/2 กิโลของเซลล์กล้ามเนื้อที่ลดลง จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานลดลงประมาณ 9 แคลอรี นี่เองเป็นเหตุผลว่า คนที่ลดน้ำหนักจึงอ้วนขึ้นได้ง่ายในเวลาต่อมาถ้าไม่ควบคุมต่อเนื่อง นอกจากนี้ พลังงานที่ร่างกายต้องการจากอาหารก็จะลดน้อยลงไปอีก นั่นหมายถึงว่าปริมาณอาหารที่รับประทานจะต้องน้อยลงตามไปด้วย

ตัวอย่างเช่น นายแดงและนายดำมีน้ำหนักเท่ากันคือ 112 กิโลกรัม โดยที่น้ำหนักเดิมของนายแดงคือ 156 กิโลกรัม ส่วนนายดำหนัก 112 กิโลกรัมมาตลอด นายแดงผู้ลดน้ำหนักโดยการจำกัดอาหารจึงมีระบบเผาผลาญลดลง ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงกว่านายดำทั้งๆที่มีน้ำหนักเท่ากัน

ดังนั้น การที่มีน้ำหนักเท่ากันจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องการพลังงานเท่ากันเสมอ ไป หากผ่านการลดน้ำหนักมาก่อน จึงต้องควบคุมการกินอาหารให้น้อยลงไปให้ได้อย่างต่อเนื่อง

6 วิธีกิน เพิ่มระบบเผาผลาญ

1. กินบ่อยแต่แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ การกินอาหารวันละ 4-6 มื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น คนที่ทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อต่อมื้อนานเกินไป ระบบเผาผลาญจะปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินมื้อใหญ่เกินไป ระบบเผาผลาญจะทำงานเสมือนว่าคุณกำลังอดอยาก จึงสงวนแคลอรีทั้งหมดที่กินไว้เพื่อสะสมเป็นเสบียงยามขาดแคลน

2. ห้ามอดมื้อเช้า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆจะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อจะทำงานได้ทั้ง 24 ชั่วโมง ดังนั้น การอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายเข้าสู่ระบบสงวนพลังงาน โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานอย่างเต็มที่ในรูปของไขมัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพได้แก่ ข้าว(ซ้อมมือ)ต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว

3. เพิ่มอาหารโปรตีน โดยปกติ อาหารจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ หลังจากที่กินไปแล้ว 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่ทำงานได้ดีที่สุด แต่อาหารโปรตีนต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 25% ในการย่อย ฉะนั้นอาหารว่างที่มีโปรตีนสูงจึงทำให้การเผาผลาญทำงานได้ดีกว่า(เล็กน้อย) เมื่อเทียบกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง(โดยที่มีแคลอรีเท่าๆ กัน) แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่สรุปว่าอาหารชนิดใดจะมีผลพิเศษในการเพิ่มระบบ เผาผลาญ

4. เติมเครื่องเทศรสเผ็ด มีงานวิจัยว่า พริกหรืออาหารรสจัดสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลาถึง 30 นาที งาน วิจัยในสตรีชาวญี่ปุ่นรายงานว่า พริกสีแดงช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อกินพริกแดงกับอาหารไขมันสูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยขนาดเล็ก พบว่านักกีฬาชายที่กินพริกแดงกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง มีอัตราระบบเผาผลาญสูงขึ้นทั้งขณะที่มีกิจกรรมและไม่มีกิจกรรม หลังการกินอาหาร 30 นาที แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเพิ่มการทำงานได้นานแค่ไหน ผลดีของการกินพริกคือช่วยให้กินผักได้เพิ่มขึ้น แต่ผลการเพิ่มอัตราการเผาผลาญนั้นเพียงเล็กน้อย จึงต้องใช้ความพอดีในข้อนี้ให้มาก

5. ดื่มน้ำตลอดวัน น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่ง หากดื่มน้ำน้อยไประบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหาร โดยตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะนำไปใช้ในหน้าที่อื่นๆ เช่น เผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำเย็นๆจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยจากการที่ร่างกายต้อง รักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ EGCG (epigallocatechin gallate) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหาร จะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญ 24 ชั่วโมงได้ 4 % (คาเฟอีนเพียงอย่างเดียวไม่แสดงผลนี้) แม้ชาเขียวจะกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดีกว่าและนานกว่ากาแฟ แต่การดื่มชาเขียวโดยไม่ควบคุมปริมาณอาหารที่กินตลอดทั้งวัน ก็ไม่อาจช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

6. เลี่ยงน้ำตาลและของหวาน การกินของหวานมากๆ จะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย

ปัจจัยเสริมเร่งการเผาผลาญ

ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้นๆ และยกน้ำหนักที่จะสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญในระยะยาว ถ้าเรายิ่งสร้างกล้ามเนื้อมากเท่าไร อัตราการเผาผลาญ(ขณะที่อยู่เฉยๆ) ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเซลไขมัน

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค 30 นาที อาจเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการยกน้ำหนัก 30 นาที แต่การยกน้ำหนักกลับจะเพิ่มให้ระบบเผาผลาญทำงานได้นานกว่า ฉะนั้นกฏข้อหนึ่งของการลดน้ำหนักคือ การออก กำลังกายควบคู่กันไปกับการควบคุมอาหารจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มอัตรา การเผาผลาญของร่างกายให้มากขึ้น และคงน้ำหนักที่ลดลงได้

ผู้หญิงบางคนกลัวว่าการออกกำลังกายจะทำให้มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ดูแล้วไม่สวยงาม แต่ที่จริงผู้หญิงไม่มีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) มากพอที่จะทำให้กล้ามเนื้อใหญ่เหมือนผู้ชายได้ขนาดนั้น จึงไม่น่าเป็นข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกาย ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วนได้ โดยเฉพาะอ้วนลงพุง เพราะความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมีผลให้ระบบเผาผลาญลดลง และที่สำคัญนอนให้เพียงพอ การวิจัยพบว่าผู้ที่นอนน้อยกว่าวันละ7-8 ชั่วโมงจะอ้วนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีสภาวะเครียดเพิ่มขึ้น

โสม

ม.ค. 05

วันนี้เอาเรื่องยาบำรุงร่างกายมาพูดกันซักนิดครับ หลายคนอาจจะคิดว่า กินยาบำรุงมากๆแล้วดี ชื่อมันก็บอกว่าบำรุง มันก็ต้องดีสิ แต่รู้ไหมครับว่าตอนผมเรียนยาจีน บทนำของหมวดยาบำรุงกำลังก็เตือนไว้แต่แรกเลยว่า ”อย่าซี้ซั้วกิน” เพราะแพทย์จีนมองว่าสิ่งที่ดีต่อร่างกายเราที่สุดคือความสมดุลย์ครับ การไปซี้ซั้วกินยาคือการทำให้สมดุลย์ของร่างกายเสียไป แม้จะเป็นยาที่บำรุงร่างกายและมีราคาแพงลิบก็ไม่ใช่ว่ากินดีทุกคน

ทุกวันนี้คนหันมาดูแลสุขภาพกันเยอะขึ้น มีเงินหน่อยก็ไปซื้อยาบำรุง วิตามีน อาหารเสริม ซึ่งจริงๆมันก็ดีนะครับที่คนหันมาสนใจในสุขภาพของตัวเอง แต่จะกินอะไรก็ต้องมีเหตุผลครับ ไม่ใช่เห็นคนอื่นกินก็แแห่กันไปกินโดยไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าร่างกายต้องการแบบนั้นหรือเปล่า มีประโยคพื้นๆของจีนประโยคนึงพูดไว้ว่า 病从口入 (ปิ้งฉงโขว่รู่) แปลว่า โรคมาจากสิ่งที่กินเข้าไป ซึ่งก็เห็นจะจริงครับ เพราะทุกวันนี้คนเรากินดีเกินไปครับ โรคที่สมัยก่อนไม่ค่อยมีเลยได้ถือกำเนิดขึ้นเยอะ เช่น โรคไขมันพอกตับ ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันสูง สารพัด

เอนทรี่นี้จะขอพูดถึงยาบำรุงร่างกายที่ได้ชื่อว่า “ดี” ที่สุดในโลก และก็แพงมากกกกกกก พอเดาออกไหมครับว่าเป็นสมุนไพรตัวไหน โสม นั่นเองครับ

โสม บางทีก็เรียกว่าโสมคน เพราะหน้าตามันเหมือนจริงๆ

โสมเป็นสมุนไพรที่ได้รับการกล่าวขวัญมากถึงฤทธิ์บำรุงร่างกาย ในตำรายาจีนก็เขียนเทิดทูนไว้สูงมาก เช่น โสมเป็นสุดยอดยาบำรุงลมปราณ สามารถกระชากวิญญานคนใกล้จะตายให้ฟื้นได้ ้สรรพคุณเหล่านี้มีจริงหรือเปล่า คำตอบคือจริงครับ ทุกวันนี้โรงพยาบาลในจีนมีการสกัดสารจากโสมบรรจุหลอดไว้ฉีดเข้าเส้นสำหรับคนที่ช๊อก ความดันดิ่งต่ำอย่างรวดเร็ว ใจเต้นร่อแร่ ใกล้จะกลับบ้านเก่า ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจมากครับ โดยที่แพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่ปฎิเสธที่จะใช้มันเลย จากตรงนี้ก็บอกได้เลยว่าโสมนั้นดีจริง

 

ทุกวันนี้เขาใช้โสมรักษาอะไรกันบ้าง ก็มีรักษาอาการช็อก โรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดปกติ โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวน้อย ความดันต่ำเป็นต้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าคนที่มีอาการเหล่านี้สามารถไปหาโสมมากินได้ทุกคนนะครับ ควรปรึกษาหมอจีนก่อนอยู่ดี (หมอแผนปัจจุบันตอบไม่ได้อยู่แล้ว) เพราะโสมก็มีผลข้างเคียงเยอะครับ โดยเฉพาะกับคนรวยที่ร่างกายแข็งแรงปกติสุขดีแต่แกว่งปากหาโสมครับ

ข้อเสียของโสมก็คือข้อดีของมันนั่นแหละครับ เนื่องจากมันบำรุงลมปราณได้ แต่ลมปราณคุณเพียงพออยู่แล้วก็จะเกิดลมปราณแน่นเหมือนรถติด ไม่เคลื่อนที่ จะมีอาการท้องอืดแน่น จุกเสียด ไม่อยากอาหาร เนื่องจากมันบำรุงลมปราณ ทีนี้คุณก็จะคึกครับ กลายเป็นคนขยับไม่หยุดเหมือนกินกระทิงแดงไปสี่ขวดเพราะไม่ได้อ่านคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง นอนไม่หลับ ใจเต้นเร็วรัวเป็นจังหวะแทงโก้ ความดันจะสูง ตัวร้อน ถ้าให้เด็กกินโสมฮอร์โมนเพศก็จะหลั่งเร็วกว่าปกติทำให้สัญลักษณ์ทางเพศ เช่น ประจำเดือน หน้าอกใหญ่ขึ้น เสียงแตก ลูกกระเดือกยื่นออกเร็วกว่าเกณฑ์ ผิดธรรมชาติของเด็ก (เอนทรี่ก่อนๆพึ่งพูดถึงว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมอยู่เลย)

อาการที่เด่นที่สุดเลยของโสมเป็นพิษคือ เลือดออกครับ อาจจะเมนส์มาเยอะมาก หรือเลือดออกตามฟัน ตามผิวหนัง แต่โดยมากจะเป็นเลือดกำเดาไหลครับ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่เวลาเห็นทัวร์ไทยไปเกาหลีกลับมาแล้วเลือดอาบกันเป็นแถว ไม่ใช่ว่าหนุ่มสาวเกาหลีไม่ใส่เสื้อผ้าหรอกครับ แต่เป็นเพราะดันไปซื้อไปชิมโสมเกาหลีกันนั่นแหละ แล้วยิ่งโสมในเกาหลีเขาเรียกว่าโสมแดงครับ มันจะมีฤทธิ์ร้อนมากกว่าโสมตัวอื่นๆเลย เพราะฉะนั้น กินแล้วจะเกิดอาการจำพวกร้อนใน เช่น ปากเป็นแผล ท้องผูก และเลือดออกได้ง่ายกว่าโสมชนิดอื่นๆ

ผมเคยกินโสมขาว หรือที่เขาเรียกว่าโสมอเมริกาครับ พ่อบอกให้แช่น้ำร้อนกินแทนชา เรียนหนักเลยบำรุงซักหน่อย โสมขาวจะแตกต่างกับโสมแดงของเกาหลีตรงที่ว่าจะมีสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำในร่างกาย อาจใช้รักษาพวกที่คอแห้งตลอดเวลา แต่ผมแข็งแรงดีครับ ไม่ได้หิวน้ำอะไร พอกินไประยะนึงรู้สึกเลยครับว่าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว คือผมมีความรู้สึกว่าต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาตลอดเวลาครับ ตอนเราตื่นนอนอยู่ก็ไม่เท่าไหร่หรอก เพราะไม่ค่อยได้สนใจ ไม่รู้สึกตัว แต่พอตอนนอนอยู่บนเตียงกำลังจะหลับเท่านั้นแหละ ต้องคอยกลืนน้ำลายเอื๊อกๆตลอดเวลาไม่เป็นอันนอนไปหลายคืนเลย รีบหยุดกินแทบไม่ทัน

ไอ้โสมขาวนี่ก็แพงครับ ซึ่งหลังจากเรียนมาแล้วทำให้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพงขนาดนี้เพื่อไปซื้อสิ่งที่มีคำว่า “โสม” อยู่มาบำรุงร่างกายเลย ฤทธิ์ของมันก็แค่บำรุงกำลังกับเพิ่มน้ำในร่างกาย ยาตัวอื่นถูกๆมีถมไปครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าขอแค่ได้ชื่อว่าโสมแล้วมันต้องดีที่สุดจริง ของแบบนี้รู้ชื่อไม่รู้ใจครับ

ทีนี้ถ้าเกิดกินโสมแล้วมีอาการผิดปกติดังที่บอกมา โดยเฉพาะพวกอาการจุกเสียดท้องเนี่ย เราสามารถกินหัวไชเท้าแก้ได้ครับ โสมกลัวหัวไชเท้าครับ ราคาก็แพงดันกลัวอะไรถูกๆซะได้ สงสัยโสมจะเป็นพืชขี้จั๊กกะจี้ที่ฝ่าเท้า เหมือนเราชอบเอาหัวไปไชพุงเด็ก (มุขควายมาก โปรดอภัย ) เพราะว่าหัวไชเท้ามีฤทธิ์ขับเคลื่อนลมปราณ ทำให้ลมปราณที่อัดแน่นบริเวณท้องเดินสะดวก ก็จะหายจุกเสียดเอง แต่ถ้าเกิดคุณร่างกายอ่อนแอ ต้องการกินโสมเพื่อบำรุงละก็ ควรงดอาหารที่ทำจากหัวไชเท้าครับ ไม่งั้นโสมเจอไชเท้าสลายพลังหมด เสียของเลยละ

สรุป ของที่ “ดี” ไม่จำเป็นต้อง “ดี” สำหรับทุกคนเสมอไปนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่ามัน “เหมาะ” กับเราหรือเปล่าต่างหาก และถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไปหาโสมมากินโป๊จนเกิดผลข้างเคียงอีก อันนี้ก็คงต้อง “โสม” น้ำหน้าแล้วละครับ

 

เมดิเตอร์เรเชียน อาหารอายุวัฒนะ

ม.ค. 05

 

แพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ (Anti-aging physician) ถือว่าอาหาร ของชาวเมดิเตอร์เรเนียน(อิตาเลียน, เฟรนช์, กรีก, สแปนิชและประชากรแถบคาบสมุทรไอบีเรีย) เป็นยอดของอาหารชะลอความแก่ครับ

เนื่องจากว่า มีส่วนประกอบของน้ำมันมะกอกมาก, ปลาทะเลและของทะเลเป็นแหล่งโปรตีนหลัก, ผักเช่นมะเขือเทศ, มะกอก, กระเทียม (อิตาเลียนชอบกระเทียมมากนะครับ ใครว่าฝรั่งเกลียดกระเทียมทุกชาติไม่จริงนะครับ) หัวหอม, พริกหยวก, และผักใบเขียวจัดทั้งหลาย

พร้อมทั้งมีเครื่องเทศ ที่เป็นสมุนไพรจัดเป็นยา ได้เกือบทุกประเภทเช่น ใบเซจ, ไทม์, โรสแมรี่ หรือ ออรีกาโน่ แต่ท่านทั้งหลาย ทราบไหมครับว่าอาหารชาติไหนอีกที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เปี๊ยบเลย คือสามารถชะลอความชราได้เช่นกัน ผมศึกษามาจากที่อเมริกาเห็นหมอชะลอความแก่ ชื่นชมอาหารฝรั่งเศสตอนใต้ เพราะเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนแท้ๆมาก แล้วก็รู้สึก ตงิดใจว่าอาหารที่ประกอบด้วยสารพวกนี้ นี่มันคุ้นๆอยู่ แล้วก็นึกออกครับ ว่ามันคืออาหารไทย และอาหารแบบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ของเรานี้เอง มีทั้งสมุนไพร และผัก เนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ เน้นเนื้อสัตว์ใหญ่ เหมือนพวกอเมริกัน เรามักกินปลากันมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกลงเรือ ต้มยำกุ้ง หรืออาหารเวียดนาม เห็นไหมครับ ผักกองเต็มชาม กินผักอิ่มก่อน กินแป้งอีก จึงขอตั้งชื่อ อาหาร อายุรวัฒน์ แบบไทยๆของเราว่าเป็นอาหาร เมดิเตอร์เรเชียน Mediterrasian Diet

มีของดีอยู่ใกล้ตัวไม่ต้องกลัวแก่กันแล้วนะครับ หลักฐานอีกชิ้น ที่แสดงว่าฝรั่งกินแบบไทยแล้วดีก็คือ เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เองได้มีการค้นพบเล็กๆ (ของฝรั่ง) แต่ผมว่ายิ่งใหญ่สำหรับคนไทย และคนแถบอุษาคเนย์มาก นั่นคือได้มีการขุดค้นโถ แอมฟอราซึ่งเป็นโถทรงสูง มีหูสองข้างแบบโรมันโบราณ ที่ปอมเปอี และที่สเปนที่โถนั้นสลักเป็นตัวย่อ

ภาษาละตินว่า

G F SCO(M), LIQUA FLOS, และ LIQUAMEN OPTIMUM

แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า G(ari) F(los) SCO(mbri)

“flower of garum, from mackerel.” หากแปลเป็นไทยคือ น้ำที่มีกลิ่นหอมรัญจวน ดั่งกลิ่นบุปผา จากการหมักปลา แมคเคอเรล

คุ้นๆไหมครับ คุณผู้อ่าน มันก็คือ “น้ำปลา” เราดีๆนี่เองครับ ไม่ได้พบแค่ไหน้ำปลานะครับ พบโรงงานที่ผลิตน้ำปลา ในสมัยโรมัน เลยทีเดียว อยู่รอบคาบสมุทร “ไอบีเรีย” เต็มไปหมด และน้ำปลาสมัยนั้น ถือเป็น ของพิเศษด้วยนะครับ เพราะมีราคาแพงใช้กันเฉพาะในหมู่ผู้ดี และขุนนาง ชาวโรมันเท่านั้น

เชื่อว่ามีฤทธิ์กระตุ้น กำหนัดได้ด้วย (Aphrodisiac) ครับสูตรการทำน้ำปลาสมัยโรมันไม่ต่างมากจาก น้ำปลาไทยเลย (พูดถึงน้ำปลาไทยแล้วเศร้า เห็นรายการอาหารของบีบีซี สาธิตทำผัดไท โดยบอกว่าใช้ “น้วกมาม : Nuac mam” ซึ่งคือน้ำปลาในภาษาเวียตนาม และคนสาธิตทำผัดไท ก็ดันเป็นคนเวียตนามเสียด้วย)

คือใช้ปลาเล็กน้อย รวมถึงไส้ และเครื่องในปลา หรือบางทีใช้ เครื่องในของปลาทูน่า รวมกับ ส่วนต่างๆ เช่นเหงือก เลือด น้ำจากตัวปลา มาเรียงไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจากนั้นใช้เกลือทะเลเม็ดหยาบ เรียงซ้อนไว้ชั้นบน เรียงสลับกันไปเช่นนี้บางทีอาจใส่ออรีกาโน่ หรือบางที่เช่นสูตร ของอาณาจักรโรมันตะวันออกใช้ไวน์ น้ำส้มสายชู หรือแม้แต่น้ำผึ้งหมัก ลงไปด้วย ระยะเวลาหมักตั้งแต่ 2 เดือนจนถึง 9 เดือนหากหมักนานทุกสิ่งจะเปื่อยยุ่ยลงรวมกันเป็นน้ำปลาชนิดข้นหน่อยครับนอกจากนั้นแล้วอาหารในสมัยโรมัน กับเมดิเตอร์เรเนียนสมัยนี้ ก็ยังมีวิวัฒนาการ เชื่อมโยงกันอยู่ ก็น่าแปลก ที่คนสยาม เราก็ดำเนินมาตามนี้เช่นกันทั้งที่อยู่กันคนละขั้วโลก

ต่อไปนี้เป็น ตารางเปรียบเทียบ ความเหมือนของการดำเนินชีวิต (lifestyle) และอา

หารของชาวเมดิเตอร์เรเนียน กับคนไทย

เมดิเตอร์เรเนียน

1. ปฏิบัติสม่ำเสมอและรับประทานทุกวัน

2. อาหารจากพืชเมล็ดแป้งเช่น ขนมปังโฮลวีต แป้งพาสต้า ข้าวและคุส-คุส (ทำจากแป้งข้าวป่นๆ คล้ายขนมขี้หนู)

3. ผักสดและผลไม้

4. แหล่งไขมันในอาหารมาจากน้ำมันพืชและไขมันจากปลา

5. รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่(วัว หมูและแกะ) เพียง 2-3 ครั้งต่อเดือน

6. แหล่งโปรตีนมาจากการรับประทานปลาเป็นประจำ

7. รับประทาน พืชพวกลีกูมส์ เช่นถั่วลิสง ถั่วแขก ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาวและถั่วอื่นๆเป็นประจำ

8. ดื่มอัลกอฮอล์เช่นไวน์ ในปริมาณพอดีๆ

9. ออกกำลังกายในระดับปานกลางจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ไทย

1. ปฏิบัติสม่ำเสมอและรับประทานทุกวัน

2. อาหารจากพืชเมล็ดแป้งเช่นข้าว, ก๋วยเตี๋ยวและธัญพืช

3. ผักสดและผลไม้

4. แหล่งไขมันในอาหารมาจากน้ำมันพืชและไขมันจากปลา

5. รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่(วัว หมูและแกะ) เพียง 2-3 ครั้งต่อเดือน

6. แหล่งโปรตีนมาจากการรับประทานปลาเป็นประจำ

7. รับประทาน พืชพวกลีกูมส์ เช่นถั่วลิสง ถั่วแขก ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว

และถั่วอื่นๆเป็นประจำ

8. ดื่มอัลกอฮอล์เช่นกระแช่ สาโท อุ ในปริมาณพอดีๆ

9. ออกกำลังกายในระดับปานกลางจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

• ปรับเอามาใช้กับเราคนไทยง่ายๆคือ •

1. จำกัดแคลอรี่ (calorie restriction) เพื่อลดปริมาณอนุมูลอิสระ

2. รับประทานพืชพวกลีกูมส์ (Legumes) ในเมืองไทยได้แก่พืชวงศ์ถั่ว เช่นกระถินแค ถั่วลิสง ถั่วพู ถั่วลันเตา และถั่วกินได้ชนิดต่างๆ

3. ใช้น้ำมันมะกอกทำอาหารและใส่สลัดผัก

4. กินประทานมะเขือเทศหรือซอล จะได้ไลโคปีนส์ (lycopenes) ชะลอความแก่

5. ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกลั่นอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

เมื่อรู้อย่างนี้ แล้วไม่จำเป็นต้อง ไปขวนขวายหาอาหาร “เมดิเตอร์เรเนียน” แพงหูฉี่กินครับ พวกเฟรนช์คุยซีน หรือ อิตาเลียนคุยซีน ทั้งหลาย อาหารไทยนี่แหละครับใช้เครื่องเทศในครัวของเรา ปรุงด้วยจะได้เป็นโอสถไปในตัว พูดแล้วหิว ขอไปกินปลาทอด ราดน้ำปลา สักตัวเสียแล้ว

พืช-ผลไม้ที่มีประโยชน์กับเรา

ม.ค. 05

  1. Yogurt โยเกิร์ต – ช่วยป้องกันโรคกระเพาะ, ทำให้กระดูกแข็งแรง, ลดโคเลสเตอรอล, ช่วยปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน, ช่วยการย่อย
  2. Wheat bran รำข้าวสาลี – ต่อต้านมะเร็งลำไส้, ช่วยในการขับถ่าย(ท้องไม่ผูก), ลดโคเลสเตอรอล, ช่วยลดการแตกของเส้นเลือด, ปรับปรุงการย่อย
  3. Wheat germ วีทเจิม – ต่อต้านมะเร็งลำไส้, ช่วยในการขับถ่าย(ท้องไม่ผูก), ลดโคเลสเตอรอล, ช่วยลดการแตกของเส้นเลือด, ปรับปรุงการย่อย
  4. Watermelon แตงโม – ป้องกัน, ส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ลดโคเลสเตอรอล, ช่วยไม่ให้เส้นโลหิตแตก, ควบคุมความดันเลือด
  5. Water น้ำ – ส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ป้องกันมะเร็ง, ละลายนิ่วในไต, ผิวเรียบสวย
  6. Walnuts วอลนัท – ลดโคเลสเตอรอล, ต่อต้านมะเร็ง, ช่วยความจำ, ช่วยในเรื่องอารมณ์, ป้องกันเชื้อโรคหัวใจ
  7. Tomatoes มะเขือเทศ – ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก, ต่อต้านมะเร็ง, ลดโคเลสเตอรอล, ป้องกันหัวใจ
  8. Sweet Potatoes มันฝรั่งหวาน – ช่วยในการมองตา, ทำให้เราอารมณ์ดี, ป้องกันมะเร็ง, กระดูกแข็งแรง
  9. Strawberries สตอเบอรรี่ – ป้องกันมะเร็ง, ป้องกันหัวใจ, ช่วยความจำ, คลายเครียด
  10. Rice ข้าว – ป้องกันหัวใจ, โรคเบาหวาน, ละลายนิ่วในไต, ต่อต้านมะเร็ง, ช่วยไม่ให้เส้นโลหิตแตก
  11. Prunes ลูกพรุน – ชะลอความแก่, ช่วยถ่ายท้อง(ไม่ผูก), ช่วยความจำ, ลดโคเลสเตอรอล, ป้องกันโรคหัวใจ
  12. Pineapple สับปะรด – ทำให้กระดูกแข็งแรง, บรรเทาหวัด, ช่วยการย่อย, ละลายหูด, ยับยั้งท้องเสีย
  13. Peanuts ถั่ว – ป้องกันโรคหัวใจ, ส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ต่อต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก, ลดโคเลสเตอรอล
  14. Peaches ลูกพีช – ป้องกันท้องผูก, ต่อต้านมะเร็ง, ป้องกันเส้นเลือดแตก, ช่วยการย่อย, ริดสีดวงทวาร
  15. Onions หอมหัวใหญ่ – ลดการเสี่ยงหัวใจวาย, ต่อต้านมะเร็ง, ฆ่าแบคทีเรีย, ลดโคเลสเตอรอล, ฆ่าเชื้อรา
  16. Oranges ส้ม – ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน, ต่อต้านมะเร็ง, ป้องกันหัวใจ, ระบบการหายใจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  17. Olive Oil น้ำมันมะกอก – ป้องกันหัวใจ, ส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ป้องกันมะเร็ง, ต่อต้านเบาหวาน, ผิวเรียบสวย
  18. Oats ข้าวโอ๊ส – ลดโคเลสเตอรอล, ต่อต้านมะเร็ง, ต่อต้านเบาหวาน, ป้องกันท้องผูก, ผิวเรียบสวย
  19. Mushrooms เห็ด – ควบคุมความดันเลือด, ลดโคเลสเตอรอล, ฆ่าแบคทีเรีย, ป้องกันมะเร็ง, กระดูกแข็งแรง
  20. Mango มะม่วง – ต่อต้านมะเร็ง, ช่วยความจำ, ช่วยเรื่องไทรอยด์, ช่วยการย่อย, ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม
  21. Lemons, Lime มะนาว – ป้องกันมะเร็ง ป้องกันหัวใจ ควบคุมความดันเลือด ผิวเรียบสวย เลือดออกตามไรฟัน
  22. Honey น้ำผึ้ง – รักษาแผล, ช่วยการย่อย, ป้องกันโรคกระเพาะ, เพิ่มพลัง, ต่อสู้กับภูมิแพ้
  23. Green tea ชาเขียว – ต่อต้านมะเร็ง, ป้องกันหัวใจ, ป้องกันเส้นโลหิตแตก, ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  24. Grapes องุ่น – ช่วยการมองเห็น, เอาชนะโรคนิ่วในไต, ต่อต้านมะเร็ง, เพิ่มการไหลเวียนของเลือด, ป้องกันหัวใจ
  25. Grapefruit เกรฟฟรุ๊ต(ส้ม+ส้มโอ) – ป้องกันหัวใจวาย, ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ป้องกันเส้นเลือดแตก, ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก, ลดโคเลสเตอรอล
  26. Garlic กระเทียม – ช่วยลดโคเลสเตอรอล, ควบคุมความดันเลือด, ต่อต้านมะเร็ง, ฆ่าเชื้อแบททีเรีย, เชื้อรา
  27. Flax ป่านลินิน – ช่วยย่อย, ต่อต้านโรคเบาหวาน, ป้องกันหัวใจ, ช่วยสุขภาพสมอง, ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน
  28. Fish ปลา – ป้องกันหัวใจ, ช่วยความจำ, ต่อต้านมะเร็ง, ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
  29. Figs มะเดื่อ(ฝรั่ง) – ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ช่วยหยุดการหัวใจวาย, ช่วยลดโคเลสเตอรอล, ต่อต้านมะเร็ง, ควบคุมความดันเลือด
  30. Chili peppers พริก – ช่วยการย่อย, บรรเทาอาการเจ็บคอ, ล้างไซนัส, ต่อต้านมะเร็ง, ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน
  31. Chestnuts เชสนัต – ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ป้องกันหัวใจ, ช่วยลดโคเลสเตอรอล, ป้องกันมะเร็ง, ควบคุมความดันเลือด
  32. Cherries เชอร์รี่ – ป้องกันหัวใจ, ต่อต้านมะเร็ง, นอนไม่ค่อยหลับ, ชะลอความแก่, ป้องกันโรคความจำเสื่อม
  33. Cauliflower ดอกกระหล่ำ – ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก, ป้องกันมะเร็งเต้านม, กระดูกแข็งแรง, แผลหายเร็ว, ต่อต้านโรคหัวใจ
  34. Carrots แครอท – ช่วยให้สายตาดีขึ้น, ป้องกันหัวใจ, ป้องกันท้องผูก, ป้องกันมะเร็ง, ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก
  35. Cantaloupe แคนตาลูป – ช่วยให้สายตาดีขึ้น, ควบคุมความดันเลือด, ช่วยลดโคเลสเตอรอล, ป้องกันมะเร็ง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
  36. Cabbage หัวกระหล่ำ – ต่อต้านมะเร็ง, ป้องกันท้องผูก, ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก, ป้องกันหัวใจ, ช่วยริดสีดวง
  37. Broccoli บร็อคเคอรี่ – กระดูกแข็งแรง, ช่วยให้สายตาดีขึ้น, ป้องกันมะเร็ง, ป้องกันหัวใจ, ควบคุมความดันเลือด
  38. Blueberries บลูเบอรรี่ – ต้อต้านมะเร็ง, ป้องกันหัวใจ, ควบคุมน้ำตาลในเลือด, เพิ่มความจำ, ป้องกันท้องผูก
  39. Beets บีท – ควบคุมความดันเลือด, ป้องกันมะเร็ง, ทำให้กระดูกแข็งแรง, ป้องกันหัวใจ, ช่วยลดน้ำหนัก
  40. Bananas กล้วย – ป้องกันหัวใจ, ลดอาการไอ, กระดูกแข็งแรง, ควบคุมความดันเลือด, แก้ท้องเสีย
  41. Avocados อะโวคาโด – ต่อต้านเบาหวาน, ช่วยลดโคเลสเตอรอล, ลดอาการหัวใจวาย, ควบคุมความดันเลือด, ทำให้ผิวเรียบสวย
  42. Artichoke อาร์ติโช๊ค – ช่วยย่อย, ลดไขมัน, ป้องกันหัวใจ, ควบคุมน้ำตาลในเลือด, ป้องกันโรคในตับ-ไตและถุงน้ำดี
  43. Apricots แอปริคอต – ต่อต้านมะเร็ง, ควบคุมความดันเลือด, ช่วยให้สายตาดีขึ้น, ป้องกันโรคความจำเสื่อม, ทำให้แก่ช้าลง
  44. Apple แอปเปิล – ป้องกันหัวใจ, ป้องกันอาการท้องผูก, แก้ท้องเสีย, บำรุงปอด, บำรุงหมอนรองกระดูก

 

ภรรยา 6 อาชีพ

ธ.ค. 30

1. พวกนักกีฬา เพราะว่าพวกนี้วันๆมัวจ้องจะทำลายสถิติ อยู่บ้านเฉยๆก็สะกิดแล้ว หมู่นี้สถิติตกไปนะคะคุณพี่ขา มาทำลายสถิติกันเถอะค่ะ …

2. พวกครู พวกนี้ช๊อบชอบสอน สอนเสร็จก็ถามว่า เข้าใจไหม ถ้าตอบว่าเข้าใจ ก็ให้การบ้านไปทำ ทั้งที่เหนื่อยจะแย่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูอนุบาล หล่อนชอบพูดว่า เก่งมากกกกค่าาาา เอาาาอีกกกก….

3. พวกพยาบาลทั้งหลาย พวกนี้วิกลจริต รักความสะอาด ชอบถามว่าล้างแล้วหรือยัง ถ้าบอกว่าล้างแล้ว ก็จะถามต่อว่า แล้วลวกน้ำร้อนหรือยัง เช็ดแอลกอฮอล์หรือยัง.. แล้วใครจะไปเช็ดล่ะ …

4. พวกพนักงานโอเปอร์เรเตอร์ เพราะเวลาเราต้องการ มักจะบอกว่า ” กรุณารอสักครู่ ”

5. พนักงานแคชเชียร์ เพราะชอบติดป้ายว่า ” กรุณาใช้ช่องถัดไป ”

6 อาชีพที่หกที่ควรหลีกเลี่ยงเอามาเป็นเมียก็คือเทรนเนอร์มวย เพราะให้เราซ้อมชกลมเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะให้ชกจริงซักครั้ง 6 อาชีพ ที่ไม่ควรเลือกเป็นภรรยา