เบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนจีน

ธ.ค. 09

เซียวเข่อ : เบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนจีน

“คุณหมอครับ ผมเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารักษาด้วยยาจีนหายขาดไหม เพราะเบื่อกินยาฝรั่งจังเลย”
“คุณหมอค่ะ ฉันกินยาฝรั่งคุมเบาหวาน กินตั้งหลายขนาน หมอบอกว่าถ้าคุมไม่ได้ อาจต้องใช้ยาฉีด ฉันจึงอยากให้หมอจีนจัดยารักษาเบาหวานให้ ไม่ทราบว่ายาจีนรักษาเบาหวานได้จริงหรือเปล่า”
“คุณหมอครับ ถ้าผมกินยาจีนแล้วต้องงดยาฝรั่งเลยได้ไหม”
เรื่องของเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ผลก็คือ น้ำตาลไม่สามารถเผาผลาญไปใช้เป็นพลังงาน มีการคั่งค้างของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ น้ำตาลที่คั่งอยู่ในเลือดมากๆ ก็จะถูกกรองที่ไต มาพร้อมปัสสาวะ ดูดกลับไม่หมด ทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน มีมดขึ้น เรียกว่าเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวาน มีปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากมีน้ำตาลออกมาพร้อมปัสสาวะ (ไตดูดกลับไม่หมด) ทำให้ผู้ป่วยเสียน้ำมาก กระหายน้ำ และเนื่องจากร่างกายขาดพลังงาน (เพราะขาดอินซูลินที่จะสลายน้ำตาลเป็นพลังงาน) ทำให้ผู้ป่วยหิวเก่ง ขณะเดียวกันก็จะซูบผอม เพราะร่างกายจะสลายไขมันและกล้ามเนื้อไปเป็นพลังงานแทน

โรคเบาหวานรักษาด้วยแพทย์แผนจีนได้ไหม
โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีการบันทึกในตำราแพทย์จีนมาช้านาน เรียกเป็นภาษาจีน ว่า เซียวเข่อ คำว่า เซียว หมายถึง สูญเสีย หรือสลายอาหาร สูญเสียน้ำและสูญเสียพลัง (ร่างกายซูบผอม) คำว่า เข่อ หมายถึง กระหายน้ำ ดื่มมาก ดื่มแล้วไม่หายกระหาย รวมความแล้ว โรคเซียวเข่อ หมายถึง ดื่มมาก กินมาก ปัสสาวะมาก ซูบผอม และปัสสาวะมีรสหวาน เนื่องจากอาการดื่มมาก เป็นอาการที่อยู่ส่วนบนเกี่ยวข้องกับปอด ซางเจียว ช่องไฟธาตุส่วนบน อาการกินมากเป็นอาการที่อยู่ส่วนกลางเกี่ยวข้องกับม้าม จงเจียว ช่องไฟธาตุส่วนกลาง และอาการปัสสาวะบ่อยเกี่ยวข้องกับไต เซี่ยเจียว ช่องไฟธาตุส่วนล่าง ผู้ป่วยในแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคในแต่ละอวัยวะไม่เหมือนกัน

สาเหตุของเบาหวานในทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนต่างกันไหม

  • ในทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบัน เบาหวานพบได้ประมาณร้อยละ ๓.๕ ของคนทั่วไป พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในคนอายุหลัง ๔๕ ปีขึ้นไป
  • คนอ้วนและหญิงมีลูกดก มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก
  • เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม มักมีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นโรคนี้
  • คนอ้วนหรือกินหวานมากๆ จนอ้วน มีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่าย
  • การกินยาคุมกำเนิด ยาจำพวกสตีรอยด์ ทำให้เป็นโรคนี้ได้
  • นอกจากนี้ยังเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบจากการดื่มเหล้า มะเร็งตับอ่อน อุบัติเหตุทำให้ตับอ่อนได้รับบาดเจ็บ

สรุป เป็นผลจากกรรมพันธุ์ และภาวะต่างๆ ที่ทำให้การทำงานของตับอ่อนผลิตอินซูลินลดน้อยลง หรือไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

ในทรรศนะแพทย์แผนจีน

พื้นฐานร่างกาย “ยินพร่อง” อาจเกิดจากพันธุกรรม (ทุนเดิมแต่กำเนิด) ไม่สมบูรณ์ หรืออาจเกิดภายหลังจากการขาดการหล่อเลี้ยงของสารยินในร่างกาย

  •  การดื่ม การกินไม่ถูกหลัก ทำให้เกิดการสะสมความร้อน สูญเสียสารน้ำ สาเหตุหลักเกิดจากการกินอาหารหวาน อาหารไขมันเป็นเวลานาน รวมทั้งการดื่มสุรา ทำให้กระเพาะอาหารและม้ามทำงานผิดปกติ เกิดความร้อนสะสม เกิดความแห้ง สารน้ำในร่างกายถูกทำลาย
  • จิต อารมณ์ขาดสมดุล ความอุดกั้นทางอารมณ์ทำให้เกิดไฟ ทำให้เกิดการทำลายยิน การที่จิต อารมณ์ได้รับการกระตุ้นยาวนาน ทำให้กลไกพลังผิดปกติ พลังถูกปิดกั้น ไม่กระจายตัวตามปกติ นำไปสู่ไฟที่สะสมในร่างกาย เกิดไฟร้อนของระบบปอดและกระเพาะอาหาร ทำให้สูญเสียยินและสารน้ำ
  • เพศสัมพันธ์ที่มากเกินควร เกิดการสูญเสียจิงของไต และทำให้ไตพร่อง

แพทย์แผนจีนถือว่า การมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินควร ทำให้สูญเสียยินและจิง เมื่อร่างกายขาดยินจะเกิดไฟจากภาวะพร่อง ทำให้เสียยินกระทบถึงปอดและกระเพาะอาหาร เกิดไตพร่อง ปอดแห้ง และกระเพาะอาหารร้อน ซึ่งเป็นอาการของเบาหวาน

การแบ่งชนิดเบาหวานตามแพทย์แผนจีน และการดำเนินของโรคเป็นอย่างไร

  • ภาวะยินพร่อง เป็นเนื้อแท้ของโรค
  • ภาวะแห้งร้อน เป็นปรากฏการณ์อาการที่แสดงออก
  • เซียวเข่อ แบ่งเป็นส่วนบน (ปอดแห้ง) ส่วนกลาง (กระเพาะอาหารร้อน) ส่วนล่าง (ไตพร่อง) มีอาการหนักเบาของส่วนทั้ง ๓ ต่างกัน
  • ถ้าอาการดื่มมากเป็นอาการหลัก กินมาก ปัสสาวะมากเป็นอาการรอง เรียกว่า ซ่างเซียว
  • ถ้าอาการกินมากเป็นอาการหลัก ดื่มมาก ปัสสาวะมากเป็นอาการรอง เรียกว่า จงเซียว
  • ถ้าอาการปัสสาวะมากเป็นอาการหลัก ดื่มมาก กินมากเป็นอาการรอง เรียกว่า เซี่ยเซียว 
  • อาการระยะแรกมีลักษณะแห้งร้อน ระยะต่อมาของโรคของยินพร่องร่วมกับแห้งร้อน ระยะสุดท้ายของโรค คือ ยินพร่องเป็นหลัก แล้วทำให้หยางพร่องร่วมด้วย

ตามหลักแพทย์แผนจีน เบาหวานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปอด กระเพาะอาหารและไตอย่างไร มีอาการอื่นๆ ที่ตามมาอย่างไร
เบาหวาน หรือเซียวเข่อ มีสาเหตุพื้นฐานจากยินพร่อง สารน้ำร่างกายถูกทำลาย ทำให้เกิดความแห้งร้อนของอวัยวะภายในจั้งฝู่ โดยเฉพาะปอด กระเพาะอาหารและไต (สำคัญที่สุด คือ ไต) ตามหลักสรีระของศาสตร์แพทย์แผนจีน ปอดเป็นอัวยวะส่วนบนที่มีหน้าที่ปรับและควบคุมน้ำของร่างกาย ถ้าปอดร้อนและแห้ง น้ำจะถูกส่งผ่านโดยตรงไปที่ไต ทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก ขณะเดียวกันน้ำก็ไม่สามารถกระจายไปส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้คอแห้ง กระหายน้ำ

  • กระเพาะอาหารเป็นทะเลของน้ำและอาหาร (เป็นที่เก็บรวบรวมอาหารและน้ำที่กินเข้าไปสำหรับย่อยสลาย) ถ้ากระเพาะอาหารแห้งและร้อนไฟกระเพาะอาหารจะแกร่ง การย่อยเร็ว หิวเก่ง อุจจาระแห้ง
  • ไต มีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำของร่างกาย และมีหน้าที่เก็บสารจิง ถ้าไตขาดสารยินเกิดไฟจากภาวะพร่อง เกิดความร้อนแห้งของไต ทำให้ไตสูญเสียการดูดน้ำกลับเพื่อส่งไปที่ปอด เกิดปัสสาวะมากและบ่อย มีการไหลออกของสารอาหารทำให้มีปัสสาวะรสหวาน
  • ปอดแห้งมีผลต่อการกระจายน้ำไปยังกระเพาะอาหารและไต กระเพาะอาหารแห้งและร้อน มีผลกระทบต่อปอดและไต และไตพร่อง ไตแห้งร้อน ก็มีผลต่อปอดแห้ง และกระเพาะอาหารร้อน
  • ไตแห้ง ตับก็แห้ง ตับขาดการหล่อเลี้ยง ไฟตับมาก ทำให้เกิดปัญหาของตา (ตับเปิดทวารที่ตา) เช่น ต้อกระจก ทำให้เกิดปัญหาของหู (ไตเปิดทวารที่หู) เช่น หูหนวก หูมีเสียงดัง

แพทย์แผนจีนมีหลักการรักษาเบาหวานอย่างไร
หลักการรักษา : ต้องเสริมยิน สร้างสารน้ำ และทำให้ชุ่มชื้นขจัดแห้ง ขับร้อน ขับพิษ เป็นหลัก เวลารักษาต้องคำนึงถึงปอด กระเพาะอาหาร และไตควบคู่กัน

  • รักษา “ซ่างเซียว”  เบาหวานส่วนบน ให้ความชุ่มชื้นแก่ปอด ร่วมกับขับร้อนของกระเพาะอาหาร
  • รักษา “จงเซียว” เบาหวานส่วนกลาง ให้ขับร้อนของกระเพาะอาหาร เสริมบำรุงไต
  • รักษา “เซี่ยเซียว”  เบาหวานส่วนล่าง ให้บำรุงไต และเสริมการบำรุงปอด
  • ถ้ามีพลังและยินพร่อง ต้องเสริมพลังและบำรุงยิน
  • ถ้ามียินและหยางพร่อง ต้องบำรุงยินและหยางคู่กัน
  • ถ้ามีเลือด เสมหะอุดกัน ต้องสลายการอุดกันกระจายเลือด

ชนิดของเบาหวานและตำรับยาจีนรักษาเบาหวานเป็นอย่างไร        แบ่งเป็นประเภทๆ ใหญ่ ๓ แบบ
๑. เบาหวานส่วนบน (ซ่างเซียว) ปอดร้อนขาดสารน้ำ
อาการ : คอแห้ง กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ร่วมกับน้ำหนักลด ซูบผอม ปัสสาวะบ่อยและมาก
การตรวจ : ขอบลิ้น ปลายลิ้นแดง ฝ้าเหลืองขาว ชีพจรแรง เต็ม เร็ว
ตำรับยา : อวี้เฉวียนหวาน
๒. เบาหวานส่วนกลาง (จงเซียว) กระเพาะอาหารร้อนแกร่ง
อาการ : กินมาก หิวง่าย อุจจาระแห้ง ร่วมกับร่างกายซูบผอม
การตรวจ : ฝ้าเหลืองแห้ง ชีพจรลื่น แรง
ตำรับยา : อวี้หนี่วเจียน
๓. เบาหวานส่วนล่าง (เซี่ยเซียว)
๓.๑ ไตยินพร่อง        อาการ : ปัสสาวะบ่อย ปริมาณมาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และร้อนบริเวณหน้าอก
การตรวจ : ลิ้นแดง ชีพจรจม เล็ก เร็ว
ตำรับยา : ลิ่วเว่ยตี้หวงหวาน
๓.๒ ไตยิน ไตหยางพร่อง            อาการ : ปัสสาวะบ่อย (ดื่ม ๑ ส่วน ปัสสาวะ ๒ ส่วน) กลัวเย็น กลัวหนาว ร่วมกับปัสสาวะขุ่นขาว ใบหน้าดำคล้ำ ใบหูแห้ง เอว เข่าปวดเมื่อย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
การตรวจ : ลิ้นซีด ฝ้าขาว ชีพจรจม เล็ก ไม่มีแรง
ตำรับยา : เสิ่นชี่หวาน

สรุป
เบาหวาน ในศัพท์แพทย์แผนจีน มีชื่อว่า “เซียวเข่อ” มีอาการดื่มมาก กินมาก ปัสสาวะมาก ซูบผอม สาเหตุพื้นฐานเกิดจากยินพร่อง ร่วมกับวิถีการดำเนินชีวิตไม่ได้สมดุล โดยเฉพาะจากอาหารการกิน อารมณ์ ความเครียด และมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินไป ผลที่ตามมาคือ ยินพร่องมีความร้อนแห้งในอวัยวะภายใน ตามด้วยการพร่องของยินและพลัง และท้ายสุดคือ การเสียทั้งไตยิน ไตหยางของร่างกาย ภาวะแห้งร้อนและยินพร่อง ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการแสดงออกมากมาย รวมทั้งเกิดเสมหะและเลือดอุดกั้น มีอาการแทรกซ้อนมากมาย เช่น ที่ตา (ต้อกระจก) ที่หู (หูอื้อ) หูมีเสียง ที่ปลายมือปลายเท้า หัวใจ ไตเสื่อม ไตวาย แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง เป็นต้น

เบาหวานแสดงออกของโรคมี ๓ ตำแหน่ง เกี่ยวข้องกับปอด กระเพาะอาหาร และไต จึงต้องแบ่งเบาหวานเป็น ๓ ช่วงบน คือ ช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีอาการร้อนแห้ง เป็นปรากฏการณ์ แต่ธาตุแท้คือ ยินพร่อง

หลักการรักษา คือ บำรุงยินทำให้เกิดสารน้ำ เสริมความชุ่มชื้น ขจัดความแห้ง และขับความร้อน ปรับเปลี่ยนยาให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายแต่ละบุคคล ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้การรักษาดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องระวังภาวะเบาหวานรุนแรงจนทำให้หยางแยกตัวจากยิน จนเกิดภาวะหมดสติ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการควบคุมอาการด้วยยาแผนปัจจุบันค่อนข้างคุมได้รวดเร็ว เพราะทำให้กระตุ้นการสร้างอินซูลินมากขึ้น หรือใช้ฉีดอินซูลินเข้าทดแทน แต่ในแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นการปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลัก เพื่อให้อวัยวะจั้งฝู่ทำงานปกติ เกิดสมดุลและสามารถสร้างอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้สามารถลดยาเบาหวานทางแพทย์แผนปัจจุบันลงได้ แต่ในรายที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทดแทน เพราะการปรับสมดุลเพื่อให้ตับอ่อนที่ไม่ทำงานสร้างอินซูลินยังเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากให้ทำงานปกติ

หลักการรักษาที่ดีที่สุด คือ แบบผสมผสาน ระยะแรกต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วยยาแผนปัจจุบัน แล้วให้ยาสมุนไพรจีนร่วมกับในการปรับสมดุลร่างกายและร่วมกับการควบคุมปัจจัยอาหาร อารมณ์ เพศสัมพันธ์ให้สมดุล ตรวจเช็กน้ำตาลในเลือดควบคู่กันไป ถ้าระดับน้ำตาลและสภาพร่างกายดีขึ้น (ตรวจแบบแพทย์แผนจีนและอาการแสดงออกดีขึ้น) ก็อาจพิจารณาลดยาเบาหวานลงตามความเห็นของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาควบคุมน้ำตาลทันที ในขณะที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างสมดุล หรือการทำงานของตับอ่อนยังไม่ดีขึ้น ผลการรักษาได้ผลดีหรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย แต่โดยภาพรวม ควรรักษาโรค (ควบคุมน้ำตาล=แผนปัจจุบัน) และรักษาคน (ปรับสมดุล=แพทย์แผนจีน) ควบคู่ไปด้วยกัน

 

ความดันโลหิตต่ำ

ธ.ค. 09

มีคนขอให้เขียนเรื่องความดันโลหิตต่ำ ซึ่งผมเห็นว่าแพทย์จีนมีมุมมองที่น่าสนใจดีเลยเอามาแบ่งปันกันครับ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่าความดันต่ำคืออะไร? ความดันโลหิตต่ำก็คือ การใช้เครื่องวัดความดันวัดค่าออกมาได้ต่ำกว่า 100/60 อาการที่มักพบคือ เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย ทีนี้มาดูว่าแพทย์จีนมองความดันโลหิตต่ำว่าอย่างไร คำตอบคือ ในศาสตร์แพทย์จีนนั้น ไม่มีคำว่า “ความดันโลหิต”ครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่ามันจะสูงหรือต่ำ เราไม่สน มันไม่มีผลในการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษา ที่เราสนใจคืออาการของคุณต่างหากนั่นก็คือ “เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย”
เวลาหมอจีนรักษาโรคนั้นจะเน้นพิจารณาที่อาการเป็นหลัก แล้วใคร่ครวญว่าจากอาการที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนให้เราเห็นว่าอวัยวะภายในส่วนใดทำงานผิดปกติบ้าง แล้วจึงเปิดยา เช่น ปวดเมื่อยหลังจะนึกถึงไต ตาแดงจะนึกถึงตับหรือว่าธาตุไฟ เจ็บจุกสีข้างจะนึกถึงตับแม้ว่าจะเป็นสีข้างด้านซ้ายก็ตาม (ตับอยู่ทางขวา) นอนไม่หลับจะนึกถึงหัวใจและเลือด เป็นต้น (อวัยวะที่กล่าวถึงคืออวัยวะในทางแพทย์จีน ไม่ใช่ตับ ไต หัวใจจริงๆในทางสรีระวิทยานะครับ) จากอาการของความดันโลหิตต่ำที่ว่ามาข้างบนนั้นแพทย์จีนจะบอกว่า
“เลือดและลมปราณของม้ามไม่เพียงพอ”
ม้ามในแพทย์จีนเป็นแหล่งผลิต “สารอาหาร” (เลือดและลมปราณ) ถ้าม้ามไม่แข็งแรง “สารอาหาร”ก็จะผลิตได้ไม่เพียงพอ ลมปราณพร่องก็จะเป็นคนไม่มีแรง เหนื่อยง่าย เลือดพร่องก็จะเวียนหัว อันนี้อธิบายง่ายๆนั่นแหละครับว่าเลือดไปเลี้ยงไม่พอ เลือดพร่องที่บอกนี้ไปตรวจเลือดอาจจะไม่เจออะไรผิดปกติเลยก็ได้ครับ
ในคนไข้บางรายมีอาการใจสั่น ใจเต้นเร็ว หมอจีนจะอธิบายว่าเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ (กรณีอธิบายคล้ายกับหัวใจขาดเลือดของแผนปัจจุบัน)
นอกจากอาการเหล่านี้ เลือดและลมปราณของม้ามไม่เพียงพอยังอาจจะก่อนให้เกิดอาการที่คุณคาดไม่ถึงได้อีก เช่น ท้องเสีย นอนไม่หลับ ฝันเยอะ หน้าซีด เลือดออกง่าย ประจำเดือนมาเยอะ หรือมาถี่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าผมตรวจ ผมจะไม่ได้ให้ความสนใจค่าความดันคุณเป็นหลักครับ บอกแล้วว่าหมอจีนเราไม่มีความดันโลหิต เมื่อผมรักษาให้อาการต่างๆของคุณหายได้นั่นนับเป็นการรักษาหายแล้ว แม้ว่าค่าความดันคุณจะคงเดิมเหมือนครั้งแรกที่มาหาผมก็ตาม
วิธีรักษา “ความดันต่ำ” นี้ เราก็จะบำรุงเลือด บำรุงลมปราณครับ แต่จะให้บอกว่าไปซื้อยาบำรุงยังไงนั้นคงบอกไม่ได้ เพราะในแต่ละคนไข้ก็จะมีความไม่สมดุลย์ที่ต่างกัน ต้องมาหาหมอพิจารณาเป็นรายคนไป ตรงนี้ผมจะบอกวิธีกายบริหารง่ายๆที่สามารถบำรุงลมปราณได้ให้ไปทำกันแทนครับ
วิธีการก็ง่ายมากเลยครับ หาจุด 足三里 (จู๋ซานหลี่) ที่บริเวณหน้าแข้ง แล้วก็กำมือทุบๆบริเวณจุดนี้ซักสิบกว่าที ทำทั้งสองขาก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทำทุกวันใช้เวลาแค่ไม่เท่าไหร่เองครับจุดจู๋ซานหลี่นี้เป็นจุดบนเส้นลมปราณกระเพาะครับ พอกระเพาะแข็งแรงก็กินข้าวอร่อย ดูดซึมสารอาหารดี ก็นำไปผลิตเป็นเลือดและลมปราณให้เราได้ครับ ถึงขั้นมีคำกล่าวว่ากระตุ้นจุดนี้มีค่าเท่ากับกินไก่ตุ๋นเลยทีเดียว
วิธีหาจุดนี้ ถ้าเรางอเข่า เราจะรู้สึกว่าตรงหัวเข่าเรามีรอยบุ๋มอยู่สองข้าง ลองใช้มือกดๆดูก็จะเจอครับ ในรูปจุดที่อยู่เหนือนิ้วชี้คือรอยบุ๋มด้านนอก ด้านในจะมีอีกบุ๋มนึง จากนั้นก็เอานิ้วสี่นิ้วประกบชิด โดยเอานิ้วชี้วางไว้ใต้ระดับรอยบุ๋มที่หัวเข่า ระดับที่นิ้วก้อยแนบอยู่คือระดับของจุดจู๋ซานหลี่ เอาอีกมือมาลองลูบใต้นิ้วก้อยจะเจอกระดูกหน้าแข้ง จู๋ซานหลี่จะอยู่ด้านนอกของกระดูกหน้าแข้งถัดไปประมาณ 1.5 ซม.โดยประมาณ (จุดที่อยู่ใต้นิ้วก้อยในรูปก็คือจู๋ซานหลี่ครับ) ขาทั้งสองข้างหาเหมือนกันครับ หาเจอก็ใส่ไม่ยั้งไปเลยครับ คิดซะว่ากำลังกินไก่ตุ๋นอยู่ละกัน เวลาเคาะจะรู้สึกว่าบริเวณนั้นจะชาๆ เสียวๆ นั่นแสดงว่ามาถูกทางแล้วครับ

ท่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนความดันต่ำทำนะครับ ใครๆก็ทำได้ทั้งนั้นครับ เหมือนเป็นการบำรุงร่างกายทางนึง ถือซะว่าวันนี้หมอเชนใจป้ำเลี้ยงไก่ตุ๋นทุกคน ซัดกันให้เต็มคราบเลยนะครับ อิๆ
เพิ่มเติมนิดหน่อยสำหรับเรื่องความเข้าใจผิดอย่างนึงเกี่ยวกับการกินแอลกอฮอลล์รักษาโรคความดันต่ำ คือเขาคิดว่าแอลกอฮอลล์ทำให้เลือดลมเดิน มันจะได้พาเลือดลมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย แต่อย่างที่บอกว่าในทางแพทย์จีนมันคืออาการเลือดและลมปราณไม่เพียงพอ น้ำไม่เต็มสายยาง ต่อให้เปิดแรงดันให้น้ำเดิน มันก็ไปเลี้ยงที่อื่นๆได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว พอแรงดันหายไป อาการก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุครับ แถมกินแอลกอฮอลล์มากไปก็ไม่ดีอีกครับผม

การแพทย์แผนจีน

ธ.ค. 09

ประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ และอารยธรรมอันรุ่งเรืองยาวนานหลายพันปี การแพทย์แผนจีน และการฝังเข็มเป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้สืบทอดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับของชาวจีน ชาวตะวันออก และประเทศในแถบตะวันตก กระทั่งองค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) ได้ประกาศรับรองผลการรักษาโรค ด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่ ปี 1979

สำหรับ ประเทศไทย เองก็มีผลงานด้านการบำบัดรักษาด้วยเวชกรรมแผนจีน และฝังเข็มมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แล้ว

การฝังเข็ม

การฝังเข็ม เป็นการกระตุ้นให้เลือด ลมไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น เมื่อหลอดลมผ่านได้คล่องอาการเจ็บปวดต่างๆ ก็ค่อยๆหายไปเพราะร่างกายของคนเราถึงแม้ว่าเราจะบอกได้ว่าปวดเฉพาะที่จุดใด จุดหนึ่ง แต่การรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้มองแค่จุดที่ปวด แต่มองว่าร่างกายทุกส่วนสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด ฉะนั้นการรักษาก็ต้องรักษาทั้งระบบ

แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ปักลงไปบนตำแหน่งจุดต่างๆของร่างกายแล้วกระตุ้นโดยการใช้นิ้วมือหมุนปั่น หรือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นระบบประสาทของร่างกาย ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้สมดุลเป็นปกติจึงสามารถรักษาโรคและบรรเทาอาการผิดปกติต่างๆ ได้ โดยทั่วไปแพทย์จะปักเข็มคาเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงถอนเข็มออก การเลือกเข็มมาใช้ต้องให้เหมาะกับสรีระและตำแหน่งที่จะฝังเข็มเป็นหลักเพราะ ถ้าหากใช้เข็มที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยแล้ว เวลาฝังในจุดต่างๆ อาจเกิดอันตราย และเข็มที่ใช้ก็ต้องผ่านการฆ่าเชื้อใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการมีความปลอดภัยมากขึ้น ความแตกต่างของการฝังเข็มแบบสมัยใหม่กับการฝังเข็มแบบดั้งเดิม คือ

  • การฝังเข็มแบบสมัยใหม่ โดยปกติแล้วจะใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ เพื่อกระตุ้นการรักษา วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากโดยปกติแล้วหลังจากการฝึกอบรมมาแล้ว 3 เดือน นักฝังเข็มสามารถใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วยได้ทันที แต่ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ได้ผลดีที่สุด
  • วิธีฝังเข็ม แบบดั้งเดิม ต้องมีพื้นฐานที่ดีตามหลักทฤษฎีและปรัชญาของจีน รวมไปถึงจะต้องรู้หลัก ของ “ไทเก็ก” “หยินหยาง” “ธาตุทั้ง 5” “ปากั้ว” และวงจรการไหลเวียนของเลือด นักฝังเข็มจำเป็นจะต้อง “ชี่กง” และรู้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นพลังงานภายในที่สามารถถ่ายทอดสู่ผู้ป่วยอย่างได้ผลเต็มที่ การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีสำหรับการ บรรเทาการเจ็บปวดของโรคต่างๆโดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย
  • ที่โรงพยาบาลปิยะเวท นักฝังเข็มได้ใช้วิธีนี้ ช่วยผู้หญิงที่คลอดบุตรยาก ให้คลอดง่ายและสุขภาพแข็งแรง
  • การรักษาด้วยการฝังเข็มสามารถช่วยได้ในกรณี ของผู้หญิงที่เป็นหมันให้สามารถมีบุตรได้ รวมถึง โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ปวดหัวเข่า ข้อเข่าเสื่อม ข้อหัวไหล่ติด

โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคมีหลายชนิด หลายกรณีที่สามารถทำการรักษาได้โดยแพทย์แผนจีน โดยโรคและอาการที่พบบ่อยๆ มีดังนี้

  • อัมพาต อัมพฤกษ์ แขน-ขาอ่อนแรง
  • ป้องกันเส้นเลือดสมองตีบตัน เส้นเลือดสมองแตกเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์
  • ปวดศีรษะ
  • นอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวล
  • ท้องผูก
  • โรคบริเวณใบหน้า ปวดสามแฉก บริเวณใบหน้าครึ่งซีก หนังตาไม่ปิด ปากเบี้ยว หน้าชา อัมพฤกษ์ ใบหน้าครึ่งซีก หน้ากระตุก ปวดกราม ขากรรไกรค้าง อ้าปากไม่ขึ้น
  • โรคกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ กระดูก และปลายประสาทชา กล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อรูมาตอยด์ ชาปลายมือ ปลายเท้า ตะคริว ปวดหลัง ปวดร้าวชาด้านหลัง ด้านข้างขวา ชานิ้วเท้า ปวดตะโพก ข้อตะโพกเสื่อม ปวดหัวเข่า เข่าบวม ข้อหัวเข่าเสื่อม ปวดบวมข้อเท้า ข้อเท้าพลิก
  • หอบหืด
  • ปวดทรวงอก
  • ปวดจากมะเร็ง เนื้องอก ปวดแผลผ่าตัด
  • ท้องเสีย ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • แพ้ท้อง อาเจียน ทานอาหารไม่ได้
  • เบาหวาน และภาวะแทรกซ้อน ปลายเท้าคล้ำดำ ชาปลายมือปลายเท้า
  • ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
  • ลดความอ้วน ลดความอ้วนหลังคลอด ลดไขมันเฉพาะที่ตะโพก ต้นขา น่อง ต้นแขน ท้องแขน
  • เพิ่มน้ำหนัก คนผอม ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • บำรุงสุขภาพคนในวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • ลมบ้าหมู
  • บวมน้ำ
  • ลโรคผู้สูงอายุ สั่นกระตุก พาร์กินสัน หลงลืม ความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์
  • โรคสูติ-นรีเวช ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช้า เร็ว มาไม่แน่นอน ประจำเดือนไม่มา มดลูกหย่อน ชำรั่ว ก้อนเนื้อเต้านม
  • วัยทอง ทั้งหญิงและชาย
  • มีบุตรยาก
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศู
  • โรคภูมิแพ้
  • ลบรอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นใต้คาง ท้องแขน ฝ้า กระ สิว ผมร่วง เส้นเลือดขอด
  • ปวดเมื่อยล้าอ่อนเพลียเรื้อรัง

สมุนไพรจีน

แพทย์แผนจีนจะนำสมุนไพรจีน จะนำสมุนไพรจีนมาใช้ในการรักษาโรคควบคู่กับการฝังเข็ม สำหรับผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาแพทย์แผนจีนจะจัดสมุนไพรจีนให้ตามอาการ ของโรค เพื่อช่วยในการรักษาและช่วยให้ร่างกายปรับสภาพสมดุลทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ ดีขึ้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แพทย์แผนจีนใช้รักษาอยู่ในปัจจุบัน

การนวดทุยนา

ทุยนา เป็นวิธีการรักษาโรคแบบธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีในศาสตร์แผนจีน ถือว่าเป็นหนึ่งในอีกหลายวิธีของการรักษาโรค โดยเน้นการปรับภาวะประสาท หยินกับหยางให้เกิดสมดุล และแก้ไข บำรุงการเจริญเติบโตของ NGF, EGF และ GM-CSF ต่างๆภายในร่างกายของคน สำหรับในประเทศจีนเป็นวิธีการรักษาโรคที่มีประวัติหลายพันปีมาแล้ววิทยา ศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันนี้ยืนยันว่า”การปลดปล่อยโดยขจัดความเจ็บปวดของ NGF ฯลฯ สามารถช่วยขับพิษออกจากร่างกายของผู้ป่วย” ดังนั้นทุยนาจึงมีบทบาทในการรักษาโรคกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นโดยเน้นลดความ เจ็บปวดจากการอักเสบและเกร็งอย่างได้ผลในคนที่นอนไม่หลับ และในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ ขณะเดียวกันยังเป็นวิธีการรักษาที่ป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย

“บำรุงไต” สำคัญไฉน

อาการอ่อนเพลียเรื้อรังและมึนศรีษะเป็นประจำมาร่วมปี ปัสสาวะบ่อย ขี้หนาว นอนไม่หลับ สะดุ้งตื่นเป็นประจำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เท้าบวม ผิวหน้าหมองคล้ำและผมร่วง ทั้งๆที่ผลตรวจร่างกายก็เป็นปกติ ???

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าเมื่อผลการตรวจทุกอย่างเป็นปกติ แต่ทำไมตนเองกลับมีอาการผิดปกติ เกิดจากความเครียดหรืออุปทานไปเองจริงหรือไม่ !!?

จริงๆแล้วสารพัดอาการกล่าวมาข้างต้นนั้น หากวินิจฉัยตามหลักการแพทย์จีนคือเกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของการแพทยทจีนที่ได้มีการบันทึกในตำราการแพทย์จีนมาแล้ว นับพันปี ภาวะไตอ่อนแอไม่ใช่โรคไตในความหมายของการแพทย์ตะวันตก หากหมายถึงสภาพไตกำลังเสื่อมลง ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้ไตขับน้ำส่วนเกินและของเสียออกจากร่างกายลดลง เกิดผลกระทบต่อดุลยภาพ ของอิเล็กโทรไลต์และความเป็นกรดด่างในร่างกาย รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด ที่สร้างขึ้นจากไต และต่อมหมวกไตด้วย การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะนำไปสู่อาการผิดปกติของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย หากไม่มีการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะแก่ก่อนวัยและพัฒนากลายเป็นโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเกาต์ โรคภูมิแพ้ โรคซึมเศร้า เป็นต้น หรืออาจพัฒนากลายเป็นโรคไตและไตวายได้ในที่สุด

ไตมีบทบาทอย่างไรกับชีวิต…
ไตมีบทบาทสำคัญยิ่งในการควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย การพัฒนาสมอง การสร้างกระดูก การสร้างเม็ดเลือด สมรรถภาพทางเพศ การสืบพันธ์และความชรา ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับระบบการทำงานของหัวใจ ปอด ตับ ม้าม ระบบฮอร์โมน ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันด้วย ดังนั้นการแพทย์จีนจึงเปรียบเสมือนไตเป็นรากฐานของชีวิตและให้ความสำคัญใน การบำรุงรักษาไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพหรือบำบัดหลายๆ อาการให้หายพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นวิทยาการอันล้ำค่าของการแพทย์แผนจีนและมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษา สุขภาพชาวจีนในทุกๆ สมัย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมจีนไปแล้ว

สาเหตุใดที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ…
ไตจะเสื่อมลงตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นความเสื่อมของร่างกาย ที่เป็นไปตามวัฎจักรของเกิดแก่เจ็บตายจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนจะเสื่อมเร็วช้ามากหรือน้อยจะไม่เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ
1.กรรมพันธุ์ พ่อแม่ไม่แข็งแรงหรือมีลูกตอนอายุน้อยหรือหรืออายุมากเกินไป หรือมีลูกหลายคน หรือตอนตั้งครรภ์คุณแม่ไม่มีการพักผ่อนและบำรุงอย่างเพียงพอหรือคลอดก่อน กำหนด ไตของลูกก็จะอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด
2.การมีเพศสัมพันธ์มากเกินควร ทำให้ไตสูญเสียพลัง
3.ประสบอุบัติเหตุ ไตถูกกระทบกระเทือน
4.ทำงานหนัก ทำงานเกินกำลังหรือหามรุ่งหามค่ำ ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์จนอดหลับอดนอน
5.ผลกระทบจากโรคเรื้อรังต่างๆ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง SLE อัมพฤกษ์ อัมพาต วัณโรค โรคเกาต์ ฯลฯ
6.ปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ผลข้างเคียงจากการใช้น้ำยาเคมีมากเกินไป เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดความอ้วน ฮอร์โมนทดแทน เป็นต้น ความเครียด มลภาวะเป็นพิษ ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผักและผลไม้ สารฮอร์โมนที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลินหรือได้รับสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม สารโซเดียมที่อยู่ตามอาหาร ขนมขบเคี้ยว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่นผงชูรส ผงฟู เป็นต้น อาหารรสจัด รสเค็ม อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสี ฯลฯ
ปัจจัยดังกล่าวล้วนแต่ทำให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและก่อนวัยอันควร เราจึงพบบ่อบยว่าหลายๆคนแม้ว่ายังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่ก็มีอาการของภาวะไต อ่อนแออย่างครบครัน

ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการอื่นๆอย่างไรบ้าง??
ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการหลากหลายตามระบบต่างๆของ
ร่างกาย ซึ่งอาจแสดงอาการใดอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายๆอาการพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความเสื่อมโทรมของไต อายุและระยะเวลาที่เรื้อรัง
1.ระบบทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ ปัสสาวะกะปรดกะปรอย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ บวมน้ำตามร่างกาย ฯลฯ
2.ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ปวดหลังปวดเอว ขาแขนอ่อนแรง เป็นตะคริวบ่อย หนาวหรือชาตามมือตามเท้า ปวดตามข้อ กระดูกพรุน โรคเกาต์ ฯลฯ
3.ระบบประสาท นอนไม่หลับ ฝันบ่อย เวลานอนแขนขากระตุกหรือสะดุ้งตื่นเป็นประจำ หรือฝันว่าตกจากที่สูงจนตกใจตื่นเป็นประจำ ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ วิงเวียน ปวดศรีษะ ซึมเศร้า วิตกกังวล อ่อนเพลียเรื้อรัง ขี้หนาว ฯลฯ
4.ระบบทางเดินอาหาร เบื่ออาหาร ลำไส้แปรปรวน อุจจาระร่วงเป็นประจำ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก  ฯลฯ
5.ระบบภูมิต้านทาน เป็นหวัดบ่อยหรือเป็นหวัดง่าย ลมพิษ สะเก็ดเงิน เริม SLE ฯลฯ
6.ระบบทางเดินหายใจ ระคายคอบ่อย ไอเรื้อรัง หอบหืด ฯลฯ
7.ระบบสืบพันธ์ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนมาผิดปกติ ช่องคลอดไม่กระชับ มีบุตรยากหรือแท้งบุตร เข้าสู่วัยทองก่อนวัยอันควร ฯลฯ
8.สภาพร่างกายภายนอก ผิวหน้าหมองคล้ำ หยาบกร้าน มีฝ้าบนใบหน้า ใต้ตาหมองคล้ำ หน้าอกหย่อนยาน ผมร่วง ผมหงอกก่อนวัย น้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างฮวบฮาบ ฯลฯ
9.หู-ตา หูอื้อ ตาพร่า น้ำในหูไม่เท่ากัน ฯลฯ

วิธีการบำบัดแบบองค์รวมของการแพทย์จีนคือ

สำหรับอาการต่างๆที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ไตเสื่อม แพทย์แผนจีนจะมีวิธีการรักษาแล้วได้ผลดี คือ การฝังเข็มเพื่อช่วยปรับสมดุลในร่างกาย โดยต้องใช้ระยะเวลาในการฝัง และทำอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผลดี และอีกวิธีหนึ่งคือ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะ ทานอาหารเสริมประเภท สมุนไพร ยาหม้อ  และรักษาแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การฝังเข็ม การนวดทุยนา การนั่งสมาธิ เรียนจี่กง รวมถึงการรำไทเก็กอีกด้วย เนื่องจากอาการของภาวะไตอ่อนแอมักจะเรื้อรังอย่างช้าๆ จนเราคุ้นเคยกับความผิดปกติของร่างกายถึงขนาดลืมไปแล้วว่าตอนปกติจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ผลการตรวจการทำงานของไต ตามหลักการแพทย์ตะวันตกที่ต้องรอให้ไตเสียไปมากกว่า 70 % ถึงจะแสดงค่า BUN และ Creatinine ที่สูงขึ้นนั้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดและชะล่าใจ ว่า ถ้าผลตรวจยังปกติอยู่ก็แสดงว่าไตยังแข็งแรง ทั้งๆที่ไตอาจเสื่อมไปมากแล้วก็ตาม วิธีการรักษาของการแพทย์จีนจะเน้นการบำรุงรักษาไตเป็นหลักเพื่อบำบัดหลายๆ อาการของภาวะไตอ่อนแอไปพร้อมๆกัน ทั้งๆที่แต่ละอาการดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในมุมมองของการแพทย์ ตะวันตกก็ตาม เมื่อไตแข็งแรงขึ้น อาการของภาวะไตอ่อนแอทั้งหลายก็จะค่อยๆทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด

เต่ากับกระต่าย เวอร์ชั่นใหม่

ธ.ค. 09

กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการแข่งขัน เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักกะแป๊บนึงก่อนแข่งต่อก็คงดีไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน)

ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง

เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็รมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้ มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง

กระต่าย : “เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ”

เต่า : “ย่อมได้ไอ้น้อง”

แน่นอนว่าครั้งนี้เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคน ในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆ ไม่เคยพลาด ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา  เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆ มากกว่า (ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้ เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำ ผลงานก็เลยน้อยมั้ง)

คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่มันจะชนะกระต่าย ในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วพี่ พอการแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ ห้อออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง “เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ เจ้ากระต่ายมัวแต่เง็งว่าจะทำไงดี จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า….พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเอง ได้เปรียบมากที่สุด

ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้ เป็นแบบทีมเวิร์ค

เริ่มต้นเจ้า กระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ  เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อ จนเข้าเส้นชัยด้วยกัน ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว) มากกว่าการแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้

การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่ง ที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง

ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่ การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ ที่เหมาะกับความสามารถของเขา

นอกจากนี้ เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจาความล้มเหลวได้เกิดขึ้น กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้ว

ในชีวิต เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว บางครั้งเราก็ควรจะทำงาน ให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไป และในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย

นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่าง คือเมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก

 

3. 日进斗金

ธ.ค. 09

ตัวอักษรมงคล 日进斗金 มักปรากฏให้เห็นในผลงานศิลปะพื้นบ้านเป็นกระดาษตัดที่แพร่หลายอยู่ในชนบทและสืบทอดติดต่อกันมาอย่างยาวนาน ในขณะเดียวกัน ก็มีการนำตัวอักษรมงคลนี้มาเขียนเป็น “ศิลปะอักษร” เพื่อนำมาใช้ประดับตามผนังของบ้านและสำนักงานทั่วไป กล่าวกันว่า ยามใดที่มองไปยังตัวอักษรมงคลเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เกิดกำลังใจและมีความมานะพยายามในการทำงานมาก ๆ ยิ่งขึ้นไป

การนำอักษรมงคลรูปนี้ เป็นการนำ “วลีมงคล” จากอักษร 4 คำมารวมเป็น “รูป” คำคำเดียว และยังดูภาพรวมเป็นตัวอักษรตัวเดียวกันอีกด้วย นั่นคือ คำว่า “进 ” ซึ่งแปลว่า เข้า

อักษรศิลปะรูปนี้และดูเหมือนตัวอักษรตัวเดียวคือ 进  แต่ทว่าหากสังเกตให้ดีจะเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านในอีก 3 ตัว กลายมาเป็นคำเต็มว่า “日进斗金” มีความหมายว่า “ทุกวันมีโชคมีชัย” หรืออาจตีความหมายได้ว่า “ชัยชนะและเงินทองเข้ามาหาทุกวัน” อันเป็นการอวยพรให้ประสบพบโชคในวันหน้าและวันต่อ ๆ ไป

อักษรศิลปะตัวอักษรมงคล “日进斗金”  เกิดขึ้นจากการประกอบรวมกันของตัวอักษร 4 ตัว ได้แก่日วัน, เวลา      进 เข้า, ด้านใน    斗ต่อสู้,แข่งขัน       金ทองคำ

การทำความเข้าใจกับอักษรศิลปะคำว่า “日进斗金” นี้ จะมีขั้นตอนการอ่านโดยการสลับตำแหน่งของอักษร โดยเริ่มจากตัว 日ทางมุมขวาบน + 进ซึ่งอยู่ตำแหน่งทางด้านซ้ายและเป็นอักษรตัวใหญ่ ส่วนอักษร 斗เป็นตัวขีดคั่นกลาง และตามด้วยตัวสุดท้ายคือตัวอักษร 金ที่ตำแหน่งมุมขวาล่าง เมื่อรวมทั้ง 4 ตัวเข้าด้วยกันก็จะกลายเป็นคำเต็มสมบูรณ์ที่อ่านว่า  “日进斗金”

2. 一生平安

ธ.ค. 09

อักษรมงคลภาพ一生平安 นี้ เป็นลักษณะของอักษรศิลปะจากวลีมงคลที่นิยมติดประดับตามผนังห้องและแขวนประดับภายในอาคาร การติดประดับอักษรมงคลคำนี้ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องใช้ในโอกาสพิเศษใด ๆ เพราะคำและความหมายมีความเหาะสมในทุก ๆ โอกาส แต่หากจะมีความเหมาะสมมากที่สุดนั้น คงได้แก่ การจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบวันเกิดอายุครบ 60 ปี หรือ “แซยิด” มากที่สุด เพราะเป็นเสมือนหนึ่งการน้อมอวยพรให้ชีวิตในวัยเกษียณมีความมั่นคง มั่งคั่ง สมบูรณ์พูนสุข และเต็มไปด้วยความสงบสุขตลอดไป

ลักษณะการออกแบบอักษรของวลีมงคลคำนี้ มีเอกลักษณ์ที่คล้ายกับอักษรมงคลอื่น ๆ เส้นและขีดของตัวอักษรถูกออกแบบให้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก แต่เนื่องจากเป็นตัวอักษรที่เขียนได้ไม่ยาก จึงทำให้การอ่านลำดับของอักษรไม่ซับซ้อนมากนัก ตัวอักษรคำนี้เป็น “วลีมงคล” อ่านว่า อี้เซิงผิงอัน (一生平安)มีความหมายว่า “ชีวิตนี้สงบสุขสันติ” เกิดขึ้นจากการประกอบรวมกันของตัวอักษร 4 ตัว ได้แก่

·     一 (อี) แปลว่า  หนึ่ง

·     生 (เซิง) แปลว่า ชีวิต (ในที่นี้คำว่า 一生 (อี้เซิง) เป็นคำเดียวกัน หมายถึง ชีวิตของคนเรา)

·     平 (ผิง) แปลว่า ราบเรียบ

·     安 (อัน) แปลว่า สงบ (ในที่นี้คำว่า 平安(ผิงอัน) เป็นคำเดียวกัน หมายถึง สงบสุข หรือความสันติ)

การอ่านตัวอักษรมงคลคำว่า “อี้เซิงผิงอัน” (ชีวิตนี้สงบสุขสันติ) ไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่การเรียงลำดับจะวางในตำแหน่งที่แปลกไปกว่าแบบอื่น ๆ ที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน ตัวอักษรศิลปะคำนี้จึงน่าจะเป็นแบบอักษรศิลปะแบบใหม่ที่พัฒนามาจากรูปแบบเก่า เพราะมีการเรียงลำดับที่เรียงจากซ้ายไปขวา

การอ่านได้เรียงลำดับจากด้านกึ่งกลางคือตัวอักษร 一 (อี) + ตัวอักษร 生 (เซิง) ที่อยู่ด้านบนซ้าย เชื่อมต่อด้วยอักษร 平 (ผิง) ทางขวาบน และสุดท้ายคือพื้นที่ด้านล่างเป็นอักษรคำว่า 安 (อัน) ดังนั้น การน้อมอวยพรวลีมงคลด้วยอักษรศิลปะดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการคารวะให้ผู้รับมีความสุขและสันติเป็นหลักสำคัญมากกว่าการอวยพรให้มีแต่ความมั่งคั่งร่ำรวย

อึ บ่งบอกสุขภาพ

ธ.ค. 08

ทุกเช้าข้าพเจ้าจะต้องเฝ้ามองดู อึ ที่ลอยตุ๊บป่องในชักโครก ข้าพเจ้ามิได้โรคจิตแต่เพราะ อึ แต่ละรูปแบบ สามารถบ่งบอกสุขภาพเบื้องต้นได้

  1. อึ รูปกล้วย

ลักษณะเด่น : มีรูปทรงคล้ายกล้วย สีเหลืองเข้มไปจนถึงสีน้ำตาล เมื่อกดชักโครกแล้ว อึ กระจายไปตามน้ำวน

บ่งบอกว่า : เมื่อวานข้าพเจ้ากินอาหารที่มีเส้นใยมากพอ สุขภาพจิตสมบูณ์

  1. อึ เข้มแข็ง

ลักษณะเด่น : แข็งส่วนมากมีสีเข้ม เป็นบ่อเกิดของริดสีดวง

บ่งบอกว่า : ท้องผูก กินอาหารที่มีเส้นใยน้อย กินเนื้อสัตว์มากเกินไป ดื่มน้ำเปล่าน้อย กินกาแฟและน้ำอัดลมเยอะสุขภาพจิตอาจแปรปรวนเช่นเครียด

  1. อึเหลว

ลักษณะเด่น : เหลวไม่เป็นก้อน ส่วนมากมีสีอ่อน

บ่งบอกว่า : อาจกินอาหารไม่สดไม่สะอาด ร่างกายกำลังระบายสารพิษอยู่ สุขภาพจิตอาจแปรปรวนเช่นเครียด

* ถ้าเหลวและถ่ายบ่อยเกิน 3ครั้ง/วัน อาจติดเชื้อในทางเดินอาหาร

  1. อึ กลม

ลักษณะเด่น : แข็งเป็นก้อนกลมๆ มีขนาดเท่าๆกัน

บ่งบอกว่า : ท้องผูก(เหมือน•อึ•เข้มแข็ง) อาจมีเนื้องอก หรือมีอึอุดตันอยู่ในลำไส้ ถ้าเป็นตลอดเวลา ควรพบแพทย์

  1. อึ ซีด

ลักษณะเด่น : สีซีดไม่เหมือนลักษณะทั่วไป

บ่งบอกว่า : อาจมีการอุดตันทางเดินน้ำดี ทำให้น้ำดีไปไม่ถึงลำไส้ ควรพบแพทย์

  1. อึ เลือด

ลักษณะเด่น : มีเลือดสดติดที่อึ อาจมีปริมาณมากหรือน้อยก็ได้

บ่งบอกว่า : อาจเป็นริดสีดวง อาจมีแผลในลำไส้ หรือลำไส้อักเสบ ควรพบแพทย์

  1. อึ ข้าวโพด

ลักษณะเด่น : มีซากเม็ดข้าวโพดติดเต็มตัวเป็นเพื่อนกับอึ กล้วย

บ่งบอกว่า : คุณได้กินข้าวโพดเข้าไปแล้ว

  1. อึ มืด

ลักษณะเด่น : มีสีดำเด่น

บ่งบอกว่า : กินธาตุเหล็กเป็นปริมาณมาก เช่นยาบำรุงธาตเหล็ก มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น(เนื่องจากเลือดคลุกกับน้ำย่อยเกิดปฏิกิริยาจึงกลายเป็นสีดำ) ควรพบแพทย์

  1. อึ โคลน

ลักษณะเด่น : คือเหมือนดินโคลน เป็นคราบเกาะติดชักโครก สีเข้มและมีกลิ่นเหม็นมาก

บ่งบอกว่า : กินน้ำน้อยกินเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาวมาก ไม่กินผัก

  1. อึ เขียวขี้ม้า

ลักษณะเด่น : มีสีเขียวขี้ม้า

บ่งบอกว่า : กินผักใบเขียวเป็นปริมาณมาก

  1. อึ ซาก

ลักษณะเด่น : มองเห็นซากอาหารในอึที่สามารถระบุได้ว่ากินอะไรเข้าไป

บ่งบอกว่า : เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

  1. อึ ลีบ

ลักษณะเด่น : อึ รูปร่างผอมกว่าปกติ และดูลีบเล็ก

บ่งบอกว่า : ลำไส้หดตัวเล็กลง เนื่องจากความเครียดหรือมีกากอาหาร ที่ถ่ายออกไม่หมดทำให้ลำไส้ดูดสารพิษไปเรื่อยๆ

หลังจากดู อึ แบบต่างๆมาพอหอมปากหอมคอแล้ว สงสัยไหมว่า ทำไมกินผัก ผลไม้ ธัญพืชแล้วจึงขับถ่ายคล่อง ? เนื่องจากในผัก ผลไม้ มีเส้นใยในปริมาณมาก ซึ้งจะอุ้มน้ำช่วยเพิ่มปริมาณ อึ ให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ อึ ไม่สีอ่อนไม่แข็งเกินไปง่ายต่อการขับถ่ายลองนึกภาพยาสีฟันเต็มหลอด จะบีบง่าย เปรียบเหมือน อึ สุขภาพดี ส่วนยาสีฟันที่ใกล้หมด บีบยาก เปรียบเหมือนอึแข็งๆ ปริมาณน้อยที่ต้องใช้กำลังเบ่งมาก

สำหรับใครที่เริ่มท้องผูกแล้วลองทำตามวิธีข้างล่างนี้

1. กินนมเปรียว หรือโยเกิร์ตเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยสร้างสมดุลในลำไส้

2. กินผักผลไม้ที่มีกากใยเยอะๆพวกมะละกอ กล้วยน้ำว้า ข้าวโพด ส้ม ส้มโอ ฯลฯ

3. ใช้ยาระบายที่เป็นกลุ่มเพิ่มกากใยอาหาร สำหรับกรณีที่ไม่ไหวแล้วเราจะใช้วิธีนี้ช่วย มันเป็นผงผสมน้ำดื่ม ทำมาจากกากใยอาหารธรรมชาติช่วยให้อุ้มน้ำได้ดีขึ้นทำให้ อึ ไม่แข็ง

 

3. โรคเก๊าท์ (Gout)

ธ.ค. 08

โรคเก๊าท์ (Gout)

เป็นโรคเก๊าส์ คือโรคทางกรรมพันธ์มีอาการ ปวดข้อเรื้อรังได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่าส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

อาการ

มีอาการปวดข้อ รุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึงร้อนแดง และจะพบลักษณะจำเพราะคือ ขณะที่อาการเริ่มทุเลาผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง

ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรกๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆเช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้ง และระยะการปวด จะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งปลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวด ก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ มีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อยๆเช่นข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่าตุ่มโทดฟ (Tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาวๆ คล้ายช็อล์ก หรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรังหายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้

สาเหตุ

เกิดมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้มีกรดยูริค(Uric Acid) คลั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อผิวหนัง ไตและอวัยวะอื่นๆทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อน และอาจมีสาเหตุจากร่างกาย มีการสลายตัว ของเซลมากเกินไปเช่น

1. โรคธาลัสซีเมีย

2. มะเร็งในเลือดขาว

3. การใช้ยารักษามะเร็งหรือฉายแสงเป็นต้นหรือ

อาจเกิดจากไตขับ กรดยูริกได้น้อยลงเช่น

1. ภาวะไตวาย

2. ตะกั่วเป็นพิษ

3. ผลจาการใช้ยา ไทอาไซด์เป็นต้น

คำแนะนำ

1. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อป้องกันการสะสมของผลึกกรดยูริคซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วในไต

2. ควรกินผักและผลไม้มากขึ้น เช่นกล้วย ส้ม องุ่น ซึ่งจะช่วยให้ปัสสวะมีความเป็นด่างและกรดยูริค (Uric Acid) ถูกขับออกมากขึ้น

3. ควรทานผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อทดแทนค่าเหล็กที่ขาดเนื่องจากการงดทานเนื้อสัตว์

4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5. งดอาหารที่มีสารพิวรีน(purine)สูงในเนื้อสัตว์เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กะปิปลาซาดีน ซึ้งจะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูงขึ้น

6. ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ควรงดเครื่องดื่มพวกโกโก้ ช๊อกกาแลต ควรทานนมพร่องมันเนย

7. ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่นแอสไพริน ยาขับปัสสาวะไทอาไซด์ อาจทำให้ร่างกายไปขับกรดยูริคได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใช้ยา

10. ไทรอยด์เป็นพิษ

ธ.ค. 04


ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษรายหนึ่งได้รับการเยียวยาด้วยยากด การทำงานของต่อมไทรอยด์ และยาลดอาการใจสั่นอยู่ นานประมาณ 2 ปี ผลการรักษาไม่ค่อยได้ผล ผู้ป่วยจึงได้รับการแนะนำให้กินน้ำแร่ และได้ยารักษาภาวะไทรอยด์ต่ำ (ยาฮอร์โมนไทรอยด์) มากิน

Read the rest of this entry »

9. ท้องเสียตอนเช้ามืด

ธ.ค. 04

ตอนไปขึ้นวอร์ดอยู่ที่แผนกฝังเข็มสองเดือนเป็นช่วงเวลาที่ผมสนุกมากครับ เพราะนอกจากจะได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่ ยังได้เจอคนไข้น่ารักๆหลายๆคน รวมถึงคนไข้แปลกๆด้วย

มีอยู่ท่านนึงเป็นคุณปู่อายุ 70  แต่ก่อนแกเป็นโค้ชให้กับนักปิงปองทีมชาติเลยนะ สมมติว่าแกแซ่ “หวัง” พวกเราก็จะเรียกแกว่า โค้ชหวัง แกมารักษาโรคนอนไม่หลับครับ

โดยปกติพอฝังเข็มเสร็จ เราก็จะทิ้งเข็มคาไว้อย่างนั้นประมาณยี่สิบนาทีถึงครึ่งชม.แล้วแต่โรงพยาบาล แต่คนไข้หลายท่านจะชอบอ้อนหมอ ขอนานๆหน่อยนะหมอนะ พยายามหลอกล่อหมอหลายๆทางก็มีเพื่อที่จะให้เข็มคาอยู่ตามตัวนานขึ้นอีกสักหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะคนไข้ข้างนอกรอคิวต่ออยู่ก็เยอะ

แต่โค้ชหวังเมื่อนาฬิกาตั้งเวลาดังปุ๊ป แกจะงอแงขึ้นมาทันที

“อุแว้ๆๆๆ เร็วเร้ว อาหมอ โอ๊ย อั๊วทนม่ายล่าย ลื้อรีบๆเอาเข็งออกไปเร้ว”  ซึ่งคนไข้เยอะ หมอน้อยบางทีก็ทำให้ไม่ทันใจแกหรอกครับ ก็จะตะโกนบอกไปว่ารอก่อน ถ้าเป็นคนไข้คนอื่นเราบอกเขาว่ารอแป๊ปนะเดี๋ยวมาเอาออก เขาก็จะเต็มใจรอกัน (ปกติก็เรียกร้องขอเวลาเพิ่มอีกหน่อยกันอยู่แล้ว)

แต่โค้ชหวังนั้นไม่เป็นครับ แกก็จะบ่นของแกอยู่อย่างนั้นแหละครับ จนเราต้องละจากคนไข้ปัจจุบันของเราไปทำให้แกก่อน พอไปถอนเข็มออกจากตัวแกก็จะมีประโยคคลาสสิกที่จะพูดทุกครั้งเพื่อเตือนหมอว่า

“พอถอนเข็มเสร็จแล้ว หมอวัดความดันให้ด้วยนะ แล้วก็ติดเข็มกระตุ้นลมปราณที่หูให้ด้วย ผมเป็นโรคหลั่งเร็ว”

คำพูดของโค้ชหวัง แปลงสภาพเป็นคลื่นเสียง พุ่งเข้าหูของผม สมองผมทำการแปลความหมายที่แกพูดอย่างรวดเร็ว แต่แปลออกมาแล้วสมองเหมือนจะ error คล้ายๆมี virus ติดมากับสารที่ได้มาเมื่อกี้ด้วย

ภาพในความคิดตอนนั้น ห่ะ อะไรนะ เมื่อกี๊กูฟังผิดเปล่าวะ หลั่งเร็ว………….เหรอ?  ปู่เจ็ดสิบแล้วนะ ยังจะ “เอา” อีกเหรอ ไม่ดีม้างปู่ หักโหมไป เดี๋ยวไม่ใช่แค่นอนไม่หลับ แต่กลายเป็นหลับยาวเลยนะปู่นะ

คือ คำพูดแกผมเข้าใจทุกคำเลยนะ แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่ะ คำว่า “ผมหลั่งเร็ว” ลอยวิ้งๆอยู่ในอากาศก่อนจะค่อยๆเฟดหายไป ทิ้งให้ผมยืนค้างอยู่อย่างงงๆ ทุกอย่างที่พูดมานี้เกิดขึ้นและจบลงในเวลาเสี้ยววินาที

จากนั้นก็งงๆวัดความดันให้แก งงๆติดแม่เหล็กที่ไว้กระตุ้นจุดลมปราณที่หูให้แก แล้วแกก็จากไป ทิ้งความงงไว้ให้ผมเก็บกลับไปขบคิดเป็นการบ้านต่ออีก จนวันนึงได้คุยกับเพื่อนๆผู้ประสบชะตาเดียวกันถึงได้เข้าใจว่า “ผมหลั่งเร็ว” ของแกไม่ได้มีความหมายถึงเรื่องเพศแต่อย่างใดเลย แต่เป็นความสับสนของภาษาจีนต่างหาก

คือแกตั้งใจจะบอกผมว่า แกมีอาการท้องเสียตอนเช้ามืด 早(上腹)泻  แต่แกไม่อยากพูดถึงสี่คำ แกเลยละเหลือสองคำหัวท้าย ตัดตรงกลางสองคำออก พอเหลือหัวท้ายมันเลยออกมาเป็น 早泻 ที่แปลว่า หลั่งเร็ว, ล่มปากอ่าว

แต่ยังไงก็ตาม ทั้งสองอาการจริงๆแล้วก็มีสาเหตุของโรคทำนองเดียวกันอยู่ดี ยาที่ใช้รักษาโรคท้องเสียตอนเช้ามืด กับหลั่งเร็ว จึงเป็นยาที่คล้ายๆกัน ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นเสน่ห์ของแพทย์จีนมากๆ โรคสองโรคที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องเลย แต่ดันใช้วิธีรักษาแบบเดียวกัน ถ้าคุณไปรพ.ด้วยอาการหลั่งเร็ว หมอเขาคงไม่จ่ายยาแก้ท้องเสียมาให้หรอก จริงไหมครับ แต่มาหาหมอจีนกลับเป็นแบบนี้ อู้ว เท่

อาการท้องเสียตอนเช้ามืด (ประมาณตีสามถึงตีห้า) คือธาตุหยาง (ธาตุร้อน) ที่ม้ามและไตไม่เพียงพอ พอช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ธาตุหยิน (ธาตุเย็น) ออกมาเป็นใหญ่ ธาตุหยางถูกกดทับ ในคนปกติจะไม่มีปัญหาเพราะธาตุหยางเพียงพออยู่แล้ว แต่ถ้าใครที่ธาตุหยางไม่พอ ประกอบกับเจอธาตุหยินกดทับไว้อีก ธาตุหยางที่มีหน้าที่เหมือนคนที่คอยเปิดปิดประตูจึงไม่มีแรงคอยล็อกประตู แขกเลยเดินเข้าออกประตูเองเป็นว่าเล่น กลายเป็นท้องเสียขึ้นมา ส่วนใหญ่โรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ แต่ถ้าคุณยังหนุ่มยังแน่นแล้วมีอาการนี้ก็พึงสังวรณ์ครับว่าร่างกายสุดจะไม่แข็งแรงเลย

คนที่ท้องเสียตอนเช้ามืดเนี่ย อาจจะมีอาการอื่นๆเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทานของเย็นๆ ของทอดๆมันๆไม่ได้ อาจจะท้องอืดท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ขี้หนาว ปัสสาวะอาจน้อยลงหรือมากขึ้น น้องชายอาจจะไม่สู้ เป็นต้น

อย่างที่บอกว่าธาตุหยางเหมือนเป็น Doorman คอยปิดทวารต่างๆ ไม่ว่าจะทวารหลังหรือทวารหน้า เพราะฉะนั้นอาการหลั่งเร็ว ล่มปากอ่าว บางทีก็มีสาเหตุมาจากธาตุหยางไม่พอเหมือนกัน แต่ไม่เสมอไปทุกครั้งครับ เพราะนอกจากธาตุหยางไม่พอแล้ว อีกสาเหตุนึงก็คือธาตุไฟเข้าแทรก ฮ่าๆๆ ฟังดูเหมือนหนังกำลังภายใน คือ ร่างกายมีไฟที่ไม่ควรจะมีอยู่หรืออยู่ผิดที่ผิดทางไปหน่อยครับ

ให้นึกเหมือนเวลาเราต้มน้ำ น้ำจะเดือดปุดๆใช่ไหมครับ ถ้าน้ำมันมีทางไปเช่นสมมติว่าอยู่ในท่อ มันคงพุ่งไปตามท่อแล้วครับ ไฟจะดันให้น้ำออกวิ่งอย่างคึกคะนอง อยู่เหนือการควบคุม แล้วก็…….หลั่งครับ

คนกลุ่มนี้อาจจะมีอาการพวกรู้สึกหงุดหงิด ขี้ร้อน บางคนอาจจะมีไข้อ่อนๆ ท้องผูก ปัสสาวะเหลืองเข้ม คอแห้ง ปากขม เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาการของไฟครับ

ทั้งสองกรณีนี้ต่างกันชัดเจนที่สุดตรงที่ ธาตุหยางพร่องอาจจะได้น้องชายไม่สู้เป็นของแถม ส่วนธาตุไฟเข้าแทรกนี่น้องชายยังเข้มแข้งอยู่ แต่ตื่นตระหนกเกินไป เด็กเขาตื่นสนามครับ

ถามว่าแล้วจะแก้ไขยังไง ถ้าจะให้แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคงไม่ไหวครับ คงต้องมาทานยาจีนแหละครับ

 

8. การนอนหลับ

ธ.ค. 04

วิธีบำรุงรักษาพลังหยางที่ดีที่สุด

การนอนหลับ

วิธีบํารุงรักษาพลังหยางที่ดีที่สุด

พลังหยาง คือพลังของชีวิต ในวัยเด็กพลังหยางค่อยๆ สะสมตัว เด็กเจริญเติบโตมีพละกําลังคล่องแคล่วว่องไว ไม่เหนื่อยง่าย จนพลังหยางสูงสุดในวัยหนุ่มสาว และเข้า สู่วัยกลางคน พลังหยางก็เริ่มถดถอยลดน้อยลง ร่างกายก็ไม่กระฉับกระเฉง ความคิดอ่าน ความจํา ความว่องไวทางประสาท สมอง ก็ลดลงเรื่อยๆ ถึงวัยชราภาพ พลังหยางน้อยลงไปอีกและหมดไปในที่สุดพร้อมกับการดับลงของชีวิต เป็นวัฏจักรของการเกิด พัฒนา เสื่อมถอย และการตาย การบํารุงพลังหยางจึงมีความสําคัญต่อชีวิต เพราะเป็นตัวกําหนดการเกิด พัฒนาและ การเสื่อมถอยของร่างกาย ยังรวมถึงโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของร่างกายและจิตใจด้วย ก่อนจะไปศึกษาค้นคว้าหาสิ่งภายนอกมาบํารุงรักษาพลังหยาง ควรกลับมาพิจารณา วิธีการที่เป็นธรรมชาติและประหยัดที่สุด ที่เราสามารถกําหนดและปฏิบัติได้เอง คือ การนอนหลับ ช่วงเวลาจือสือ (๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น.)

การเกิดของพลังหยาง เริ่มต้นที่เวลา ๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น. ช่วงพลังลมปราณไหลผ่านเส้นลมปราณถุงน้ำดี

กลางคืนพลังยินมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเที่ยงคืน ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐ น. ถึง ๐๑.๐๐ น. คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากพลังยินสูงสุด และการก่อเกิดพลังหยาง พลังหยางจะเก็บสะสมได้มากใน ภาวะที่สงบที่สุด การตื่นนอนหรือยังไม่หลับ เป็นการใช้พลังหยางทําให้การเกิดสะสมตัวของพลังหยางถูกรบกวน ไม่สามารถสะสมได้อย่างเต็มที่ ซึ้งหมายถึงสต็อกพลังหยางที่จะถูกนําไปใช้ในวันใหม่จะน้อยลง ส่งผลเสียต่อการทํางานในช่วงกลางวันของวันใหม่ทําให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอน หมด พลังเร็ว งานไม่มีประสิทธิภาพ

การนอนตื่นสายจนไปถึง ๑๐.๐๐ หรือเที่ยงวัน จะเป็นการทําลายร่างกายซ้ำเติมอีกทางหนึ่ง เพราะช่วงที่พลังหยางของธรรมชาติกําลังโตเต็มที่ พลังหยางของร่างกายก็ออกสู่ภายนอกของ ร่างกาย แต่การนอนหลับเป็นความพยายามเก็บหยางไว้ในตัวต่อไป ภาวะเช่นนี้ จึงฝืนกับกฎของ ธรรมชาติจะทําให้เกิดโรคระยะยาว พลังหยางพร่อง ถูกทําลายด้วยหลายปัจจัย

  • การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำแข็ง
  • การหยุดนิ่งมากเกินไป ไม่เคลื่อนไหว
  • การถูกความเย็นจากเครื่องปรับความเย็นนานเกินไป
  • การนอนบนพื้นปูนที่เย็น
  • การทํางานที่ตรากตรําเหนื่อยล้าเกินไป
  • ความเครียดสะสม การนอนไม่หลับตอนกลางคืน นอนดึก ทํางานตอนกลางคืน

การนอนหลับในช่วงพลังหยางเริ่มเกิด (๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น.) จะทําให้ไม่รบกวนการเกิด และสะสมตัวของพลังหยาง คนที่นานๆ จะเกิดความเคยชิน รู้สึกไม่ค่อยง่วงนอน และการนอนดึกเลยเวลาช่วงนี้นอนหลับจะยากขึ้น เพราะพลังหยางเริ่มเกิดมากขึ้นแล้ว ในทีสุดจะเกิดโรคนอนไม่หลับตามมา

นอนดึกเกิดโรคอ้วน

นอนดึกเลย ๒๓.๐๐ น. จะทําให้รู้สึกหิว (พลังหยางเริ่มเกิด) อยากอาหาร ถ้ากินอาหาร มื้อหนักเข้าไปอีก จะยิ่งทําให้พลังหยาง ไม่สามารถสะสม ต้องถูกนํามาใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งการ ย่อยก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะพลังสํารองยังน้อย และการหลั่งน้ำดีถูกปิดกั้น (ทํางานน้อย) อาหารจึงไม่ถูกย่อย ทําให้เกิดโรคอ้วน ขณะเดียวกันการสะสมพลังสําหรับวันรุ่งขึ้นก็น้อยลงไปด้วย

นอนดึกสมองไม่ปลอดโปร่ง

พลังของถุงน้ำดีที่ดีมีผลต่อการตัดสินใจ ประสิทธิภาพของสมอง หมายความว่า ถ้าช่วงเวลาจือสือ พลังของถุงน้ำดีเสริมสร้างได้ดี ตื่นนอนขึ้นมา สมองจะสดใส การทํางาน การเรียนรู้ การตัดสินใจจะฉับไว ปลอด โปร่ง

นอนดึกทําให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การทำงานของอวัยวะภายในชี้ขาดที่ถุงน้ำดี ระบบย่อยอาหาร (ม้ามหรือกระเพาะอาหาร) ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ข้อนี้ ตับเป็นโรงงานสร้างน้ำดีถุงน้ำดีเป็นคลังเก็บน้ำดี การย่อยอาหารที่ดีต้องอาศัยพลังของถุงน้ำดีในการขับเคลื่อนน้ำดีสู่ลําไส้เล็ก ถ้าพลังถุงน้ำดีไม่สมบูรณ์หรือคนที่ถูกตัดถุงน้ำดี การสํารองน้ำดีและขับน้ำดีไม่ดี น้ำดีจะถูกไหลทิ้ง เมื่อเวลากินอาหารเข้าไป จํานวนน้ำดีที่ขับออกมา ช่วยการย่อยก็น้อย ทําให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารมีปัญหา การหลีกเลี่ยงการกินอาหารตอนดึก และนอนให้หลับสนิทในช่วงเวลา ๒๓.๐๐.๐๑.๐๐ น. จึงเป็นการเสริมสร้างพลังของถุงน้ำดี

ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย คือการไม่กินอาหารเช้า เพราะน้ำดีที่เก็บสะสมไว้จะถูกบีบตัว ภายหลังจากการที่มีอาหารเข้าสู่ร่างกาย ๓ – ๕ นาทีดังนั้น ถ้าถุงน้ำดีไม่มีการบีบตัวในช่วงเช้าขณะที่มันกําลังเตรียมพร้อม (ภายหลังท้องว่างมาทั้งคืน) จะทําให้น้ำดีตกค้าง นานๆเข้าค่อยๆเกิดการก่อตัวเป็นก้อนนิ่วได้ อารมณ์หงุดหงิด เก็บกด ทําให้พลังของตับและถุงน้ำดีถูกกด ไม่สามารถระบายออกได้ ก็เป็นปัจจัยเสริมในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้เช่นกัน

ปวดศีรษะ ผมขาวแบบกระจายเกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี

คนที่ปวดศีรษะข้างเดียว หรือมีผมขาวแบบกระจายแซมเป็นหย่อมๆ ก็เกี่ยวข้องกับ พลังของเส้นลมปราณถุงน้ำดีติดขัด ผมเป็นส่วนเกินของเลือด ถ้าสารจิงดีเลือดก็ดี ผมก็จะดกดํา คนที่มีผมขาวที่เป็นแบบ กระจายจึงต้องดูแลตับและถุงน้ำดีให้ดี

วิธีการเสริมสร้างพลังหยางที่ง่ายและประหยัด

๑. เตรียมตัวนอนก่อน ๒๓.๐๐ น. คนที่หลับยากหน่อยอาจเข้านอน ๒๒.๓๐ น. คนที่หลับ ง่ายอาจนอนเวลา ๒๒.๕๐ น. พยามยามให้หลับในช่วงประมาณ ๒๓.๐๐ น. และหลับสนิทในช่วง ๑.๐๐ – ๓.๐๐ น.

๒. ไม่ควรกินอาหารหลัง ๒๓.๐๐ น. เพราะถุงน้ำดีจะไม่ทํางาน ในการขับน้ำดีโดยเฉพาะ หลัง ๒๓.๐๐ น.ไปแล้ว และมักจะเกิดอาการหิว (หยางเริ่มเกิด) และคนมักจะตาสว่างไม่ค่อยง่วง นอน

๓. ถ้ามีงานมากควรหลับก่อน ๒๓.๐๐ น. แล้วตื่นเช้า ตื่นตี ๔ – ๕ มาทําต่อ จะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตี ๑ ตี ๒

๔. ตื่นนอนแต่เช้า มารับพลังแสงด้วยอาทิตย์ สรรพสิ่งในโลกนี้เติบโตและดํารงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังหยาง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรับพลังแสงอาทิตย์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรนอนตื่นสาย เพราะจะไป กดพลังหยางที่จะเคลือนไหวอยู่ภายนอก และไปกดการทํางานของอวัยวะต่างๆ ที่กําลังเริ่มทํางาน

๕. ควรกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ด้วยการดื่มน้ำ ๑ – ๒ แก้ว ตอนตื่นนอน ๐๕.๐๐ -๐๗.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ลําไส้เริ่มทํางาน ถุงน้ำดีเริ่มอุ่นเครื่อง และต้องกินอาหารมื้อเช้า

เพียงเท่านี้ก็ทําให้สุขภาพเราดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองกลับพิจารณาดูชีวิตจริงของคนทั่วไปในสังคมปัจจุบัน ก็จะพบความจริงว่า สุขภาพของคนจํานวนมากน่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ

 

 

7. ตับขย่มม้าม

ธ.ค. 04

เคยไหมครับที่เวลาก่อนเข้าห้องสอบ สัมภาษณ์งาน หรือนัดเดทสาวครั้งแรกแล้วท้องไส้มักไม่ค่อยจะเป็นใจ ท้องมวนๆบ้างละ ร้องโครกครากบ้างละ น้องอุนจิมาเคาะประตูอยากจะขอออกไปดูโลกบ้างละ

“อูยส์…อีกสิบนาทีจะเข้าสอบแล้ว ปวดตุ่ยๆชอบกล…”

จ้องนาฬิกา “เธอจะมาแล้ว เราแต่งตัวหล่อเหรอยังวะ ท้องทำไมมันมวนๆชอบกลวะ เมื่อเช้าเข้าไปตั้งสามรอบแล้วยังไม่พอหรือไง ไว้หน้าตูหน่อยเว้ย”

ระหว่างที่กำลังสัมภาษณ์แอร์อยู่ ตื่นเต้นเป็นบ้า ถ้าชั้นพูดอะไรผิดไปนี่เป็นนางฟ้าตกสวรรค์เลยนะเนี่ย บิลด์เข้าเครียดเข้า ท้องตุ่ยๆอยากปล่อยตด ทั้งขมิบเอย ทั้งเกร็งเอย สุดท้ายก็ส่งผลให้เมื่อกี๊นี้ตูพูดอะไรออกไปบ้างเนี่ย

เรื่องทำนองนี้ผมว่าหลายๆคนเจอเป็นประจำนะครับ บางคนนี่เป็นบ่อยจนส่งผลถึงชีวิตเลย มันจะขาดความมั่นใจไปโดยปริยาย

อาการแบบนี้เขาเรียกว่า “ตับขย่มม้าม” ครับ ฟังดูราวกับเป็นกระบวนท่าของพี่โทนี่ จาเรายังไงไม่รู้

เคยกล่าวไว้หลายครั้งในอดีตว่า ตับเป็นตัวคุมอารมณ์ในร่างกายเรา ไม่ว่าจะอารมณ์สุข เศร้า เหงา รัก เครียด กลัวอะไรก็ตามล้วนแล้วแต่ส่งผลถึงตับทั้งสิ้น

ส่วนม้ามเป็นอวัยวะควบคุมระบบการย่อยอาหารทั้งหมดตั้งแต่ ย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร และขับของเสียออกจากร่างกาย

ทีนี้มันมีประโยคเด็ดอยู่ประโยคนึงที่คนเรียนแพทย์จีนต้องรู้และคุ้นเคยว่า 见肝治病,知肝传脾,当先实脾 แปลว่าถ้า “เห็นโรคของตับ ต้องรู้ว่าโรคตับจะส่งผลถึงม้าม ดังนั้นจึงต้องบำรุงม้ามก่อน”  ประโยคนี้มีที่มาจากวงจรธาตุทั้งห้า ตับเป็นธาตุไม้ (สีเขียว) ม้ามเป็นธาตุดิน (สีน้ำตาล)

โดยปกติตับจะข่มม้ามอยู่แล้วดูได้จากลูกศรสีม่วงที่อยู่ข้างใน แต่ถ้าอารมณ์เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นตับก็จะทำตัวอันธพาลไม่แค่ข่มแต่ขย่มม้ามเลย ถ้าม้ามเราแข็งแรงดีก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าม้ามเราไม่แข็งแรง อาการของการย่อยอาหารไม่ดีก็จะเกิดขึ้น เช่น อาหารไม่ย่อย เรอบ่อย ท้องแน่นๆ อืดๆ ผายลม และหนึ่งในนั้นที่เราจะมาพูดถึงก็คือ ท้องเสียครับ

นี่คือสาเหตุที่ว่าบางคนทำไมเวลาเครียด ตื่นเต้นจึงมักรู้สึกเหมือนท้องเดิน อยากเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ ก็เพราะว่าม้ามคุณไม่ค่อยแข็งแรงนั่นเอง

ทำไมม้ามถึงไม่แข็งแรงเหรอครับ ผมว่าสำหรับคนไทยเรา เรื่องการทานน้ำนี่น่าจะมีปัญหาแน่นอน

แล้วนอกจากปรับวิธีการใช้ชีวิตแล้ว มียาอะไรที่กินช่วยแก้ได้ไหม ยาจีนนะมีครับ แต่คงจะไม่บอกให้ไปซื้อกันมากิน เพราะว่ามันต้องผสมกับยาตัวอื่นๆเพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่จะบอกว่าถ้าใครมีปัญหาตรงนี้ สามารถมาทานยาจีนรักษาได้ครับ แต่ว่านอกจากการปรับวิถีชีวิตแล้ว ทานยาจีนแล้ว ยังเหลืออีกสิ่งนึงที่ก็ควรปรับปรุงนั่นก็คือ การทำใจครับทำใจให้สบายๆครับ อย่าไปบิลด์ ไปกดดันตัวเองมากนัก ผมว่าหลายครั้งที่เครียดเพราะว่าเราเตรียมตัวมาไม่ค่อยดีครับ ถ้างั้นก็ใช้เวลาในการเตรียมตัวเยอะๆหน่อย อ่านหนังสือเยอะๆหน่อย หมั่นลองตอบคำถามบ่อยๆ หมั่นออกเดทบ่อยๆ เอ๊ะยังไง ขี้คร้านออกเดทกับสาวคนนี้ไปสองสามครั้งแล้วจะท้องผูกเอา หุๆ

 

 

6. การตบรักษาโรค

ธ.ค. 04

เขียนโดยคนเดียวกัน เขาเป็นใครผมไม่รู้ แต่ในร้านหนังสือก็เห็นเขาคนเดียวที่เขียนหนังสือออกมาแบบนี้ ผมพลิกดูแล้วก็เห็นว่ามีหลักการนะ คือการใช้กำปั้นทุบไปบนเส้นลมปราณตามตัวของตัวเองประสานกับการหายใจ (ไม่เหมือนในละครที่หมอลงมือทุบเอง) เพราะแพทย์จีนมีคำพูดนึงที่ว่า เลือดคั่งเป็นบ่อเกิดของโรคแปลก (怪病多瘀) เขาจึงสอนให้ทุบตามเส้นลมปราณเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก เช่น ทุบตามเส้นลมปราณปอดเพื่อรักษาอาการไอ หรือทุบแถวต้นขาเส้นลมปราณกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ได้ผลไหมอันนี้ผมไม่ทราบ แต่ด้วยหลักการแล้วมันเป็นไปได้

ที่ผมเคยเรียนมาก็มีพูดถึงการรักษาด้วยการตบเช่นกันครับ เช่น ใช้หลังมือทุบแถวเอวกระตุ้นลมปราณ บำรุงธาตุหยางได้ การใช้ฝ่ามือตบที่จุดบนสุดของหัวเพื่อรักษาอาการเวียนหัว ปวดหัว ที่เกิดจากธาตุหยางขึ้นข้างบนคล้ายๆโรคความดันสูง การทุบแถวๆหน้าแข้งเพื่อบำรุงลมปราณเหมือนกินไก่ตุ๋นยาจีน หรืออย่างนวดแผนไทยก็มีการใช้ฝ่ามือรัวตามแผ่นหลัง นัยว่าเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อก็มีให้เห็นกันประจำ ของแพทย์จีนที่ดูหนักสุดคือการเอาท่อนไม้(ทำมาจากยา เรียกว่า 桑枝棒) มาตีตามตัว ซึ่งก็ตีอย่างมีหลักการครับ ไม่ได้ตีแบบเอ็ดดี้ผีท้อแท้เหมือนในละครนู่น ตอนเรียนผมยังโดนอ.ลากออกไปหวดด้วยไม้เลย แต่ว่ารู้สึกสบายมาก ไม่ได้ซาดิสม์นะ มันก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ชอบให้เด็กตัวเล็กๆทุบไหล่ทุบหลังนั่นแหละครับ

สรุปที่อยากจะบอกก็คือว่า การรักษาด้วยการตบนั้นมีจริงๆ

เรื่องนี้มันไม่วิทยาศาสตร์ใช่ไหม ขอตอบว่าไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ต่างหาก เส้นลมปราณคืออะไรจนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้เลย ถ้าใครหาเจอคงได้รางวัลโนเบลไปแล้ว

อีกเรื่องที่สะกิดใจคือ วันหลังถ้าผมใช้วิธีการรักษาแปลกๆแล้วจะโดนแจ้งความไหมเนี่ย เช่น การใช้เข็มจิ้มเพื่อเอาเลือดออกเนี่ย (ดูได้จากเอนทรี่นี้) ทั้งๆที่มันเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมาก วันก่อนก็เอาเลือดออกให้เพื่อนแก้เหงือกบวมอยู่เลย ซึ่งวันรุ่งขึ้นเพื่อนก็บอกว่าดีขึ้นมาก แล้วพอวันที่สองก็หายปวดไปเลย ที่จีนก็มีหมอคนนึงที่ใช้วิธีการนี้รักษา เขาเอาเลือดออกทีนี่ไม่ใช่จิ๊บๆแบบของผมหรอกนะครับ เอาออกกันเป็นถ้วยๆเลย ถ้าไม่ได้ผลคนไข้คงไม่มากันหรอกครับ เพราะฉะนั้นระวังเรื่องการหลอกลวงได้ แต่อย่าอคตินะครับ

แล้วก็ไม่ใช่หมอจีนกลุ่มเดียวซะหน่อยที่รักษาด้วยการตบ คนไทยก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่ามาโบ้ยอะไรให้หมอจีนแต่ฝ่ายเดียวนะครับ

 

5. ยารักษาโรคครอบจักรวาล

ธ.ค. 04

เคยเจอกันใช่ไหมครับยาที่มีฉลากยายาวเป็นหางว่าว ประมาณว่าแค่บรรยายสรรพคุณอย่างเดียวก็แทบจะพิมพ์รอบขวดยากันอยู่แล้ว รักษามันตั้งแต่ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดเข่า ตัวร้อนขี้หนาว เป็นไข้ ท้องผูก ท้องเสีย ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย อาเจียน ผดผื่นคันแมลงสัตว์กัดต่อย แบบแค่อ่านฉลากยาก็ไม่กล้าซื้อแล้วด้วยว่ายาอะไรมันจะมีสรรพคุณเว่อร์ขนาดนั้น กินแล้วจะเป็นอะไรไหม(วะ)เนี่ย

ตอนผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็เกิดอารมณ์ประมาณเดียวกันเนี่ยแหละครับ เพราะตั้งแต่ท่าพระจันทร์มาถึงท่าช้างมักจะเห็นวางแผงขายกันอยู่ ตอนนั้นมองแบบว่า เฮอะ ยาบ้าอะไรวะรักษาได้ทีสามสิบอาการ แล้วถ้าเรามีแค่หนึ่งสองอาการในสามสิบกว่าอาการ แล้วอาการอื่นๆนี่จะได้เป็นของแถมเหรอฟะ อยู่ดีๆไม่มีโรคดันไปกินให้เป็นโรคทำไม

แต่พอตัวเองได้เข้ามาสัมผัสแพทย์แผนจีนก็เชื่อเลยครับ ว่ามียาที่สามารถรักษาอาการได้ทีเป็นสามสิบอาการเหมือนกัน และไม่ได้เป็นยาผีบอกแต่อย่างไรครับ

ที่เราเข้าใจว่ามันไม่น่ารักษาโรคได้ทีละมากๆเพราะเรามองแบบแพทย์แผนปัจจุบันครับ คือ ใช้ยารักษาเฉพาะอาการไล่ไปทีละอาการๆนั่นเอง เช่น ไอก็กินยาแก้ไอ ท้องเสียก็กินยาแก้ท้องเสีย เป็นต้น พอเข้าใจมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กก็จึงไม่แปลกที่ยารักษาได้สามสิบอาการจะเป็นยาที่ไม่น่าเชื่อถือ

แต่เวลารักษาโรคทางแพทย์จีนจะมุ่งเน้นไปที่สาเหตุของโรค ใช้ทฤษฎีเฉพาะอธิบายถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เสียสมดุลย์และนำไปสู่อาการป่วย ซึ่งก็หนีไม่พ้นร้อนเย็น หยินหยาง พร่องแกร่ง ในนอก เทคนิคการวินิจฉัยโรคพื้นฐานเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณม้ามหยางพร่อง คุณอาจจะมีหนึ่งในอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ผะอืดผะอม อยากอาเจียน มีเสมหะ ท้องเสีย ไม่มีเรี่ยวแรง พูดจาค่อยๆ มือเท้าเย็น ปวดหัว หัวหนักๆมึนๆเหมือนใส่หมวกกันน๊อคอยู่ มีอาการบวมน้ำ เป็นต้น

อีกสักตัวอย่างเช่น เลือดหัวใจไม่พอ คุณจะมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับหรือนอนไม่ค่อยมีคุณภาพ หน้ามืดตาลาย ความจำสั้น อารมณ์ไม่ปกติ ขี้ตกใจ หน้าซีด ประจำเดือนมาน้อย มาไม่ปกติ หรือไม่มา สีซีด เป็นต้น

ถ้าคุณมีอาการเพียบพร้อมแบบนี้ แล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล คุณอาจจะได้ยามาเกือบสิบชนิดเป็นของกำนัล ยาแก้ท้องอืดเอย ยาช่วยย่อยเอย ยาละลายเสมหะเอย เกลือแร่แก้ท้องเสีย ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาคลายเครียด เป็นต้น

แต่ถ้าคุณมาหาหมอจีน หมอจีนจะเปิดยาห่อๆให้ไปต้ม (ซึ่งจะแก้อาการในรายละเอียดย่อยๆได้ดีกว่า) หรืออาจจะเป็นยาลูกกลอน ยาเม็ดก็แล้วแต่ ประเด็นอยู่ที่หมอจีนสามารถจ่ายยากระปุกเดียวครอบจักรวาลรักษามันทุกอาการที่คุณเป็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะยาที่ให้นั้นไม่ได้ไปรักษาที่อาการทีละอาการ แต่ไปรักษาสาเหตุของโรคนั่นก็คือ ม้ามหยางพร่อง หรือเลือดหัวใจไม่พอ

แล้วถ้าไม่ได้เป็นทุกอาการแบบนั้นมันจะมีผลข้างเคียงอื่นๆเหมือนที่ผมเคยกลัวในอดีตไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ต้องวิตกไปครับ เพราะถ้าม้ามหยางคุณพร่องจริงๆ แม้อาการคุณจะไม่ออกครบทุกอาการเหมือนที่ผมบอก แต่ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดอาการนั้นๆขึ้นมาครับถ้ายังไม่รีบรักษา เพราะฉะนั้นการกินยาแก้ม้ามหยางพร่องนอกจากไม่เกิดผลข้างเคียงแล้ว ยังเป็นการป้องกันก่อนที่อาการอื่นจะเกิดตามมาอีกด้วย

ถ้าวันหลังมีโอกาสมาเป็นคนไข้ผมแล้วผมจ่ายยาถ่ายเพื่อรักษาอาการไอ หอบไม่หยุดของคุณก็อย่าแปลกใจไป เพราะมันเป็นการไอหอบแบบลำไส้ใหญ่ครับ (อันนี้เรื่องจริงนะ ไม่ได้โม้)

 

 

4. ฝีเกิดจากการติดเชื้อหรือ

ธ.ค. 04

เมื่อเราเป็นฝีไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกาย เราต่างก็มั่นใจหรือถูกบอกกล่าวว่า เกิดจากการ “ติดเชื้อ” มา ซึ่งเราทุกคนต่างก็ได้บันทึกข้อมูลนี้มาช้านานแล้วว่า มีเชื้อโรคหลายชนิดที่ทำให้เกิด ฝีขึ้น มีทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และอะมีบา ที่ทำให้เกิดฝี แล้วเราก็ต้องกินยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ พอหายไปได้ไม่นานก็เป็นใหม่ เป็นๆหายๆ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

แล้วเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า จะติดเชื้ออะไรกันนักกันหนา เราก็ว่าเราดูแลร่างกายรักษาความสะอาด อาบน้ำฟอกสบู่อย่างดี แถมยังเป็นสบู่ยาฆ่าเชื้อเสียด้วย ก็ยังเกิดฝีอยู่ดี แล้วทำไมคนสติไม่ค่อยดีเก็บกินอาหารที่เขาทิ้งขยะ แมลงวันตอมกันเต็มทำไมกลับไม่เป็นฝี ทีเรากินดีอยู่ดี “ฝี” กลับมาเกิดกับเรา

ผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้ชาย ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต้องนั่งทำงานหน้าคอมเสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นฝีที่ก้นที่เรียกว่า “ฝีคัณฑสูต” ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าฝี คว้านเอาหัวฝีออก ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล 2-3 วัน เสียค่าใช้จ่ายไปเกือบหมื่นในการจัดการกับฝีที่ก้น และต้องกลับมานอนพักฟื้นที่บ้านอีกเป็นอาทิตย์ เวลาจะนั่งต้องเอาห่วงยางรองก้นอยู่ตั้งนานกว่าจะหาย

ผ่านไป  3 ปี ฝีก็เกิดขึ้นใหม่ ที่เดิม แล้วก็ไปผ่าใหม่ ก็ครั้งก่อนก็ว่าเอาหัวออกไปแล้วทำไมถึงเป็นอีก ดูแล้วเขาก็เป็นคนที่ดูแลสุขภาพ สะอาดสะอ้านดี ไม่ได้ทำงานบุกป่าฝ่าดงที่ไหน นั่งทำงานอยู่แต่ในสำนักงานติดแอร์เย็นฉ่ำ อาหารการกินก็กินดี แล้วทำไมถึงยังจะติดเชื้ออีก

พฤติกรรมไม่ชอบดื่มน้ำ นั่งทำงานไม่ค่อยลุกไปไหน จะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อรับประทานอาหาร มีน้ำอัดลมด้วย

อีกท่านหนึ่งเป็นสุภาพสตรี อายุราว  30 ปีเศษ มีปัญหาเป็นฝีที่ก้นบ่อยมาก เหมือนมีเชื้อพร้อมที่จะติดตลอดเวลา เมื่อเป็นก็หาหมอกินยา พอหายดีสักพักก็เป็นอีก ปัญหาที่เกิดคู่กับฝีที่ก้นก็คือท้องผูกตลอด บางครั้งเป็นอาทิตย์ถึงจะถ่ายได้ หรือไม่ก็ต้องกินยาถ่าย

แม้แต่ตัวหมอเองก็เคยเป็นฝีที่ก้นบ่อย แต่ยังไม่ถึงฝีกัณฑสูตร ปัจจุบันนี้เผลอ ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ต้อง

นั่งเจ็บก้นและคอยทายาไว้ตลอด ยิ่งเวลาหัวฝีแตกนี่ยุ่งเลย เอาอะไรไปปิดไว้ก็จะติดแน่นดึงออกยาก

บางครั้งติดกับกางเกงชั้นใน เวลาถอดกางเกงทีน้ำหูน้ำตาไหล เจ็บมากๆ ขอบอก นอกจากจะเป็นที่ก้นแล้วยังเป็นเม็ดฝีเล็กๆที่หนังปลายอวัยวะสืบพันธุ์บ่อยๆ แบกหน้าไปหาหมอตรวจรักษา ต้องตรวจเพาะเชื้อ ว่าติดเชื้ออะไรมา ผลก็ไม่พบเชื้ออะไร แล้วก็กินยาแก้อักเสบ ครีมทาแผล เป็นอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ จนรู้สึกเบื่อมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะรักษาตัวเองอย่างไรดี

เมื่อมาศึกษาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันออก และได้ลองรักษาตัวเองดู จึงได้ข้อสรุปว่า  เป็นเพราะเลือดลมที่เสียและไหลเวียนไม่ได้ จึงเกิดการหมักหมมแล้วถูกขับออกมาทางผิวหนัง เป็นฝี สิว รอบๆบริเวณที่เป็นจะร้อน ที่เรียกว่า “อักเสบ” ที่จริงมันร้อนอยู่ก่อนแล้ว ถึงได้เกิดฝีขึ้นมา เพราะร่างกายของเรามีระบบขับของเสียออก เมื่อเกิดของเสียอยูตรงใหนก็จะถูกขับออก นี่ถือเป็นระบบที่สุดยอด ที่เรียกว่า “พลังบำบัด”

เมื่อเป็นฝีที่ก้น ก้นก็จะร้อน เพราะการขับถ่ายของเสียไม่ดี ท้องผูก ท้องเสีย เกิดของเสีย Toxin สะสม หมักหมม การหมุนเวียนเลือดลมก็จะไม่ดี ช่วงล่างของลำตัวตั้งแต่สะดือถึงก้นจะร้อน เวลาลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วคนอื่นมานั่งจะสะดุ้งโหยงเลยล่ะ อุจจาระก็จะเป็นก้อนแข็ง และเหม็นสุดๆ ปัสสาวะจะร้อน เท่าที่พบเห็นมาส่วนมากเป็นคนที่นั่งทำงานนานๆ ทั้งนั้น เพราะจะสะสมอยู่ที่ก้นมาก อาจจะมีริดสีดวงทวารร่วมด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝีก็มาจากพฤติกรรมการกินการอยู่ของเราเองทั้งนั้น ที่บอกว่าติดเชื้อนั้นตัวผมเองคิดว่ายากมาก จะติดเชื้อก็ต่อเมื่อเกิดแผลขึ้น เมื่อเราไปแคะไปเกามันเข้าก็อาจจะติดเชื้อจากความไม่สะอาดได้

ลองสังเกตุตัวเองดูว่ามีอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อยจนแน่นท้อง อึดอัด เลือดลมติดขัดจนร้อนหรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้เร่งระบายความร้อนและสารพิษออก โดยใช้ยาถ่ายระบายความร้อนและของเสียที่หมักหมมออก ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ฟ้าทลายโจร บอระเพ็ด ใบย่านาง รางจืด นำมาต้มบ้าง คั้นบางดื่มกินดับความร้อนลง เป็นวิธีแก้อาการอักเสบแบบธรรมชาติ ไม่ต้องไปพึ่งยาแก้อักเสบให้มันไปทำลายตับไตของเรา ส่วนการรักษาแผลฝีที่แตกแล้ว โดยเฉพาะที่ก้นใช้ได้ดีมากคือ ยาผงพิเศษ ตราร่มชูชีพ ทำให้แผลแห้งไม่ติดกางเกงชั้นใน ไม่ต้องมานั่งแกะกางเกงออกจากแผลครับ

 

 

 

3. สมุนไพรจีน

ธ.ค. 04

สมุนไพรจีนขจัดพิษหรือล้างพิษของจีนนั้น ก็มีสรรพคุณรักษาตั้งแต่พิษน้อยๆ อย่างพิษร้อน พิษเย็น ไปจนถึงสมุนไพรที่ช่วยป้องกันมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิต หัวใจ เบาหวาน ฯลฯ

สำหรับพิษร้อนเช่น ร้อนใน เป็นไข้ ไอ มีเสมหะ มีสมุนไพรที่รู้จักกันดีหลายตัว ที่นิยมใช้กันได้แก่ ดอกเก็กฮวย,หล่อฮั้งก้วย,ซัวเซียม,เหง็กเต็ก และชะเอม(กำเช่า)

  1. ดอกเก็กฮวย นั้น ทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนมักนิยมนำมาทำชา มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม รักษาอาการปากแห้ง ร้อนใน นัยน์ตาแห้ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิดรวมทั้ง สามารถปรับสมดุลและลดความดันโลหิตในร่างกาย
  2. หล่อฮั้งก้วย มีลักษณะเป็นลูกกลม ชนิดผลใหญ่ ผลกลม เนื้อแน่น เขย่าไม่มีเสียง เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล จะถือว่ามีคุณภาพดี มีรสหวานเป็นพิเศษ มีฤทธิ์เย็น สรรพคุณทางยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ อีกทั้งยังรักษาโรคไอกรน ท้องผูก โรคหลอดลมอักเสบ หืด หอบ ได้อีกด้วย
  3. ซัวเซียม หรือ ปักซัวเซียม มีรสหวานอมขมเล็กน้อย มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย สรรพคุณรักษาอาการไอ ไอเป็นเลือด เจ็บคอ กระหายน้ำ บำรุงกระเพาะอาหาร (ห้ามผู้มีอาการไอเพราะความเย็นรับประทาน)
  4. เหง็กเต็ก หรือไผ่หยก มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุก มีใบคล้ายใบไผ่ ปลูกมากที่เหอหนาน เจียงซู เหลียวหนิง และซินซาว มณฑลเจ้อเจียงที่ถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด สรรพคุณลดความดันโลหิต กระตุ้นหัวใจ ดับร้อนใน และขับปัสสาวะ
  5. ชะเอม หรือ กำเช่า ใช้ส่วนราก มีรสหวานมีฤทธิ์ปานกลาง สรรพคุณ แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ไอ รักษาใจสั่น โรคลมชัก แก้อาหารเป็นพิษ มีสาร Glycyrrhizin สามารถดูดซับสารพิษ และจับสารพิษเพื่อขับออกทางตับ อีกทั้งสามารถถอนพิษจากยาฆ่าแมลงได้ด้วย
  6. สมุนไพรร้อน ขจัดเย็น ขณะที่ร่างกายหากมีความเย็นมากเกินไป (หยาง) ก็สามารถใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนขจัดได้ ที่นิยมและมีชื่อเสียงมากได้แก่ ตังกุย และโสมเกาหลี
  7. ตังกุย มีรสหวานเผ็ด มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย มักใช้เป็นยาบำรุงเลือด ปรับการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ แก้อาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก อาการท้องผูก อีกทั้งมีฤทธิ์กระตุ้นและระงับการทำงานของมดลูกด้วย
  8. โสมเกาหลี มีชื่อเสียงมากในหมู่คนนิยมรับประทานโสม และในหมู่การแพทย์แผนจีนโดยเฉพาะโสมแดง สรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือด เสริมสมรรถภาพทางเพศ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ ตัน (หากมีไข้และท้องผูกไม่ควรรับประทาน)
  9. กาฝากต้นหม่อน เพิ่มเม็ดเลือดขาว สำหรับโรคต่างๆ นั้น หากเป็นโรคความดันจากไขมัน สมุนไพรที่รักษาได้ดีคือ ‘ซัวจา’ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งกินได้ทั้งสดและแห้ง มีรสเปรี้ยวหวาน ฤทธิ์อ่อน มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ขับพยาธิ ท้องร่วง กระตุ้นให้มดลูกเข้าอู่หลังคลอดบุตร ลดความดันโลหิต และลดคลอเรสเตอรอลในเลือด

นอกจากนี้ยังมี กาฝากต้นหม่อน หรือ เช่าเก็ง เป็นยาบำรุงเลือด รักษาโรคหัวใจ ความดัน ไขข้อรูมาติค ที่มีคุณภาพดีมาจากมณฑลกวางสี มีรสขมหวาน ฤทธิ์ปานกลาง เป็นยาบำรุงไต มีฤทธิขับปัสสาวะ ต้านแบคทีเรีย และสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย

5 สมุนไพรจีนป้องกันมะเร็ง

ส่วนสมุนไพรจีนใช้รักษาโรคมะเร็งเด่นๆ คือ แปะฮวยจั่วจิเช่า หรือ หมากดิบน้ำค้าง พั้วกีไน้ โสม และเห็ดหอม

  1. แปะฮวยจั่วจิเช่า เป็นพืชจำพวกหญ้า มีรสเผ็ดขมนิดๆ ฤทธิ์เย็นไม่มีพิษ สรรพคุณดับร้อนใน ดับพิษ ทำให้เลือดและลำไส้เย็น ลำไส้อักเสป ไทฟอยด์ ไอเพราะปอดร้อน ปวดฟัน และป้องกันมะเร็งได้ (ผู้ที่ธาตุไฟอ่อนห้ามรับประทาน)
  2. พั๊วกีไน้ เป็นยาขับถ่าย ถอนพิษ แก้มะเร็ง โดยคนเป็นมะเร็งสามารถนำมาต้มกินแทนน้ำ กระหายน้ำได้
  3. โสม มีอีกสรรพคุณคือมีสารบางอย่างที่สามารถกำจัดและทำลายพืช รวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติได้ มีฤทธิ์ป้องกันโรคมะเร็ง และยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ส่วนมากมักนำโสมมาใช้ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาด้วยวิธีการเคมีบำบัด อีกทั้งเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย (ควรรับประทานขณะท้องว่าง)
  4. เห็ดหลินจือ หรือ เหล่งจูโกว มีรสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง บำรุงแก้อาการอ่อนเพลีย ขับเสมหะ หอบหืด นอนไม่หลับ รักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ป้องกันโรคตับอักเสบจากการขับสารพิษออกจากร่างกาย และป้องกันมะเร็ง
  5. เห็ดหอม มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งรัฐเซาท์แคโรไรนา ประเทศสหรัฐอเมริกาและสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า เห็ดหอมจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ดีเยี่ยม และเห็ดหอมยังมีสารเลนติแนน และสารริทาดินีน ต้านเซลล์มะเร็งได้ด้วย โดยเฉพาะมะเร็งในลำไส้และมะเร็งในกระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ดีในการรับประทานยาจีนที่ถูกต้อง ควรมีการต้มตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงขึ้นไป(อยู่ที่ตัวยามากหรือน้อย) และควรรับประทานก่อนอาหาร โดยการต้มด้วยหม้อดินและภาชนะเคลือบจะให้ผลดีมากกว่าภาชนะแสตนเลส ทั้งนี้การรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อรักษาโรค จำเป็นต้องให้แพทย์แผนจีนเป็นคนวินิจฉัยตามสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน หรือต้องได้รับคำแนะนำจากร้านยาสมุนไพรจีนโดยเฉพาะ

2. กระเพาะสาเหตุของโรค นานาชนิด

ธ.ค. 04

โรคกระเพาะตามความเข้าใจของคนทั่วไปแล้วคืออาการเจ็บท้อง ปวดท้องหรือมีแผลในกระเพาะอาหาร แต่สำหรับแพทย์ตะวันออก หมายความถึง การที่กระเพาะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ระบบการย่อยอาหารไม่ดี มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก โรคกระเพาะที่ผมพูดนี่แหละครับเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ริดสีดวง เก๊าต์ รูมาตอยด์ ไอ แม้กระทั่งสะอึกก็เกิดจากกระเพาะของท่านนี่แหละครับ เป็นไปได้ยังไงผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ โดยยกตัวอย่างซัก 2-3 โรคนะครับ ..

คำว่าโรคกระเพาะในทางการแพทย์ตะวันตก หมายถึงการมีแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะ หรือมีจุดในกระเพาะ โดยใช้การตรวจด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

แต่วิธีของเรานั้นใช้วิธีการตรวจโดยการกดจุดหรือการตรวจด้วยเส้นลมปราณ เพื่อดูว่าในกระเพาะเรามีปัญหามีกรดมีแก๊สมากหรือไม่ กระเพาะที่มีปัญหาหมายถึงกระเพาะที่ไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ หรือกระเพาะมีธาตุไฟอ่อนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการหมักในกระเพาะและเป็นสาเหตุให้เกิดพิษขึ้นในกระเพาะจนแน่นไปหมด พลังของกระเพาะแล้วตามปกติจะต้องไหลลงตามลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และถ่ายออกมา แต่ถ้าเกิดพิษขึ้นในร่างกายพลังของกระเพาะท่านจะดันขึ้นมา ทำให้เกิดอาหารสะอึก อาการไอ มีคนไข้ของผมไอมาตลอดรักษายังไงก็ไม่หาย เพราะส่วนใหญ่เราไปคิดว่าอาการไอเกิดจากการมีเสมหะ หรือเจ็บคอ แต่กระเพาะต่างหากที่เป็นตัวทำให้เกิดปัญหา

เป็นไปได้อย่างไร จากการที่ได้พูดคุยกับคนไข้แล้วก็พบว่า เค้ามักทานอาหารพร้อมดื่มน้ำตาม 3-4 แก้ว ระหว่างท่านอาหาร การดื่มน้ำระหว่างการทานอาหารนี่แหละครับคือสาเหตุของอาการไอ เมื่อท่านทานอาหารเข้าไปแล้วกระเพาะจะต้องมีไฟในการย่อยอาหาร แต่ท่านกลับคิดว่าการทานน้ำเข้าไปเยอะๆ จะย่อยให้ย่อยได้ดีขึ้น ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อยและเกิดการหมักในกระเพาะอาหาร เมื่อท่านทำอย่างนี้หลายๆวันติดกัน การหมักมันก็เพิ่มมากขึ้นเกิดพิษในกระเพาะ ทำให้ลมดันขึ้นมาตามคอ ทำให้เกิดอาการไอ ถึงทานยาแก้เจ็บคอก็ไม่หายเพราะมันไม่ได้เกิดจากคอของท่าน แต่เกิดกระเพาะอาหาร บางครั้งก็มีกลิ่นติดออกมาด้วย กลายเป็นกลิ่นปาก ไปหาหมอฟันขูดหินปูนยังไงก็ไม่หายหรอกครับ

คนไข้อีกรายหนึ่งของผมเป็นโรคสะอึก สะอึกตลอดเวลามา 4 ปีแล้ว รายนี้กลับกันคือดื่มน้ำน้อยเกินไป คือน้ำหนักตัวเค้า 50 กว่ากิโล แต่ ทั้งวันดื่มน้ำแค่แก้วเดียว เค้าดื่มน้ำน้อยเกินไป เมื่อดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้วก็ทำให้เลือดข้น อวัยวะในร่างกายก็เกิดปัญหา ระบบในร่างกายเรานั้นประกอบไปด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ต้องสมดุลย์ แต่ถ้าท่านมีน้ำในร่างกายน้อยเกินไป ไฟในร่างกายก็รุนแรงมาก ธาตุดินหรือเนื้อหนังมังสาเราก็จะแข็งไปหมด ลมในร่างกายก็จะโหมทำให้เกิดอาการสะอึกขึ้นมา นี่แหละครับคือสาเหตุ ฉะนั้นผมก็เลยให้คนไข้รายนี้แก้ปัญหาโดยการดื่มน้ำให้ถูกต้อง เช้ามาดื่มน้ำ 2-5 แก้ว ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร และดื่มน้ำให้ปริมาณพอดีกับน้ำหนักตัว อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

หลายท่านคงสงสัยว่า เอ๊ะยังไงกัน ดื่มน้ำมากก็ป่วย ดื่มน้ำน้อยก็ป่วย ท่านควรดื่มน้ำให้ถูกต้องครับ โดยดื่มน้ำให้เหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน โดยเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมของท่านคูณด้วย 3.3 % ออกมาจะมีค่าเป็นลิตร ได้ผลเท่าไรท่านก็ควรทานน้ำเท่านั้นต่อวันครับ

ร่างกายคนเราต้องมีน้ำถึง 60 % ในเลือด ก็เช่นเดียวกันต้องมีน้ำ เมื่อเลือดในตัวข้นหัวใจก็จะทำงานหนัก อวัยวะภายในก็จะขาดเลือด เพราะเลือดจะต้องมีน้ำพาไป ของเสียในตัวท่านจะออกมาได้ทั้งปัสสาวะ อุจจาระต้องใช้น้ำเช่นเดียวกัน การย่อยอาหารก็ต้องใช้น้ำ เมื่อไม่มีน้ำอาหารก็ย่อยไม่ได้ เมื่อย่อยเสร็จแล้วก็ต้องมีการดูดซึมสู่ม้าม ถ้าไม่มีน้ำม้ามก็ไม่สามารถดูดซึมอาหารส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ เส้นเอ็นหรืออวัยวะก็จะขาดอาหาร ขาดเลือดทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา ถ้าท่านเกิดปัญหาอย่างนี้แล้วก็ต้องแก้ไขดื่มน้ำให้ถูกต้อง ให้พอเหมาะกับร่างกายของท่าน

ตื่นเช้ามาท่านก็ควรดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน 2-5 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกมา ก็เปรียบเหมือนเวลาเราล้างห้องน้ำ ขัดทำความสะอาดเรียบร้อย แต่ไม่ราดน้ำ สิ่งสกปรกมันก็ไม่ออกไป แล้วทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน? ก็เพื่อให้ไม่ให้ท่านหลงลืม บางคนตื่นแล้วก็ไปทำโน่นทำนี่จนลืมดื่มน้ำ และยังเป็นการเว้นระยะการดื่มน้ำกับการทานอาหารให้ห่างกัน อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างทานอาหารนะ ควรดื่มน้ำให้ถูกเวลาอย่าทานตอนที่ท้องอิ่มเพราะจะทำให้เกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและก็ทำให้เกิดอาการต่างๆอย่างที่ผมพูดมานั่นแหละครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งของการดื่มน้ำมากและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ก็คือ มีคนไข้ของผมรายหนึ่ง จบการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้ติดพฤติกรรมการทานอาหารของฝรั่งมา คือชอบทานสเต็ก ชอบของปิ้งของย่าง ทานอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ดื่มน้ำอัดลมวันละเป็นสิบกระป๋อง และช็อคโกแลต พฤติกรรมการทานอาหารแบบนี้ ทำให้เค้าเป็นมะเร็งที่เต้านม เมื่อสี่ปีที่แล้ว จึงต้องไปผ่าตัดเอามะเร็งออก ฉายคีโม เพื่อรักษามะเร็ง แต่ปัจจุบันนี้เค้ากลับเป็นมะเร็งที่เดิมอีกครั้ง ทั้งที่ได้รับการรักษาอย่างดี ทานยาอย่างดี แต่เค้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ชอบดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ทานน้ำเยอะๆทั้งวัน ก็ทำให้กระเพาะมีปัญหา เลยทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาอีกครั้ง จากการที่ผมไปกดจุดต่างๆ ตามร่างกาย ปรากฏว่าเจ็บปวดมาก วิธีการรักษาก็คือทำให้ลมที่อัดแน่นอยู่ในกระเพาะ ตามเส้นเอ็น ออกไปให้ได้ก่อน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนให้ได้ ถ้าเปรียบร่างกายคนเรากับแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำมีอะไรไปอุดตัน ถ้าจะทำความสะอาดก็ต้องทำการเก็บขยะ ออกจากแม่น้ำนั้นเสียก่อนเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

การนวดสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนการไล่ขยะในร่างกาย โดยเฉพาะการนวดเท้า เป็นการบำบัดร่างกายให้เลือดลมในร่างกายหมุนเวียนสะดวก หรือที่เรียกว่า “กดจุดสะท้อน” ซึ่งจะเป็นการบำบัดทั้งร่างกายไม่ว่าจะ กระเพาะ, ม้าม, ปอด, ไต เพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ดีขึ้น เมื่อนวดเท้าแล้ว ก็จะทำการกดจุดเพื่อดูว่าจุดไหนมีลมอัดแน่น เมื่อมีลมอัดแน่นอยู่ก็จะให้ร่างกายเกิดพิษและเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ถ้าท่านอยู่บ้านก็อาจจะให้คนในบ้านช่วยนวดให้ หรือใช้แผ่นประคบ หรือแช่เท้าในน้ำเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก

สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะต้องถ่ายทุกวัน ต้องเอาออกให้ได้อย่าให้หมักหมมสองวันสามวัน ท่านอาจจะทานยาถ่าย หรือทำดีท๊อกซ์เพื่อช่วยให้ขับถ่าย ให้ได้ติดต่อกันซัก 10 วัน ขับถ่ายพิษออกไปให้หมด

อีกโรคที่เป็นกันมากมายเหลือเกินคือโรคปวดหลัง เรียกได้ว่าเป็นโรคที่ติดอันดับท๊อปฮิตเลยทีเดียว สาเหตุของอาการปวดหลังก็เกิดจากการที่กระเพาะของท่านมีปัญหา ทำไมจึงเกี่ยวข้องกับกระเพาะอีกแล้ว เพราะถ้ากระเพาะอาหารไม่ย่อย ก็จะเกิดลมอัดแน่นที่หน้าอก ที่กลางหลังทำให้เกิดอาการปวดหลัง คนไข้ผมรายหนึ่งอายุแล้ว มีอาการปวดหลัง หลังค่อมมือไม้สั่น ไปหาหมอเค้าก็ให้ใส่ที่รัดหลัง แต่จากการสอบถามแล้ว พบว่าเค้าชอบทานทุเรียนมาก ทานทุเรียนมากร่างกายท่านก็ร้อน เกิดลมในกระเพาะแน่นในร่างกายทำให้เกิดอาการปวด ต้องทำการกดจุดไล่ลมในร่างกาย นวดหรือทานสมุนไพรที่ช่วยในการย่อยอาหาร

หรือบางท่านที่มีอาการปวดเอว ปวดหลังท่านอาจจะคิดว่าเป็นเพราะกระดูกทับเส้น แล้วต้องทำการผ่าตัด มีวิธีสำรวจตัวเองว่าท่านกระดูกทับเส้นหรือไม่ ให้ท่านนอนหงายราบกับพื้นแล้วยกขาทีละข้าง ถ้าติดขัดหรือมีอาการปวดก็อาจจะแสดงว่ากระดูกทับเส้น แต่ถ้ายกได้ราบรื่นไม่มีอาการปวด แสดงว่าท่านไม่มีกระดูกทับเส้นแน่นอน

วิธีการรักษาอาการปวดหลังง่ายๆครับ ท่านต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน โรคส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทั้งนั้นครับ ควรดื่มน้ำให้ถูกต้อง ดื่มน้ำในพอเหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพื่อให้กระเพาะทำการย่อยอาหารได้ และหาเวลานวดกดจุดเพื่อไล่ลมและขจัดขยะออกจากร่างกาย เท่านี้อาการเจ็บป่วยของท่านก็จะค่อยๆดีขึ้นครับ

 

 

 

1. ประจำเดือนผู้หญิงบอกอะไรบ้าง

ธ.ค. 04

เพราะร่างกายของผู้หญิงมีข้อมูลที่ช่วยให้ผมรับรู้การทำงานของตับไตไส้พุงได้ชัดเจนกว่าผู้ชาย ซึ่งจะง่ายต่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างมาก และนั่นก็คือ ประจำเดือน นี่เองครับ

คุณอาจจะไม่เชื่อเลยก็ได้ว่าผมรู้ข้อมูลของร่างกายคุณมากมายแค่ไหนผ่านประจำเดือนของคุณผู้หญิง วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังกันครับว่าทำไมหมอจีนถึงชอบถามถึงประจำเดือน แถมถามละเอียดลงลึกถึงขั้นสี ปริมาณ ก้อนเลือด รอบเดือนช้าเร็ว  ทั้งๆที่ชั้นไม่ได้มาหาหมอเพราะเรื่องนี้ซักหน่อย ก็ขอวอนอย่าพึ่งเข้าใจผิดคิดว่าหมอลามกนะครับ

ผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับเลือดมาก เพราะต่างก็เป็นธาตุหยิน (ธาตุเย็น) ทั้งคู่  ขณะเดียวกันพื้นฐานร่างกายของผู้หญิงก็มีความสัมพันธ์อวัยวะตับในทางแพทย์จีนอย่างแน่นแฟ้นเพราะ

  1. ตับเป็นอวัยวะที่กักเก็บเลือดไว้ ก่อนจะปล่อยไปให้อวัยวะอื่นๆใช้งาน
  2. เส้นลมปราณตับเดินผ่านอวัยวะเพศ และหน้าอก
  3.  ตับเป็นตัวควบคุมการเดินของลมปราณในร่างกายให้คล่องตัว รวมไปถึงอารมณ์ต่างๆด้วย

เมื่อทำความเข้าใจตรงนี้ได้แล้วต่อไปก็จะอ่านเข้าใจได้ง่ายกว่าเดิมครับ

คราวนี้เรามาไล่ดูกันครับว่า สี ปริมาณ ก้อนเลือด รอบเดือนช้าเร็ว ทำให้หมอจีนรู้อะไรบ้าง

สีของเลือดประจำเดือน

  1. สีแดงเข้ม  มักจะเป็นคนที่ร้อนในครับ คิดสภาพว่าไฟมันร้อนเลือดเลยสีเข้ม เหนียวข้น  คุณมักจะหิวน้ำ ท้องผูก หงุดหงิดง่าย
  2. สีแดงซีด  คือคนที่ขาดเลือดครับ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นโรคโลหิตจางนะครับ ไปตรวจปริมาณเม็ดเลือดอาจจะยังปกติไม่มีปัญหา  คุณมักจะเป็นคนไม่มีแรงครับ หน้าซีด เล็บซีด ปากซีด เวียนศีรษะ หลงลืมง่าย นอนไม่หลับ
  3. สีแดงคล้ำ  คือคนที่มีเลือดคั่งอยู่ข้างในครับ ส่วนใหญ่ประจำเดือนสีนี้มักจะมีลิ่มเลือดออกมาด้วยเสมอ  สีประจำเดือนแบบนี้เกิดได้หลายสาเหตุครับ คุณอาจจะเป็นคนขี้หนาว หรืออยู่ในห้องเย็นๆเป็นประจำ หรืออาจจะเป็นคนที่เครียดมาก เครียดบ่อย

ปริมาณของเลือดประจำเดือน 

ควรจะดูประกอบกับสีด้วยจะบอกข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นไปอีกครับ

  1. ประจำเดือนมาน้อย + สีแดงซีด  เลือดน้อยจนไม่มีเลือดจะให้เสียแล้ว มักมีอาการปวดท้องประจำเดือนด้วย
  2. ประจำเดือนมาน้อย + สีแดงคล้ำ  เลือดคั่งอุดทางเดินประจำเดือน ทำให้เหมือนประจำเดือนมาน้อย แต่ที่จริงแล้วคั่งอยู่ข้างในออกไม่ได้ต่างหาก รายการนี้ก็มักปวดท้องประจำเดือนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเกิดประจำเดือนมาคล่อง หรือก้อนเลือดหลุดออกมาแล้วก็จะหายปวด
  3. ประจำเดือนมามาก + สีแดงเข้ม  เกิดจากความร้อนครับ ที่มามากก็เพราะความร้อนมันขับดันให้เลือดเดินไว เดินเยอะ
  4. ประจำเดือนมามาก + สีแดงซีด  อันนี้เป็นเพราะร่างกายขาดลมปราณครับ ลมปราณเป็นตัวควบคุม นำทางให้เลือดเดินไปในทางที่มันควรจะไป เมื่อลมปราณพร่องแล้ว เลือดก็ไม่มีตัวควบคุม ไหลตามใจฉัน  แล้วเมื่อเลือดไหลออกไปเรื่อยๆ ลมปราณก็จะยิ่งพร่องเพราะขาดเลือดหล่อเลี้ยง สุดท้ายเกิดเป็นวงจรอุบาทว์แย่ลงไปเรื่อยๆ คุณจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง วิงเวียนศีรษะ ไม่อยากอาหาร
  5. ประจำเดือนมามาก + สีแดงคล้ำ ก็คือมีเลือดคั่งอยู่ครับประจำเดือนกระปิดกระปอยมาไม่หยุด  แบ่งได้สองกรณีคือ ลมปราณพร่อง สีของเลือดจะซีด   อีกประเภทคือเลือดร้อน  สีของเลือดจะสดครับ

ก้อนเลือดและลิ่มเลือด 

บางคนประจำเดือนมาทีเป็นก้อนๆครับ มักมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย บางคนเหมือนมีเศษเนื้อหลุดออกมาด้วยเลย  พอก้อนเลือดหรือเศษเนื้อหลุดออกมาแล้วประจำเดือนมักจะหายปวดครับ  ก้อนเลือดและลิ่มเลือดก็คือเลือดคั่ง เลือดเดินไม่สะดวก เกิดได้หลายสาเหตุ แต่หลักๆมีอยู่สองอย่างคือ อารมณ์เสีย และ พิษเย็นครับ

รอบเดือนไม่ปกติ

  • รอบเดือนมาก่อนเวลา  มีได้หลายสาเหตุครับ โดยมากแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ เลือดร้อน หรือ ลมปราณพร่อง อาการดูได้จากข้างบน
  • รอบเดือนชอบมาหลังเวลา  เพราะเลือดคั่ง พิษเย็น  เลือดน้อยสามสาเหตุหลักๆ สองอันแรกเพราะมันทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี อันหลังเพราะไม่มีเลือดให้ไหลเวียน

การปวดประจำเดือน 

การปวดประจำเดือนเป็นอะไรที่ผมสงสารผู้หญิงอย่างสุดซึ้งจริงๆครับ เพราะมันเป็นความปวดที่ทรมาณและน่าหวาดกลัว  รู้ทั้งรู้ว่ามันต้องเจ็บทุกเดือนแต่ส่วนใหญ่ก็มักแก้ไขหลีกเลี่ยงอะไรไม่ ได้  ไม่เหมือนโดนต่อยโดนตบที่ยังวิ่งหนีได้  การปวดประจำเดือนแยกคร่าวๆออกมาได้ดังนี้ครับ

  1. ปวดช่วงวันแรกๆ พอมาเยอะขึ้นก็หายปวด  มักมีอาการท้องแน่นๆ  คัดหน้าอกควบคู่ไปด้วย   ให้ถามตัวเองว่าคุณเป็นคนอารมณ์เสียง่ายหรือเปล่า อ๊ะๆ อย่าหลอกตัวเองนะครับ  อาการมันฟ้องอยู่ครับ  จากที่บอกไปข้างต้นว่าตับเป็นตัวควบคุมเลือดและลมปราณพออารมณ์ไม่ดีลมปราณก็ จะเดินไม่คล่อง ลมปราณไม่เดิน เลือดก็เลยไม่เดินเพราะเหงาขาดเพื่อน อยู่ด้วยกันสองคนอบอุ่นดี แต่คนที่ไม่ดีคือตัวเราเองครับที่ต้องทนปวดประจำเดือนกันต่อไป  ที่รพ.จีนทุกปีเวลาเอนทรานซ์จะมีนักเรียนหญิงมาหาหมอเรื่องประจำเดือนตลอด เลยครับ เครียดกันซะ
  2. ปวดหลังจากประจำเดือนจะหมดหรือหมดแล้ว  มักจะไม่ปวดรุนแรงมาก จะมีอาการอ่อนเพลียควบคู่  อันนี้เกิดจากเลือดน้อยครับ  อารมณ์เดียวกับหัวใจขาดเลือดแล้วจะเจ็บหน้าอก
  3. การปวดประจำเดือนกับความเย็น ถ้าคุณปกติเป็นคนชอบกินน้ำเย็น น้ำแข็ง ไอติมนี่ของโปรด รักการว่ายน้ำ ใส่กระโปรงเปิดเข่าทำงานในห้องแอร์เย็นเจี๊ยบ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณต้องทนทรมาณกับการปวดประจำเดือนหากคุณ ยังไม่รีบแก้ไข  นึกภาพง่ายๆหากเอาน้ำไปแช่ช่องฟรีซ น้ำก็จะแข็ง ไม่เคลื่อนไหว  ประจำเดือนก็เหมือนกันครับ เลือดไหลเวียนไม่ดีก็ปวดเอาสิครับ  เพราะอย่างนี้แหละครับนักกีฬาว่ายน้ำจึงมักมีอาการปวดประจำเดือน

การลดความอ้วนกับประจำเดือน

วันก่อนมีคนไข้คนนึงเป็นคนจีนสัญชาติแอฟริกันครับ คือหน้าตาเป็นคนจีนนะแหละ แต่ร่างกายเหมือนคนแอฟริกัน ผอมจนเห็นกระดูกอะครับ  เธอมาหาหมอด้วยโรคประจำเดือนไม่มา  ขอถามเพื่อนๆว่าพอจะเดาสาเหตุที่ประจำเดือนเขาไม่มาได้ไหมครับ?

ถู๊กกกกกกกกกก หรือเปล่า   คนแบบเธอนั้นเราสามารถเรียกได้ว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยนครับ อยู่ดีไม่ว่าดี ลดความอ้วนซะ  พวกลดความอ้วนมากๆเนี่ยจะมีความคิดในใจอย่างนึงว่า “ฉันยังอ้วนอยู่” แม้ว่าจะหุ่นได้รูปแล้วก็ตาม  แรกๆก็ลดความอ้วนอยู่หรอก แต่พอลดเกินขีดจำกัด มันพาลไม่อยากอาหารเอาแล้วครับ ระบบการย่อยมันเละไปหมดแล้ว พอถึงตอนนี้จะยัดกินให้อ้วนเหมือนเดิมก็ไม่ได้แล้ว เพราะ “ท้องไม่รับ” หุๆ

แล้วพอลดความอ้วนมากๆเข้าจะเอาสารอาหารที่ไหนมาสร้างเลือดละครับ คนประเภทนี้ถ้าอยากให้ประจำเดือนมาปกติก็หันมากินข้าวเหอะครับ ไม่งั้นวันหลังจะ “ไม่ได้ท้อง” นะครับ

“คือว่า​ ​เรา​เคยเครียดมากๆ​เลยอะค่ะ​ เป็น​เวลาติดต่อ​กัน​ ​บางทีปวดหัวมาก​ ร้องไห้จนเกร็งหน้าท้องหายใจ​ไม่​ออกเลย​แล้ว​ประจำ​เดือนก็หายไป​ พอมันมาอีกที​มันออก​เป็น​ก้อนเลือดสีดำ​ๆ​เลยอะค่ะ​”

นี่เป็นคำพูดที่เพื่อนผมคนนึงบอกเล่า ขออนุญาตนำมาใช้เพื่อการศึกษานะครับ เคสนี้บอกอะไรผมได้บ้าง หลังจากผมฟังคำบอกเล่านี้ ผมจะรู้ว่าคนไข้รายนี้

  1. เธอเป็นคนที่เครียดง่าย อารมณ์แปรปรวนบ่อย เวลารักษาต้องเน้นที่ลมปราณตับ
  2. การผิดปกติของประจำเดือนเกิดจากลมปราณติดขัด เลือดไม่เดิน เกิดเป็นเลือดคั่ง อุดตันทางเดินประจำเดือน ประจำเดือนเลยหายไป เนื่องจากเดือนที่แล้วประจำเดือนออกไม่หมด เป็นเลือดคั่งเก็บอยู่ข้างใน พอถัดมาอีกเดือนจึงเป็นก้อนเลือด สีคล้ำ
  3. ควรสอบถามต่อไปว่าชอบกินของเย็นๆ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็นๆหรือไม่ เพราะนั่นจะทำให้ประจำเดือนยิ่งแย่
  4. เธอน่าจะไม่ค่อยอยากอาหาร เวลารักษาควรให้ยาจำพวกช่วยย่อยและบำรุงกระเพาะด้วย
  5. เธออาจจะมีอาการเจ็บสีข้าง คัดหน้าอกเวลาประจำเดือนมาโดยเฉพาะวันแรกๆ สาเหตุเกิดจากลมปราณตับติดขัด
  6. นอกจากการรักษาโดยการจ่ายยาแล้ว ยังควรจะพูดจา คุยกับคนไข้มากๆ ให้เขารู้สึกสบายใจ เพราะต้นเหตุของอาการนี้เริ่มมาจากใจเป็นอันดับแรก

เนี่ยแหละครับ แค่ถามประจำเดือนคำถามเดียวผมก็รู้ได้มากขนาดนี้แล้ว โดยยังไม่ทันถามอาการอื่นๆเลย แล้วพอไล่ถามรายละเอียดว่าเป็นอย่างที่ผมคิดไหมคนไข้ก็จะตาลุกวาวจ้องผมกลับ เสมือนผมเป็นหมอดู ไม่ใช่หมอจีนแล้ว เพราะว่าแม่นเหลือเกิน

ข้อควรปฎิบัติเกี่ยวกับประจำเดือน 

  1. อย่าเครียด ลมปราณเดินไม่สะดวกผิดปกติไม่รู้นะเออ
  2. อย่ากินของเย็นให้มากนัก
  3. ใส่กางเกงไปทำงานเถอะ การที่หัวเข่าตากแอร์เรื่อยๆทำให้ปวดประจำเดือน
  4. ปวดประจำเดือนควรกินน้ำอุ่น การประคบท้องน้อยด้วยถุงน้ำร้อนมักจะให้ผลดี ลดการปวดได้
  5. ปวดมากก็กินยาแก้ปวดได้ครับ
  6. หากคุณเจอตัวเองตรงกับประเภทเลือดน้อย คุณควรกินอาหารพวกบำรุงเลือด เช่น ตับ งาดำ ผักปวยเล้ง หรืออาจจะไปซื้อยาจีนที่ชื่อว่า ตังกุย มาชงชาหรือต้มน้ำแกงกินก็ได้ครับ ไปร้านยาจีนซื้อตังกุยมาสักห่อละห้ากรัม ต้มน้ำสักสิบนาทีให้เหลือน้ำประมาณแก้วน้ำเล็กๆสักใบ กินวันละครั้งครับ
  7. พวกเลือดร้อนควรอย่าไปต่อยตีกับใคร ไม่ใช่ละ   ควรงดอาหารรสจัด ของทอด ของมัน นม เนย ชีส ทุเรียน ของร้อนในต่างๆครับ
  8. พวกเลือดคั่งอาจจะจิบสุราเล็กน้อย ขอย้ำว่าเล็กน้อย อย่าเอาผมเป็นข้ออ้างในการออกไปดริ๊งค์นะครับ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น  กลุ่มนี้ก็กินตังกุยได้เหมือนกัน แต่กรุณาอย่าถามนะครับว่าไปกินตังกุยจั๊บได้ไหม เพราะผมยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ใครรู้วานบอก

ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณควรจะไปตรวจร่างกายหาสาเหตุที่แท้จริงของประจำเดือนไม่ปกติก่อน ไม่ว่าจะเป็นอัลตร้าซาวน์ด เจาะเลือดวัดฮอร์โมน ตรวจปัสสาวะว่าท้องหรือเปล่า เป็นต้น ซีสต์ชอกโกแลตทำให้ปวดประจำเดือน  มีซีสต์บางที่ก็ทำให้ประจำเดือนไม่มา  บางคนไม่ตกไข่ด้วยซ้ำ มะเร็งก็ทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้  ถ้าคุณตรวจแล้วไม่พบอะไรที่ต้องสงสัย ถึงเวลานั้นหมอจีนจะมีประโยชน์มากในการรักษาครับ  หมอแผนปัจจุบันตอนนี้รักษาประจำเดือนด้วยฮอร์โมนเป็นหลัก แต่หมอจีนใช้ยาจีนในการปรับสมดุลครับ

ประจำเดือนปกติ 

ประจำเดือนคือเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกเป็นรอบๆ ห่างกันทุก 28 วัน ผิดพลาดได้ไม่เกินบวกลบ 7 วัน หมายความว่า บางเดือน หรือ ของ บางคน รอบของประจำเดือนอาจจะเป็น 21 วัน 22 วัน หรือ 30 วัน 35 วันก็ได้ ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระยะเวลาที่มีเลือดประมาณ 2-7 วัน โดยปริมาณเลือดที่ไหลออกมาทั้งหมด ราวๆ 20-60 ซีซี (30-80 ซีซี เพิ่มเติม ใช้ผ้าอนามัยไม่เกินยี่สิบแผ่น – ผู้เขียน) ต่อรอบ

เด็กสาวที่เริ่มมีประจำเดือนใหม่ๆ ในช่วง 1-2 ปีแรก จะมีประจำเดือน ไม่สม่ำเสมอ รอบมักจะยาว บางคน 2-3 เดือนจึงจะมาสักครั้ง เนื่องจากการทำงานของรังไขยังไม่ค่อยสมบูรณ์ ทำให้ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือน
จึงมาห่างๆ และมักจะมามากนานหลายวัน หลังจากนั้น เมื่อเข้าที่เข้าทางก็จะมีรอบเดือนสม่ำเสมอมากขึ้น เพราะมีการตกไข่ ทุกเดือน

ปัจจัยที่ทำให้มีประจำเดือนเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เชื้อชาติ สิ่งแวดล้อม แสงสว่าง ความอ้วน ผอมของร่างกาย สุขภาพทั่วไป สภาวะ ทางจิตใจ และเชื่อหรือไม่ คนที่อาศัยอยู่ในเมือง หรือประเทศใกล้เส้น ศูนย์สูตร
พื้นที่ระดับน้ำทะเล เช่น กรุงเทพมหานคร จะมีประจำเดือน เร็วกว่าพวกที่อยู่ในชนบทไกลจากเส้นศูนย์สูตร หรืออยู่บนยอดเขา เช่น ธิเบต เป็นต้น ที่น่าแปลกก็คือมีการศึกษาพบว่าเด็กที่ตาบอดกลับมีประจำเดือนเร็วกว่าเด็กปกติ แสดงว่าแสงสว่างน่าจะมีผลต่อการ มีประจำเดือนด้วย”

มาช้าจังว้อย  จะมาไม่มาวะ

บางคนประจำเดือน มาสองสามเดือนครั้ง บางคนมาห้าหกเดือนครั้ง  ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคงต้องตั้งข้อสงสัยแล้วละครับว่าคุณมีการตกไข่หรือเปล่า  ถ้าร่างกายไม่ตกไข่ มันก็จะไม่มีประจำเดือนมาครับ แต่ในบางคนประจำเดือนก็จะมาเป็นลักษณะกะปริบกะปรอย เป็นเวลานานไม่หยุดสักที  สองอาการนี้อาจจะสลับกันเกิดไปมาก็ได้เช่น ประจำเดือนไม่มาสามเดือนแล้วก็กะปริบกะปรอยไม่หยุดเป็นเดือนๆ

ถ้าเป็นเช่นนี้ผมแนะนำให้ไปตรวจครับ เพราะเป็นได้หลายสาเหตุอยู่ แต่ที่น่าสงสัยที่สุดก็คงเป็น PCOS เวลาแพทย์จตรวจนั้นก็จะตรวจฮอร์โมนเพศ มีการอัลตร้าซาวนด์ดูมดลูกและรังไข่ อีกวิธีนึงก็คือการสั่งให้คุณกลับไปวัดอุณหภูมิร่างกายตอนเช้า (ที่ไทยไม่แน่ใจว่าทำกันแค่ไหน แต่ที่จีนนี่แทบจะสั่งให้ทุกคนที่ประจำเดือนผิดปกติไปวัดมา ผมว่าวิธีนี้น่าจะสะดวกดีนะครับ วิธีวัดคือเมื่อตื่นเช้ามาอย่าพึ่งขยับตัว นอนอยู่บนเตียงก่อน อย่างแรกที่ต้องทำคือคว้าปรอทมาอมไว้ใต้ลิ้นวัดอุณหภูมิไว้สามนาที แล้วก็จดบันทึกไปเรื่อยๆทุกวัน ทำติดต่อกันอย่างน้อยก็สักสามเดือน ถ้าคุณมีการตกไข่อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นประมาณสิบสี่วัน พอประจำเดือนมาอุณหภูมิก็จะลดลง ถ้าคุณท้องอุณหภูมิจะสูงคงที่ไม่ลดลงอีกครับ วิธีนี้นอกจากจะช่วยในการวินิจฉัยแล้ว ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผลการรักษาเป็นอย่างไรบ้าง) ปัจจุบันนี้ PCOS เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ประจำเดือนผู้หญิงมาไม่ปกติครับ สาเหตุของโรคนี้ยังไม่แน่ชัดครับ

ความเป็นไปได้อีกอย่างก็เช่น ฮอร์โมน PRL (ซึ่งมีหน้าที่กระตุ้นการขับน้ำนม) สูงกว่าปกติ มันก็คล้ายๆกับว่าหลังคลอดลูกแล้วทำไมประจำเดือนไม่มาก็เพราะฮอร์โมนตัวนี้สูงนั่นแหละครับ นมมาเลือดหด ก็ว่ากันไป ซึ่งก็ต้องตรวจดูอีกทีว่าสูงแค่ไหน ถ้าสูงมากก็อาจจะต้องเช็คสมองดูว่ามีเนื้องอกอะไรหรือเปล่าที่ทำให้ฮอร์โมนตัวนี้มีค่าสูงผิดปกติ อาจจะตรวจด้วยการเจาะเลือดได้เหมือนกัน ในที่นี่คนที่มีฮอร์โมนตัวนี้สูงไม่จำเป็นที่ต้องมีน้ำนมออกมาทุกคนนะครับ

ส่วนเรื่องกลัวการขึ้นขาหยั่งอย่างที่ใครหลายคนอายและกังวลกันนั้น ผมจะบอกให้สบายใจว่าไม่ต้องกลัวไปครับ ยังไงก็หนีไม่รอด ฮ่าๆๆ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นเชิญทำใจไปซะแต่เนิ่นๆเลย

ถามว่าต้องตรวจไหม ควรตรวจครับ ตอนนี้คุณอาจจะไม่รู้สึกว่าประจำเดือนมาช้าเป็นปัญหาอะไร ดีเสียอีกประหยัดค่าผ้าอนามัย ไม่เลอะเทอะหงุดหงิด หรือปวดท้อง แต่วันใดที่คุณอยากมีลูกแล้วมันมีไม่ได้เนี่ย ผมว่ามันไม่ค่อยคุ้มกันนะครับ

คนไข้ PCOS มากินยาจีนกันก็เยอะนะครับ แล้วก็ได้ผลดีเหมือนกัน แต่ว่าการรักษาต้องใช้เวลาหน่อยครับ สามารถรักษาควบคู่กันไปกับยาแผนปัจจุบันได้ครับ

“กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome)

เป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นประจำก่อนมีประจำเดือน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงหลังไข่ตก อาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดเมื่อยหลัง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น มีการคั่งของน้ำในร่างกายมากขึ้น เต้านมโตขึ้น รู้สึกตึง เจ็บ ความรู้สึกอยากรับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ท้องอืด ถ่ายเหลว มีสิว และมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม จิต อารมณ์ เช่น หงุดหงิด โกรธง่าย อารมณ์ตึงเครียด วิตกกังวล หลงลืม ขาดความสนใจไม่มีสมาธิ รู้สึกโศกเศร้า นอนไม่หลับ …

อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea)

เป็นอาการปวดท้องน้อยในระหว่างเริ่มมีประจำเดือนถึง 8-48 ชั่วโมง เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร prostaglandin ออกมา ทำให้มีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูกมีการหดเกร็งร่วมกับมีอาการปวดเมื่อยหลัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายอุจจาระเหลว ปวดศีรษะ ง่วงนอน คล้ายจะเป็นลมความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ลดลง …”

หลักๆเลยของอาการพวกนี้เกี่ยวพันอยู่กับสามอวัยวะครับ นั่นก็คือ ตับ ม้าม และไต (เป็นอวัยวะในทางแพทย์จีน ไม่ใช่ในสรีระวิทยาแบบแผนปัจจุบัน) อย่างที่ได้ย้ำอยู่บ่อยๆว่า เวลาอารมณ์ไม่ดี ลมปราณตับเดินไม่สะดวกก็จะมีอาการทางอารมณ์ทั้งหลาย รวมถึงคัดหน้าอก ท้องอืดท้องแน่น ลมปราณติดขัดนานเข้าก็เลยเกิดไฟกลายเป็นสิวขึ้น ในบางคนปวดหัว รู้สึกหัวบวมๆ แก้มแดงๆ ร้อนใบหน้า คล้ายเป็นความดันสูงก็มาจากสาเหตุนี้เช่นกัน หากตับแกร่งมักจะข่มม้ามเป็นไปตามหลักธาตุทั้งห้า(โหงวเฮ้ง)  ม้ามในทางแพทย์จีนคือระบบการย่อยอาหาร เมื่อโดนข่มก็จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ถ่ายถี่  คุณอาจจะเป็นคนที่ระบบการย่อยอาหารไม่ดีอยู่แล้วก็เป็นได้ครับ แต่พอประจำเดือนมาอาการเลยยิ่งหนักขึ้นไปอีก

แพทย์จีนบอกว่าตับกับไตมีแหล่งกำเนิดมาจากเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันเพราะไตเป็นตัวให้กำเนิดตับ ผู้หญิงมีประจำเดือนได้ก็เพราะสารสำคัญที่มาจากไตเป็นหลัก ประจำเดือนไม่ปกติแสดงให้เห็นว่าไตไม่ดีพอ ตำแหน่งไตอยู่ตรงแถวเอว เพราะฉะนั้นคนไตไม่ดีจึงปวดเมื่อยแถวเอวหลังครับ ยิ่งเวลามีประจำเดือนมาบางคนจะยิ่งเมื่อยมาก

อีกอาการที่คนถามถึงกันมากคือ หิวว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

บอกตามตรง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงบางคนถึงหิวเก่งก่อนมีประจำเดือนนะครับ  แผนปัจจุบันเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องของฮอร์โมน ส่วนทางแพทย์จีนก็ไม่มองว่ามันเป็นโรคซะด้วยสิ  คือการกินอิ่มนอนหลับ จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตนี่ครับ จะไปรักษามันทำไม กินไม่ได้นอนไม่หลับสิถึงเรียกว่าเป็นโรค  ในยุคที่แพทย์จีนเริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนนั้นเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมากมายครับ คนไม่มีอันจะกินซะด้วยซ้ำ เขาเลยไม่มาตั้งทฤษฎีรักษาโรคอ้วนเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไขในเรื่องอยากอาหารนี่ ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลัวอ้วน ก็คงเสนอให้เลือกกินของที่ดีมีประโยชน์กันแทนละครับ ไอ้พวกของไร้ประโยชน์ นำไปสู่โรค หรือทำให้อ้วนนี่ก็เพลาๆเอาละกัน กินผักผลไม้แทนเอาครับ

 

11. ทำไมหญิงจีนชาวจีนจึงไม่ค่อยเป็นมะเร็งเต้านม

ธ.ค. 04

“ทำไมฉันจึงมั่นใจว่าการเลิกดื่มนมนั้น จะเป็นหนทางที่จะต่อสู้กับมะเร็งเต้านม”

จากข้อความที่ตัดตอนมาจาก “ชะตาชีวิตของคุณอยู่ในกำมือของคุณเอง”

ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะเลือกเอาความตายหรือว่าจะหาหนทางที่จะรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากความตาย ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ แน่ละที่ฉันต้องหาเหตุผลที่จะมาอธิบายให้กับตัว เองได้ว่าทำไมความเจ็บป่วยที่ทารุณโหดร้ายนี้ จึงเกิดขึ้นกับสตรีชาวอังกฤษ 1 ใน 12 คน

ฉันเสียใจกับการต้องสูญเสียเต้านมไปหนึ่งข้าง และได้รับการฉายรังสีและต้อง ทนทุกข์ทรมานการคีโมบำบัด ซึ่งก็เป็นวิธีการรักษามะเร็งกันทั่วไปของหลาย ประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศที่เจริญทำกันอยู่ แต่ในใจลึกๆ ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังเผชิญหน้ากับความตาย ฉันยังมีสามีอันเป็นที่รัก และลูกๆ ที่ต้องการได้รับการดูแลอยู่อีก ฉันเข้าตาจน หลังชนกำแพง ต้องสู้ และจะตายไม่ได้ฉันต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป เคราะห์ดีที่ความปรารถนานี้ทำให้ฉันลุกขึ้นมาเผชิญหน้ามุ่งหา วิธีการใดวิธีการหนึ่งที่จะเป็นแนวทางในการรักษาที่เป็นไปตามหลักการทาง วิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผลที่พิสูจน์ได้หาสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ก่อเกิดมะเร็ง ว่าเพราะอะไรกันแน่อายุที่มากขึ้นหรือ เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือนการมีประจำเดือนมากน้อยแค่ไหน ประวัติการเป็นมะเร็งของคนในครอบครัวฉันรวบรวมข้อมูลต่างๆ นั้นมาวิเคราะห์ ศึกษาด้วยความอยากรู้มีมูลเหตุที่เราเองควบคุมไม่ได้ และมีหลายอย่างที่เราเองสามารถควบคุมได้

ปัจจัยอะไรที่ตัวฉันเองควบคุมได้ สามารถทำได้ทันทีทำได้ทุกวันเป็นประจำนั้น เพื่อที่จะต่อต้านมะเร็งเต้านมของฉันนั้นพยายามค้นคว้าจากข่าวสารข้อมูล ต่างๆ และนำมาถือปฏิบัติโดยไม่รีรอและ ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่มาจาก Peter สามีของฉันนั่นเองเขาเป็นนักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้ไปทำงานอยู่ที่ประเทศจีนและพึ่งกลับมาบ้านในช่วงที่ฉันได้รับคีโมอยู่ เขานำการ์ดและจดหมายจากเพื่อนที่ได้เขียนมาให้กำลังใจฉันและ ที่ทำให้ฉันประหลาดใจอย่างมากก็คือสมุนไพรที่ใช้เหน็บทวารซึ่งเพื่อน ร่วมงานที่อยู่เมืองจีนได้ส่งมาให้ ยาเหน็บทวารนี่นะ ที่เขาส่งมาให้ฉันใช้รักษามะเร็งเต้านม โอ้!มันช่างนำขำเสียจริง รู้สึกน่าเกลียดน่ากลัวจัง แล้วเราก็หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ฉันก็คิดว่านี่น่ะหรือที่คนจีนเขาใช้รักษามะเร็ง หรือเพื่อให้สาวชาวจีนหลีก หนีจากมะเร็งเต้านมใช้ยาเหน็บทวารเพื่อเอาอุจจาระออกเนี่ยนะ คิดแล้วขำ แต่ คำพูดก็ยังก้องอยู่ในจิตใจของฉันตลอด ”ทำไมผู้หญิงจีนจึงไม่เป็นมะเร็งเต้านม” ซึ่งฉันเองก็ทำงานกับคนจีนในการวิจัยถึงดินหรือปุ๋ยเคมี มีผลอย่างไรกับความเจ็บป่วย ฉันพอจะจดจำสถิติบางอย่างได้บ้าง

จริงๆ แล้วความเจ็บป่วยต่างๆ หรือมะเร็งเต้านมนั้น มันมิได้เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไป หรือกระจายกันออกไปอย่างเสมอภาคหรือทุกๆประเทศต้องเป็นเหมือนๆกัน มีสตรีชาวจีนเพียง 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น ที่ตายด้วยโรคมะเร็งเต้านม แต่ในประเทศอังกฤษ 1 ใน 12 คนที่ตายด้วยโรคนี้ และประเทศในกลุ่มตะวันตกนี้เฉลี่ยแล้ง 1ใน 10 คนด้วยซ้ำ และในชนบทของประเทศจีนยิ่งไม่ค่อยพบโรคนี้ใหญ่เลยเพราะชนบทไม่ค่อยมีมลภาวะที่เสีย แต่คนจีนที่ฮ่องกง จะมีอัตรา 34 ใน 10,000 คน ที่ต้องตายด้วยมะเร็งเต้านมก็ยังเป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากอังกฤษอยู่มาก ประเทศ ญี่ปุ่น เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิก็มีสถิติใกล้เคียงกับฮ่องกง แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่า เมืองทั้งสองเคยถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดผู้ป่วยสูงขึ้น จากมลพิษและกัมมันตภาพรังสี แผ่กระจายตกค้างอยู่ เป็นที่เชื่อได้ว่า สตรีชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอุตสาหรรมหรือสตรีที่อยู่ในเมืองที่มี กัมมันตภาพรังสีตกค้างอยู่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมขึ้นไป ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด น่าขัน และเราพากันมองข้ามกันไปก็คือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับมลภาวะ หรือกัมมันตภาพรังสีเลยกลับเป็น เรื่องสำคัญที่ทำให้มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

ฉันก็ได้พบอีกว่าคนที่เป็น มะเร็งนั้นไม่ได้เกี่ยวพันกันเลยกับการเป็นชาวตะวันตก หรือเป็นชาวตะวันออก ไม่ได้เกี่ยวพันกับเชื้อชาติ จากผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเมื่อชาวจีนและชาวญี่ปุ่นอพยพไปอยู่ ในดินแดนตะวันตก เมื่อผ่านไปสัก 1-2 ชั่วอายุคนคือคนรุ่นใหม่ที่เกิดและ โตขึ้นในดินแดนตะวันตกอัตราการเป็นมะเร็งก็จะพุ่งสูงขึ้นตามเจ้าบ้าน เรียกว่ากลมกลืนกับเจ้าบ้าน ถือเป็นสังคมอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยทั่วไปแม้กับชาวตะวันออกที่เปลี่ยน พฤติกรรมการดำเนินชีวิตไปตามกระแสตะวันตก ยกตัวอย่าง ในฮ่องกง อัตราการเป็นมะเร็งก็เพิ่มขึ้นจนมีคำเปรียบเปรยผู้หญิงที่เป็นมะเร็ง เต้านม ว่า “Rich Woman’s Disease”หรือ”เป็นโรคของสตรีมีเงิน” คือคนมีเงินก็พยายามสรรหาอาหารที่คิดว่าดีๆ กินตามประสาของคนรวย เขาจึงมีคำเรียก “Hong Kong food”

คนจีนได้พูดถึงอาหารตะวันตกว่า อาหารส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ไอศครีมช็อคโกแลต สปาเก็ตตี้ เนยแข็งขาวที่ทำจากนมแพะ หรือนมแกะ เนยแข็งเหมือนกับ “อาหารฮ่องกง” ก็เป็นเพราะฮ่องกงปกครองโดยอังกฤษประกอบกับความที่เคยอดอยาก ตอนที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ในอดีตทำให้เขากินชดเชย

ดังนั้น จึงทำให้ฉันพอจะเข้าใจได้ว่าอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นมะเร็งเต้านม และมีอัตราที่เพิ่มขึ้นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ชนชั้นกลางที่ร่ำรวยขึ้น สไตล์ชีวิตแบบชาวตะวันตก และก็มีข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ชายด้วย เหมือนกัน จากผลการวิจัยสำรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ด้วยสาเหตุเช่นเดียวกันสอดคล้องกับตัวเลขขององค์การอนามัยโลกจำนวน ของผู้ชายชาวจีนที่อยู่ในชนบทที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีจำนวนน้อย นิดมากๆ มีเพียง 0.5 ใน 100,000 คน แตกต่างจากผู้ชายในอังกฤษสก็อตแลนด์ และเวลส์ เท่าไหร่เดาออกไหม ประมาณ 70 เท่าของเมืองจีนสาเหตุก็เหมือน มะเร็งเต้านม ถือว่าเป็นโรคของชนชั้นกลางที่มีอันจะกินหรือโรคนี้จะเข้า โจมตีกลุ่มคนที่ร่ำรวย มีเศรษฐกิจที่ดีมีเงินมากก็เลยสรรหาอาหารที่คิด ว่าดี และอร่อยมากิน ฉันจำได้ว่าได้เคยพูดคุยกันกับสามี ถามเขาพอ จะรู้เรื่องราวและหลักการดำเนินชีวิตของคนจีนได้มากน้อยสักแค่ไหนมีความ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในฐานะที่เขาไปทำงานอยู่เมืองจีนและเพิ่งจะกลับมาบ้าน อยากจะรู้จริงๆ ว่า ทำไมผู้หญิงที่เมืองจีนถึงไม่เป็นมะเร็งเต้านมกัน ?เรา ทั้งสองตั้งใจว่าจะใช้ความรู้พื้นฐานของเราทางด้วนวิทยาศาสตร์ซึ่งจะ ต้องพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ตามหลักของตรรกวิทยา ที่จะค้นหาสาเหตุและต่อ ต้านมะเร็งเต้านมนี้ให้ได้

เราตรวจสอบข้อมูลในด้านอาหาร พบว่าในปี 2523 ในประเทศจีนบริโภคอาหารที่มีไขมันเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในประเทศแถบตะวันตกอาหารมีไขมันสูงถึง 36 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าอาหารที่ฉันกินก่อนที่จะเป็นมะเร็งนั้น ก็เป็นพวกไขมันต่ำแต่มีไฟเบอร์ สูง แต่ ฉันก็เข้าใจ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ว่าแม้เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็อาจมีไขมันสูงได้ เราะไขมันนั้นค่อยๆสะสมทีละน้อยๆ มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นและ ในวันหนึ่งก็เกิดเรื่องที่พิเศษขึ้นกับฉันมัน เป็นผลงานที่ฉันและสามีได้พยายามทำงานค้นคว้า หาข้อมูลมาตลอดและได้ผล สรุปว่า “คนจีนไม่กินนมและผลิตภัณฑ์ของนม”

ยอมรับว่ามันเป็นการยาก ที่จะหาเหตุผลมาอธิบายตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์มันเกิดขึ้นกระทันหันใน จิตใจ เกิดอารมณ์ที่ตื่นเต้นดีใจพร้อมทั้งอุทานออกมา “ว้าว” เหมือนกับท่านทั้งหลายที่เกิดสิ่งดีๆขึ้นโดยไม่ได้คาดหวัง และจิตใต้สำนึกที่แสดงออกมาเป็นจิกซอว์ต่อกันออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างได้ ชัดเจน

ในทันทีทันใดนั้น ฉันก็ได้หวนคิดถึงว่า “ทำไมคนจีนส่วนใหญ่จึงไม่นิยมดื่มนม”คนจีนที่ฉันทำงานอยู่ด้วยกันมักจะบอกกับฉันว่า “นมเป็นอาหารสำหรับเด็กทารก”เพื่อนชาวจีนที่ฉันทำงานอยู่ ด้วยพยายามบอกกับฉันเช่นนั้นเธอเป็นชาวจีนโดยกำเนิด ที่ยึดถือบรรพบุรุษและ ปฏิเสธอาหารที่มีนม เนย ในงานเลี้ยงมื้อค่ำ ฉันทราบดี ว่า คนจีนที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมก็ไม่ได้ใช้นมและผลิตภัณฑ์นม มาป้อนให้เด็กกิน เขาใช้อาหารเหลวๆ เปียกๆป้อนให้เด็กกินแทน เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาวจีนบอกว่าเขาไม่คุ้นเคยกับการดื่มนมและผลิตภัณฑ์นมของ ชาวตะวันตกฉันจำได้ว่ากลุ่มเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ได้บอกกับฉันว่าได้ เกิดปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2523 ที่ชาวตะวันตกหันมาดื่มนมกันเป็น หลักใหญ่ เคยไปงานเลี้ยงของกิจการของชาวต่างชาติเราได้รับการต้อนรับด้วยพุดดิ้งที่เต็มไปด้วยครีมจากการที่ได้สอบถามผู้ที่ยกมาให้ก็ได้ ความว่าเป็นพุดดิ้งที่คนทำเป็นคนจีนแต่ใส่ครีมเต็มเลย เราปฏิเสธอย่างสุภาพแต่เขาก็คะยั้นคะยอขอให้ลองทานสักหน่อย พยายามให้เราเปลี่ยนใจชิมให้ได้ในช่วงเวลานั้น คงยากที่จะปฏิเสธได้ เราก็ชิมของเขาโดยแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆชิม ด้วยความเกรงใจ

นม….ฉันได้ค้นพบแล้วว่า มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เป็น “ภูมิแพ้” มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั่วโลกไม่สามารถย่อยน้ำตาล แลคโตส ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทาง โภชนาการมีความเชื่อว่านั่นเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆไปและ ไม่ใช่ปัญหาของความไม่สมบูรณ์ของสารอาหารในนม

บางทีธรรมชาติคง พยายามบอกเราว่าเรากำลังกินอาหารที่ไม่ถูกต้องอยู่ในตอนแรกก่อนที่ฉันจะ เป็นมะเร็งเต้านม ฉันกินอาหารผลิตภัณฑ์นมมากอย่างเช่น Skimmed milk (นมที่สกัดเอาไขมันออกแล้ว)

Low-fat cheese and Yoghurt (ชีสส์ และโยเกิร์ตไขมันต่ำกินเนิ้อวัวไม่ติดมันสับละเอียด ฉันเข้าใจว่ามันดีซึ่ง เป็นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์นมฉันได้รับคีโมเป็นครั้งที่ 5 ในการบำบัดมะเร็งเต้านมและได้กินโยเกิร์ตจากธรรมชาติเพื่อจะได้เสริมใน การย่อยและเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ดีในกระเพาะอาหารและลำไส้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้พบข้อมูลว่า ในปี พ.ศ.2532 Dr.Daniel Cramerแห่งมหาวิทยาลัยฮา ร์วาด ได้ศึกษาวิจัยสุภาพสตรี 100 คน ที่เป็นมะเร็งรังไข่และได้พบ ว่าเธอเหล่านั้นกินโยเกิร์ตเป็นเรื่องปกติเป็นไปตามที่ Peter สามีฉันเคยบอกไว้ จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่กินโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นมอีก ต่อไปไม่ว่าจะเป็น ชีส เนย นม โยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสม ของนม เก็บมันทิ้งลงถังขยะหมดเลย มันช่างน่าประหลาดใจเสียจริงว่า มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมมากมายเสียจริงๆน้ำซุปสำเร็จรูปข้นๆ ก็มีส่วนผสมของนม ขนมปังกรอบ เค็กเนยเทียมที่ทำจากน้ำมันพืชยี่ห้อดังๆ ล้วนมีส่วนประกอบของนมฉันจะกระตือลือล้นและพยายามที่จะอ่านเจ้าฉลากแผ่น เล็กๆที่แสดงส่วนประกอบของสินค้าติดไว้ ถึงจุดนี้ฉันได้พยายาม หมั่นสำรวจตรวจสอบดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้ามะเร็งเต้านมของฉันด้วย ปากกาขาโค้ง(เหมือนวงเวียน)เพื่อวัดดูเส้นผ่าศูนย์กลางและความกว้างของ ก้อนมะเร็งเพื่อขจัดข้อสงสัยและหรือเป็นการสนับสนุนคำวินิจฉัยหรือ ข้อวิจารย์ของหมอและพยาบาลเมื่อฉันไปพบเพื่อจะได้ความจริงที่ถูกต้องแน่ นอนมากที่สุด

เมื่อฉันได้กำจัดผลิตภัณฑ์นมออกไป ภายในกี่วัน ที่จะทำให้เจ้าก้อนเนื้อนั้นหดตัวลง?ประมาณ 2 สัปดาห์ ภายหลังจากที่ฉันเข้ารับคีโมบำบัดครั้งที่ 2และเป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่ฉันละทิ้งผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดเจ้าก้อนเนื้อที่คอของฉันเริ่มมี อาการคัน และมันเริ่มนิ่มลง และเล็กลงเส้นกราฟแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงใน ทางลาดลง เล็กลงของก้อนเนื้อ เล็กลงๆเรื่อย มันช่างน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นกราฟสถิติที่ลดลงเรื่อยๆมันเป็นความ ดีใจ มันคุ้มกับสิ่งที่ฉันพยายามทำ และเฝ้าคอยสังเกตดูอาการที่ค่อยๆ ดีขึ้นของเจ้าโรคร้าย ไม่อยากเห็นเจ้าก้อนมะเร็งโตขึ้น หรืออาการที่แย่ลง ในบ่ายของวันเสาร์วันหนึ่งหลังจาการที่ได้ละเลิกกินผลิตภัณฑ์ นมทุกชนิดแล้ว 6 สัปดาห์ ฉันได้สังเกตดูเจ้าก้อนเนื้องอกที่คอด้านซ้าย เป็นเวลาอยู่นานทีเดียวซึ่งฉันก็ทำอยู่ทุกวัน แต่วันนี้แปลกใจ มันหายไป คลำหามันไม่พบ ใช่มันทำให้ฉันประหลาดใจ ตื่นเต้น มันเป็นประสบการณ์ที่ยากที่จะลืมฉันหาก้อนมะเร็งไม่เจอ ฉันรีบวิ่งลงบันไดไปบอกสามีฉันให้ช่วยดูให้ที Peter สามีฉันก็หาไม่พบเจ้าก้อนมะเร็งเช่นกัน

วันพฤหัสต่อมาฉันก็ได้ไปพบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งที่โรงพยาบาลCharing Cross ในลอนดอน ให้ช่วยดูให้ เขาได้ตรวจพิจารณาสักพักหนึ่งแน่นอนที่คอที่เคยมี ก้อนมะเร็งอยู่ หมอพยายามคลำหา แต่ก็หาไม่เจอแล้วหมอพูดกับฉันว่า “หมอหามันไม่เจอแล้ว”และก็เช่นเดียวกัน เมื่อฉันไปพบหมอคนอื่นๆ ทุกคนบอกว่ามันหายไป (แม้แต่ระบบน้ำเหลืองก็ดีขึ้น ไม่มีอาการบวม) ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไรฉันอยากจะหวังให้ใครๆ ที่มีก้อนมะเร็งอยู่และหาไปอย่างฉันบ้าง ฉันมั่นใจว่าคงไม่ตายแล้ว คงมีชีวิตต่อไเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างมากมัน ช่างมีความสุข เมื่อฉันได้บอกกับสามีถึงผลการตรวจของหมอ เขาเข้าใจโดย ไม่มีข้อสงสัย พร้อมทั้งโชว์บทความที่เขาได้บันทึกไว้ให้ฉันดู

“ที่เมืองจีนเขาไม่ให้คนที่เป็นมะเร็งดื่มกินนมและผลิตภัณฑ์นม”ณ วันนี้ทำให้ฉันเข้าใจความเกี่ยวพันกันระหว่างผลิตภัณฑ์นม กับมะเร็งเต้า นม อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับความเกี่ยวพันของบุหรี่ กับมะเร็งปอด

ฉันมีความมั่นใจ ชัดแจ้ง ถึงความเกี่ยวพันนี้และได้พยายามปรับปรุงอาหาร ที่จะบำรุงสุขภาพ เพื่อบำรุงหน้าอกมั่นช่างเป็นเรื่องยากสำหรับฉันและ ก็คงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทุกคนเช่นกันที่จะยอมรับว่านมที่มาจาก ธรรมชาตินั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปได้แต่ฉันก็ได้พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้ว ล่ะ

 

 

10. พิชิตภูมิแพ้ ที่ไม่แพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด

ธ.ค. 04

น่าตระหนกที่บ้านเมืองยิ่งเจริญ โอกาสเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ ไม่เพียงจะทวีสูงขึ้นจากการต้องสัมผัสชิดใกล้กับมลพิษทางอากาศเท่านั้น ทว่า อาหารที่ทานเข้าไปจำนวนไม่น้อยยังแปรเปลี่ยนเป็นโทษมากกว่าสร้างคุณประโยชน์ต่อร่างกาย คนเมืองวันนี้จึงตกอยู่ในวงล้อมของโรคร้ายต่างๆ มากมาย ทั้งโรคที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้เกิดขึ้นในจิตใจได้มากอย่างมะเร็ง หรือโรคที่เป็นนักฉกฉวยน่ารำคาญอย่าง ‘โรคภูมิแพ้’ ที่นอกจากรักษาให้หายขาดยากแล้ว ยังบั่นทอนพลังกาย- ใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย

จมูกอักเสบ แพ้อากาศ หวัดเรื้อรัง หอบหืด ภูมิแพ้ของตาและหู ผื่นแพ้ ลมพิษ แพ้อาหาร แพ้แมลง และปฏิกิริยาแอนนาฟัยแลกติก แพ้ยา โรคภูมิแพ้ต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะพบมากขึ้นในคนเมือง ดังที่มีคำกล่าวกันว่าประชากรครึ่งหนึ่งในสังคมที่พัฒนาแล้วจะมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้แล้ว แต่ยังถือกันว่าโรคภูมิแพ้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของประชากรด้วย เนื่องจากมักจะเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ขณะที่บางคราก็ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากอาการเฉียบพลันรุนแรง

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขจึงจัดประชุมเชิงวิชาการเรื่อง ‘การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด’ ขึ้น เพื่อแนะวิธีดูแลรักษาสุขภาพให้ไกลห่างโรคภูมิแพ้ด้วยวิธีง่ายๆ สบายๆ แบบธรรมชาติบำบัด

น.พ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล จากศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี อธิบายว่าโรคภูมิแพ้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย โดยจะแสดงอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะการแพ้อากาศ หวัดเรื้อรังนั้นจะพบบ่อยสุดในเด็กอายุ 2-3 ปี โดยอาการเหล่านี้จะต่อเนื่องมาถึงตอนเป็นผู้ใหญ่ด้วย

อาการที่แสดงออกมาในผู้ป่วยจะมีตั้งแต่การคันจมูก น้ำมูกไหล การรับกลิ่นเสียไป จมูกตัน ไอ ปวดศีรษะ น้ำตาไหล และหายใจเสียงดัง โดยการวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทำ Skin Test เพื่อหาวิธีเหมาะสมที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้นั้นๆ ซึ่งมีทั้งการกำชับให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ รักษาด้วยยา และธรรมชาติบำบัด โดยเฉพาะวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นนอกจากปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังปฏิบัติด้วยตนเองได้ไม่ยาก

น.พ.ทีปทัศน์ อธิบายว่าวิธีธรรมชาติบำบัดรักษาภูมิแพ้นั้นเป็นองค์รวม ที่ยึดหลักการรักษาที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยจะต้องทำควบคู่กันไปทั้งเรื่องการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่น ขนสุนัข ควันบุหรี่ เกสรดอกไม้ ฝุ่นในบ้าน นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวแล้ว ผู้ป่วยยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับอาหาร การออกกำลังกาย และการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เช่น อบสมุนไพร เซาน่า อาบแสงตะวัน รวมทั้งการเพิ่มวิตามินเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ตามความจำเป็นด้วย

ทว่า ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นจะต้องมีการรักษาเพิ่มเติม เช่น การอดล้างพิษ การสวนล้างลำไส้ การฝังเข็มรักษาภูมิแพ้ การได้วิตามินระดับสูงทางเส้นเลือด หรือกระทั่งการจัดการกับความเครียดเพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอดล้างพิษนั้นจะทำให้สารพิษที่เคยก่อภูมิแพ้ไม่มีเหลือตกค้างในร่างกาย อาการภูมิแพ้ต่างๆ ที่เคยมีก็จะลดน้อยลงจนหมดไปได้ในที่สุด

“การปรับอาหารหรือการอดเพื่อสุขภาพนั้นจะจำกัดการกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 800 แคลอรี/วัน โดยแนะนำให้ทานผลไม้เนื้อโปร่งไม่หวานจัด เช่น มะละกอ ชมพู่ ฝรั่ง แตงโม สับปะรด ห้ามทานผลไม้ที่หวานจัด เนื้อมีแป้งเยอะ เช่น ทุเรียน ละมุด กล้วย ในการอดเพื่อสุขภาพนั้น ถ้าเป็นการอดระยะสั้นๆ จะมีตั้งแต่การกินผลไม้อย่างเดียว อดและกินแต่น้ำผลไม้ อดและกินแต่น้ำเปล่า และอดโดยไม่กินอะไรเลย ซึ่งเป็นวิธีการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้าเป็นการอดระยะยาวควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อดูว่าร่างกายมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน”

น.พ.ทีปทัศน์ อธิบายว่าสำหรับการล้างพิษ 10 วันนั้น วันที่ 1 ถือเป็นวันเตรียม ให้งดข้าว กินผักผลไม้ และกินปลาเป็นมื้อสุดท้าย วันที่ 2-3 เป็นวันอด ให้กินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน ส่วนวันที่ 4-8 ซึ่งเป็นวันกินอิ่มนั้นให้ทานผักผลไม้หลายชนิด สำหรับวันที่ 9-10 นั้นให้กินข้าว 1 มื้อและกินปลา 1 มื้อ

ส่วนสูตรล้างพิษ 1 วันทุก 2 สัปดาห์นั้น จะประกอบด้วยวันอดและวันเลิก โดยจะมีด้วยกันทั้งหมด 4 สูตรย่อย คือ สูตร 1 ในวันอดอาหารเช้าจะประกอบด้วยน้ำส้มและมะละกอ โดยตลอดทั้งวันจะทานมะละกอได้ สูตร 2 ตอนเช้าอาหารเหมือนกัน เพียงแต่ตลอดทั้งวันจะทานได้แต่น้ำส้ม ส่วนสูตร 3 อาหารตอนเช้าเหมือนกัน เพียงแต่ตลอดทั้งวันทานได้แต่น้ำเปล่า และสำหรับสูตร 4 นั้น ตอนเช้าเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่ตลอดทั้งวันห้ามทานอะไรเลย ส่วนในวันเลิกนั้นเหมือนกันทั้ง 4 สูตรคือ จะต้องทานแต่น้ำมะนาวที่ผสมจากน้ำเปล่า 2 ขวด น้ำมะนาว 4 ลูก และเกลือ 2 ช้อนชา เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการบีบตัวเพื่อล้างพิษ

“อย่างไรก็ตาม วิธีล้างพิษเหล่านี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ คนชราที่มีโรครุมเร้าเยอะ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งนี้ในการปรับอาหารนั้นประมาณ 90% ของผู้ป่วยจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขณะที่อีก 10% จะมีปัญหาเล็กน้อย แต่เมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยด้วยว่าจะสามารถปรับแนวทางการบริโภคและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน”

…การรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัดจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดอาการภูมิแพ้ให้น้อยลง พร้อมๆ กับฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่ดี และวิถีชีวิตของคนเมืองที่มากมายด้วยกิจกรรมทั้งกลางแจ้งและในร่มท่ามกลางฝุ่นควันของสังคมเมืองได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ สบายๆ ที่ทุกคนนำไปปฏิบัติใช้ได้ตลอดเวลา