สถิติ

ก.ค. 17

ถ้าคุณตะโกนนาน 8 ปี 7 เดือน กับอีก 6 วัน คุณจะใช้พลังงานเสียงที่ได้ ไปอุ่นกาแฟได้แก้วนึง

ถ้าคุณตดอย่างต่อเนื่องนาน 6 ปีกับอีก 9 เดือน แก๊สที่ได้จะเทียบเท่าระเบิดปรมาณูลูกนึงเลยทีเดียว

หัวใจมนุษย์มีแรงดันพอที่จะสามารถสูบฉีดเลือดได้ไกลถึง 30 ฟุต

หมูจะมีช่วงถึงจุดสุดยอดนานถึง 30 นาที

แมลงสาบจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 9 วันโดยไม่มีหัว แต่มันจะตายเพราะขาดอาหาร

โขกหัวเข้ากับกำแพงจะใช้พลังงาน 150 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

ตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ไม่สามารถร่วมเพศได้ขณะที่ยังมีหัวอยู่(ตัวเมียจะเริ่มการมี SEX โดยตัดหัวตัวผู้ออก)

ตัวเห็บสามารถกระโดดได้ไกลถึง 350 เท่าของความยาวตัวมันเอง

ปลาดุก มีตุ่มรับรสถึง 27,000 ตุ่ม

สิงโตบางตัวจะร่วมเพศถึง 50 ครั้งต่อวัน

ผีเสื้อรับรสที่ปลายเท้า

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น !!

คนถนัดขวาจะมีอายุโดยเฉลี่ยมากกว่าคนถนัดซ้ายอยู่ประมาณ 9 ปี

ใหญ่กว่านายก

ก.ค. 17

วิชิตเป็นคนขับรถของท่านนายกรัฐมนตรี วันหนึ่งเพื่อนของวิชิตได้ชวนวิชิตไปดื่มสังสรรค์ วิชิตไม่ค่อยอยากไปเพราะต้องทำงานในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ปฏิเสธเพื่อนเสียมิได้ จึงคิดว่าแค่ไปดื่มพอเป็นพิธีก็น่าจะโอเค แต่เวลาผ่านไปวิชิตชักจะติดลม เขาจึงดื่มต่อ พอรู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วจึงขอตัวกลับ

วันรุ่งขึ้นวิชิตตื่นเช้าขึ้นมา อาบน้ำ ล้างหน้าแต่ยังรูสึกเหมือนเมาค้างอยู่ แต่กลัวเจ้านายตำหนิเขาจึงแสร้งทำเหมือนเป็นปกติ สักครู่ต่อมา ท่านนายกสั่งกับวิชิตว่ามีประชุมด่วน ขอให้เขาออกรถเดี๋ยวนี้ วิชิตขับรถไปด้วยอาการเมาค้างจึงทำให้เขาขับรถส่ายไปส่ายมาและไม่ทันใจเจ้านาย ท่านนายกกลัวไปไม่ทันประชุมจึงสั่งให้วิชิตหยุดรถและไปนั่งเบาะหลัง ส่วนท่านนายกจะขับรถเอง ด้วยความที่นายกไม่ค่อยได้ขับรถเอง จึงทำให้ขับรถไปชนท้ายรถอีกคันหนึ่งเข้า

เจ้าของรถโกรธมากและสั่งให้คนขับรถของตนลงไปดูว่าใครเป็นเจ้าของรถที่ขับชน รถของตน 3 นาทีผ่านไป คนขับรถก็วิ่งหน้าตาตื่นกลับมาที่รถ แล้วบอกกับเจ้านายของตนว่า “นายคับ นายคับ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่นายกเป็นคนขับรถให้มัน”

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ

ก.ค. 17

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก

อาการมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้

2. มะเร็งในมดลูก

อาการมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่

อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการ มี เพศ สัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหล

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)

อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง

5. มะเร็งปอด

อาการมักมีอาการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ

อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

อาการมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง

อาการปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี อาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก

อาการมีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ

อาการเสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร

อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอก ในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อแม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก

อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อ บริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิด เป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่

13. มะเร็งลำไส้

อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ *ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่น คืออาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คืออาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง  ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลเปลื่อยผุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้น และมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่างและขนาด นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างที่เรียกว่า เนื้องอกที่สะสมอยู่เช่น กะ จุดด่างหรือไฝ ถ้าคุณมีไฝทั่วร่างกายมากกว่า 50 เม็ด

“โรคแล็บทำ”… ปสด เพราะผลแล็บ

ก.ค. 17

*ธรรมชาติบำบัด กับ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล** “โรคแล็บทำ” ปสด.เพราะผลแล็บ*
เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “โรคหมอทำ” เป็นเรื่องราวว่าด้วยการเกิดโรคในผู้ป่วย
เหตุเพราะการตรวจรักษาของแพทย์ แล้วเป็นผลให้เกิดความแทรกซ้อนต่างๆ
ต้องรู้ว่าแพทย์ไม่ใช่เทวดา แน่นอนว่าแพทย์ต้องตั้งใจตรวจรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด
แต่ก็อาจเกิดเหตุอันคาดไม่ถึงขึ้นได้ น้อยที่สุดก็แล้วกัน แต่ถ้าจะคาดหวังให้แพทย์ทำการตรวจรักษาไม่ให้ผิดพลาดเลย ถ้าผิดพลาดจะต้องถูกฟ้องร้องอย่างสุดชีวิต
ย่อมเป็นแรงบีบคั้นที่ยากจะรับได้ของคนที่ยังไม่ใช่เทวดา

แต่วันนี้ผมอยากจะจุดประเด็นเรื่อง “โรคแล็บทำ” ดูบ้าง ลองอ่านเรื่องจริงต่อไปนี้แล้วใคร่ครวญ ทั้งนี้ ชื่อของโรงพยาบาลและห้องแล็บที่เกี่ยวข้อง ผมขอสงวนไว้โดยใช้เป็นตัวอักษรขึ้นมาแทน

เรื่องราวมีอยู่ว่า คุณเพิ่มชัยมีอันจะต้องเข้าโรงพยาบาล ก. เพื่อรักษาโรคติดเชื้อเรื้อรังอยู่ประการหนึ่ง บังเอิญแพทย์ตรวจละเอียดลงไปถึงค่าบ่งชี้มะเร็ง CA 19-9 ก็พบว่ามีค่าสูงผิดปกติถึง 99 U/ml (ค่าปกติ 0-27 U/ml) เนื่องจากค่า CA 19-9
บอกถึงความเป็นไปได้ของโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งท่อน้ำดี เป็นต้น

ในเมื่อตรวจได้สูงขนาดนี้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องดำเนินการตรวจอื่นๆ เพื่อหาให้ได้ว่า คุณเพิ่มชัยจะมีมะเร็งที่ก่อตัวขึ้นตรงไหนบ้าง เขาถูกตรวจไปทั่วตั้งแต่การทำ MRI แล้วก็ส่องกล้องทางหลอดอาหารและกระเพาะ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ก็ไม่เจอมะเร็ง พอดีว่าเกิดตรวจเจอนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จึงทำการผ่าตัดถุงน้ำดีเอานิ่วออก แล้วก็เอาไปพิเคราะห์ก็ยังไม่พบมะเร็ง ค่า CA 19-9 ก็ลดลงนิดเดียว เป็น 87 U/ml. และ 79.9 U/ml. ในเดือนถัดไป

นั่นแปลว่า ข้อสงสัยในเรื่องที่ว่าอาจมีมะเร็งอยู่ที่ใดที่หนึ่งยังไม่หมดไป แต่ในเมื่อตรวจไม่เจอ แพทย์ก็ได้แต่บอกให้ติดตามผลเป็นระยะๆ รวมความแล้วคุณเพิ่มชัยใช้จ่ายไปแล้ว 2 แสนกว่าบาท

แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ต้องร้อนใจอย่างไม่ธรรมดา คุณพิชัยก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อการแพทย์แบบแผนยังให้คำตอบใดๆ ไม่ได้ ก็ต้องหันหาธรรมชาติบำบัด คุณเพิ่มชัยเริ่มควบคุมอาหารด้วยตัวเองไม่กินเนื้อสัตว์อีกต่อไป ปั่นน้ำผักกิน ออกกำลังกาย และพยายามฝึกสมาธิ และแล้วก็เดินเข้ามาหาผมเพื่อขอคำแนะนำ ผมตรวจเลือดให้เขาใหม่ แล้วก็พบเป็นที่ประหลาดใจว่า ค่า CA 19-9 ของเขามีระดับแค่ 4.8 U/ml. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ถ้าอย่างนั้นจะอธิบายได้อย่างไรถึงความแตกต่างของแล็บสองแห่งคือของโรงพยาบาล ก. กับแล็บ ข. ที่ผมส่งตรวจเป็นประจำ

เพื่อความแน่ใจหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข.ได้ขอตรวจเลือดซ้ำซึ่งคุณเพิ่มชัยก็ยอม ขณะเดียวกันคุณเพิ่มชัยรู้สึกสับสนเป็นอย่างมากจึงเดินเข้าไปตรวจเลือด ณ
โรงพยาบาล ว. อีกแห่งหนึ่งด้วย โดยไม่ได้บอกเรา ปรากฏว่าผลของแล็บ ข. ออกมาเป็น 9.0 U/ml. ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ผลเลือดของโรงพยาบาล ว. กลับพบว่าเป็น 75.8 U/ml.

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าแล็บ ข. มีความผิดพลาดเช่นนั้นหรือ?
นับเป็นความละเอียดในการทำงานอย่างสูงของหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข.
ซึ่งพยายามหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยที่ในระหว่างที่เธอตรวจเลือดซ้ำให้กับคุณเพิ่มชัย เธอได้ส่งตัวอย่างเลือดไปยังแล็บ ของ 1 โรงพยาบาล 1 โรงเรียนแพทย์ และอีก 1 ห้องแล็บ เพื่อยืนยันกัน

ผลก็ปรากฏออกมาดังนี้ว่า :

แล็บโรงพยาบาล กท. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่พอๆ กับสองแห่งแรก ได้ผล 9.24 U/ml.
แล็บโรงเรียนแพทย์ ซึ่งระบุชื่อ ณ ที่นี้ได้ คือโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ผล 8.8 U/ml.
ส่วนแล็บเอกชนอีกที่หนึ่งคือ แล็บ บ.ได้ 72.4 U/ml.

เรื่องนี้จะเข้าใจอย่างไร เพราะกลายเป็นว่าแล็บของโรงพยาบาลใหญ่ๆ แล็บโรงเรียนแพทย์ และแล็บ เอกชนอีก 2 แห่ง ตรวจได้ผลออกมาเป็น 2 ขั้ว

เพื่อที่จะหาคำตอบให้ถึงที่สุด หัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข.จึงติดต่อกันระหว่างเพื่อนเทคนิเชียนในแต่ละโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ แล้วความจริงก็ปรากฏออกมาในที่สุด

คําอธิบายในเรื่องนี้ก็คือ ณ ปัจจุบันนี้น้ำยาที่ใช้ในการตรวจค่า CA 19-9 ของโรงพยาบาลและแล็บต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีแหล่งซัพพลายจาก 2 บริษัท คือบริษัทแอ็ปบอต และบริษัทโรช ของบริษัทแอ็ปบอตนั้นมีความไวสูงมาก ผลก็คือมักจะตรวจได้ค่าสูง โดยอาจจะเกิดผลบวกลวง (false positive) ได้เยอะ อย่างกรณีของคุณเพิ่มชัย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นมะเร็งแต่อย่างใด แต่เนื่องจากความไวของน้ำยาจากบริษัทแอ็ปบอตทำให้อ่านค่าได้ว่าสูง ส่วนของบริษัทโรชนั้น มีความไวต่ำกว่า จึงเกิดผลบวกลวงได้น้อยกว่า ทีนี้โรงพยาบาลที่ใช้น้ำยาของแอ็ปบอตก็ ได้แก่ โรงพยาบาล ก., โรงพยาบาล ว., โรงพยาบาล ธ. และ แล็บ บ.
ส่วนโรงพยาบาลที่ใช้น้ำยาของโรช ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาล
กท., โรงพยาบาลบร., โรงพยาบาล ส. และแล็บ ข. ซึ่งเราส่งตรวจมาตลอด

เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดเป็นดังนี้ คุณเพิ่มชัยก็มีอันสบายใจได้ ว่าที่แล้วมาเป็นผลบวกลวงอันเกิดจากน้ำยาของแล็บทั้งสิ้น เงินที่เสียไปก็ด้วยความปรารถนาดีของแพทย์ซึ่งพบว่าค่าบ่งชี้มะเร็งของเขาสูงจัด จึงต้องตรวจหาแหล่งมะเร็ง เป็นอันเข้าใจได้ แต่เรื่องนี้ก็มีอันทำให้เขา ปสด. ไปหลายเดือนทีเดียว
ส่วนแพทย์ที่ตรวจให้คุณเพิ่มชัยนั้น ผมเชื่อว่าท่านก็ไม่รู้หรอกว่าในกระบวนการ
ตรวจแล็บมะเร็งในปัจจุบันจะมีน้ำยาที่ให้ผลแตกต่างเป็น 2 ขั้วเช่นนี้ แม้กระทั่งผมเองและเชื่อได้ว่าแพทย์ทั่วประเทศไทยต่างก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้เช่นกัน
ต้องขอบคุณหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข. เธอสู้อุตส่าห์เสาะหาคำตอบในเรื่องนี้ออกมาในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรณีของคุณเพิ่มชัยเป็นอุธาหรณ์ประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง ” โรคแล็บทำ” นั่นก็คือ ปัจจุบันนี้มีการตรวจหามะเร็งอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยบางทีก็ไม่มีข้อบ่งชี้อันสมควร เช่น บางโรงพยาบาลหรือบางแล็บมีการรับเหมาตรวจเลือดให้กับพนักงานของทั้งบริษัทหรือทั้งวิสาหกิจ เป็นแพ็กเกจแบบเหมาทั้งองค์กร
ตรวจเลือดหลายอย่างรวมทั้งตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งแบบครอบจักรวาลด้วย
บางแล็บก็เสนอขายการตรวจค่าบ่งชี้มะเร็ง 12 ชนิดให้กับใครก็ได้ที่กลัวจะเป็นมะเร็ง ในอัตราแพ็กเกจหลายพันบาท

ผลที่ออกมาก็เป็นได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ เจ้าตัวก็เกิดความสบายใจ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงทางการแพทย์แล้ว ค่าบ่งชี้มะเร็งถ้าได้ผลลบ ในทางการแพทย์แล้วก็ไม่ได้ตัดใจได้ว่าคนๆ นั้นไม่เป็นมะเร็ง เพราะส่วนใหญ่ของคนเป็นมะเร็งนั้นค่าบ่งชี้มะเร็งไม่ขึ้นผิดปกติเสียด้วยซ้ำ แปลว่า การตรวจครอบจักรวาลเช่นนี้ ถ้าได้ผลลบไม่ได้ตัดประเด็นการเป็นมะเร็งไปได้

แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดได้ผลบวก ในจำนวนนั้นอาจมีส่วนหนึ่งเป็นมะเร็งจริง
แต่ก็จะมีคนอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่เกิดถูกตรวจได้ผลบวกเทียม
อย่างกรณีของคุณเพิ่มชัยเป็นตัวอย่าง

เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดกับใครก็ต้องนับว่าโชคร้ายมหาศาล เขาคนนั้นจะ ปสด.ไปเป็นเดือนๆ เป็นปีๆ และสุดท้ายก็อาจกลายเป็นมะเร็งขึ้นมาจริงๆ ด้วยความเครียด จากผลแล็บเป็นเหตุก็อาจเป็นได้

แท้ที่จริงแล้ว ในโรงเรียนแพทย์จะสอนลูกศิษย์มาหลายสิบปีแล้วว่า การตรวจรักษาผู้ป่วยให้ดำเนินการเป็นขั้นๆ ไป เริ่มจากการซักประวัติซึ่งจะไขคำวินิจฉัยได้ราว 50% จากนั้นตรวจร่างกายจะไขคำวินิจฉัยได้อีก 25% จากนั้นตรวจแล็บปกติ เช่นแจงนับเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ปอด ซึ่งอาจไขคำวินิจฉัยได้อีก 15%
เหนือกว่านั้นแล้วจึงค่อยสั่งตรวจแล็บพิเศษต่างๆ

นี่คือการประกอบโรคศิลปะอย่างรับผิดชอบกับผู้ป่วย แถมช่วยผู้ป่วย ช่วยต้นสังกัด ช่วยประเทศชาติประหยัดการตรวจต่างๆ ที่ฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นออกไป

แต่ทุกวันนี้ การแพทย์พาณิชย์กำลังเข้ามาเบียดเบียนกระบวนการประกอบโรคศิลปะให้ผิดปกติไป การกระโดดข้ามขั้น ไม่ซักประวัติ ไม่ตรวจร่างกายผู้ป่วย
และแล้วไปตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งอย่างครอบจักรวาล ถึงขั้นที่ว่าโรงพยาบาลหรือแล็บเปิดแพ็กเกจรับเหมาตรวจพนักงานเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นแพ็กเกจเหมาตรวจมะเร็งสิบกว่าอย่าง โดยที่แพทย์อาจไม่ได้เห็นหน้าผู้รับการตรวจแต่ละคนด้วยซ้ำไป

การดำเนินงานเยี่ยงนี้ น่าจะนับอยู่ในความถูกต้องตามครรลองคลองธรรมแล้วหรือ?

และจะมีใครตกเป็นเหยื่อของ “โรคแล็บทำ” อีกกี่สิบกี่ร้อยราย ใครจะรู้บ้าง?

ทุกวันนี้ผมได้แต่เตือนผู้คนรอบข้างว่า “อย่าตกเป็นเหยื่อของการตรวจมะเร็งแบบครอบจักรวาลเป็นอันขาด”

การกินสับปะรดเป็นการล้างลำไส้ทั้งระบบ

ก.ค. 17

สับปะรดเป็นผลไม้ที่หารับประทานได้ในบ้านเราตลอดทั้งปี มีประโยชน์ต่อสุขภาพจนไม่ควรมองข้าม

มาทำความรู้จักประโยชน์ของสับปะรดกันดีกว่า

1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง กินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซีที่สำคัญ คือวิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การกินสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านทานโรคให้แก่ร่าง กายแต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก

2. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือดและช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็ง

3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เช่นวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำและลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรด มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกัน การเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งรังไข่

5. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือจะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็งได้ถึง 20%

6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพ ในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินสูงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้

7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล

 

แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มากแต่ก็ควรกินพอประมาณ เช่นวันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่นๆให้หลากหลายด้วย

 

**เพราะการกินอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมให้ผลเสียทั้งนั้น**

พืชผักเรียกน้ำนมมารดา

มิ.ย. 23

พืชผักเรียกน้ำนมมารดา

กล้วยน้ำว้า / หัวปลี (ช่อดอกของต้นกล้วย) ไม่จำกัดปริมาณ ใส่แกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอด

กะเพรา / ใบสด 1 กำมือใส่แกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอด

กานพลู / ดอกตูมแห้ง 5-8 ดอก ชงน้ำเดือดดื่มเฉพาะหรือใช้เคี้ยว

กุยช่าย / ใบและต้นสดไม่จำกัด ใส่ในแกงเลียงรับประทานบ่อยๆหลังคลอดใช้ทั้งต้นกินเป็นผักช่วยขับน้ำนม

กรดน้ำ / ทั้งต้นสด 1 กำมือต้มกับน้ำดื่มหลังคลอด

ขนุน / เมล็ดต้มสุกรับประทาน

ไทรย้อยใบแหลม / รากนำมาทำเป็นยาบำรุงน้ำนม

นมวัว / รากต้มน้ำดื่ม

นมนาง / เปลือก หรือราก ต้มน้ำดื่ม บำรุงร่างกาย

น้ำนมราชสีห์ / ต้นสด 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม

ผักกาดหอม / เมล็ดตากแห้ง 5 กรัมชงน้ำร้อน 1ถ้วยกาแฟ ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น

ผักโขมหนาม / ทั้งต้นสด 1กำมือ ต้มกับน้ำ 3ถ้วย ให้เหลือ 1 1/2 ถ้วย ดื่มเช้า-เย็น

ผักชีลาว / ส่วนใบทำให้มีน้ำนมมาก

ผักเป็ดแดง / ใช้ทั้งต้น รับประทานเป็นผัก ช่วยขับน้ำนม

ฟักทอง / ผลฟักทองช่วยให้น้ำนมมาก

มะรุม / ใบอ่อนมีสรรพคุณในการขับน้ำนม

มะละกอ / เนื้อมะละกอสุกหรือดิบ มียางมะละกอบำรุงน้ำนม เอายางมะละกอไปปรุงแต่งรับประทานจะช่วยในการย่อยโปรตีน ส่วนรากนั้นเอาไปต้มน้ำ ดื่มบำรุงน้ำนม

มะลิ / ส่วนใบช่วยขับน้ำนม ใช้ใบสด 3-6 กรัม ต้มดื่ม 1 ถ้วยกาแฟกับน้ำ 1 ถ้วย

เร่ว / เมล็ดใช้เป็นยาขับน้ำนม

อาหารเพิ่มน้ำนมมารดา

1. แกงเลียง
2. ผัดขิงไก่ใส่เห็ดหูหนู

ใบบัวบก

มิ.ย. 23

ใบบัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่มีขึ้นบนดิน ประกอบด้วยสารสำคัญหลายอย่าง มีชื่อทางพฤกษศาตร์ว่าCentella asiatica
ประโยชน์จากการใช้
ใบบัวบก ถูกนำมาบำบัดอาการที่เกี่ยวข้องกับสมองมาเป็นเวลานานให้ผลเป็นที่น่าเชื่อถือ จนได้เรียกชื่อว่าอาหารสมอง
คนสมัยก่อนเชื่อว่าการกิน  ใบบัวบก จะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับสมองได้ผลดีทั้งในแง่ของการรักษาส่วนของสมองที่ถูกทำลายแล้วให้ดีขึ้น และยังป้องกันไม่ให้สมองที่ปกติ
อยู่ถูกทำลายหรือเสื่อมลง

นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการลดความเคลียดจากการทำงานหนักปรับปรุงระบบ การรับส่งกระแสประสาทปฏิกิริยารีเฟลกซ์(Reflex Reaction)

ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวเรา เพิ่มความสามารถในการทำงาน ทั้งในแง่ของกำลังกาย และกำลังสมอง ควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้ปกติ

ลดภาวะความเป็นหมัน ช่วยชะลอความแก่หรือช่วยป้องกันร่างกายด้วยการกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย

ปัจจุบัน ใบบัวบกถือว่าเป็นสมุนไพรยอดนิยมของชาวตะวันตก ในเรื่องของประสิทธิภาพการผ่อนคลาย

และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความทรงจำได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพื่อค้นหาสาระสำคัญ

หรือสารออกฤทธิ์ต่างๆที่มีอยู่ใน ใบบัวบกทำให้เราค้นพบว่าใบบัวบกมีสารไกลโคโซด์(Glycosides)
หลายชนิดที่ให้ผลต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Anti-oxidation) ซึ่งส่งผลให้ชลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้

นอกจากนี้ยังพบว่าสารไกลโคไซด์ที่ได้จาก  ใบบัวบก ยังส่งผลในการช่วยเร่งการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen)
ที่เป็นโครงสร้างของผิว จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น

ใบบัวบก เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย
ในตำราไทยระบุสรรพคุณของบัวบกโดยใช้ทั้งต้นดังนี้
—แก้ช้ำใน
—บำรุงกำลัง
—บำรุงหัวใจ
—แก้อ่อนเพลีย
—เมื่อยล้า
—ขับปัสสาวะ
—แก้อาการเริ่มโรคบิด
—แก้ท้องร่วง
—เป็นยาขจัดเลือดเสีย
—แก้โรคผิวหนังได้

นอกจากอาการช้ำในแล้ว ใบบัวบกยังมีประโยชน์มากกว่านั้น การบริโภค ใบบัวบก  จะช่วยบำรุงสมอง
ทั้งช่วยซ่อมแซมสมองส่วนที่ถูกทำลายไปแล้ว และช่วยป้องกันไม่ให้สมองส่วนที่ยังปกติดีอยู่นั้น
ถูกทำลายลงแถมยังช่วยให้ความทรงจำมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเครียดได้ด้วย

ใบบัวบก  ยังช่วยกระตุ้นระบบการรับส่ง
กระแสประสาทปฏิกิริยารีเฟลกซ์ (Reflex Reaction) หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถ
ในการทำงานและยังช่วยควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดภาวะความเป็นหมันได้อีกด้วย

ใบบัวบก ยังมีสารไกลโคไซด์ (Glycosides) ซึ่งจะช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ
ในร่างกายเราเสื่อมเร็ว และสารที่ว่านั้นก็ยังช่วยสร้างคอลลาเจน(Collagen) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้แผลสมานตัวกันเร็วขึ้น สำหรับผู้ที่มีแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกหรือฟกช้ำตามร่างกาย

ให้ใช้ ใบบัวบก ตำละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำมาทาหรือเอากากมาพอกไว้ที่แผล ก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
และยังช่วยการเร่งเนื้อเยื้อ ลดการติดเชื้อ ช่วยห้ามเลือด ลดการอักเสบ ทั้งยังลดการเกิดแผลเป็นชนิดนูนได้ด้วย

ผู้ที่อยู่ในภาวะที่ควรรับประทาน ใบบัวบกGotu Kolo)

1. ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม (Alzbeimers Disease) ได้แก่ผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง
2. ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างมาก และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำ
3. ผู้ที่มีความเครียดสูงจากการทำงานหนัก
4. ผู้ที่มีความผิดปกติทางผิวหนัง และกล้ามเนื้อโดยมีอาการฟกช้ำ และมีผิวหนังอักเสบ
5. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เพราะช่วยเร่งการสมานแผล

สรุปสรรพคุณของใบบัวบก ทางการแพทย์ที่น่าสนใจอีกครั้ง

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารต้านมะเร็ง

2. สามารถรักษาโรคกระเพาะได้ โดยสามารถลดขนาดของแผลในกระเพาะอาหาร (ทดลองในหนู ผลที่ได้มีนัยสำคัญ บอกถึงศักยภาพที่อาจจะทดลองนำมาใช้ในคนได้)

3. ลดความเครียด

4. มีคุณประโยชน์ในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอย การแลกเปลี่ยน
ออกซิเจนต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ลดความเสี่ยงของการบวม เส้นประสาทเสื่อม เหน็บชา อ่อนแรง ในเบาหวาน

5. เพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอย การแลกเปลี่ยนออกซิเจนต่อเนื้อเยื่อทำให้ลดความเสี่ยง
ของการบวมในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีแรงดันในเส้นเลือดดำสูง หรือโรคเลือดคั่ง ขาบวมในผู้ที่เดินทางนานๆ ในรถหรือเครื่องบิน

6. อาจลดความเสี่ยงของโรคริดสีดวง และเส้นเลือดขอดที่ขาบำรุงสมอง (งานวิจัยในระดับสัตว์ทดลองว่าทำให้มีความคิดอ่านและโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้นได้)

พืชผักสมุนไพรไทย ที่เรามีอยู่มีคุณค่าสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งป้องกันโรค ทั้งส่งเสริมแก้ไขให้แข็งแรง

โดยที่คนไทยไม่ต้องสูญเสียเงินทองไปกับโฆษณา ผักสมุนไพรที่บำรุงรักษาดวงตาของเราให้แข็งแรง นอกจาก
ดอกอัญชันสีม่วงแล้ว ใบบัวบกสีเขียวๆนี่ก็มีสรรพคุณทั้งทำให้ดวงตาเราแข็งแรง ก็ยังช่วยทำให้สมองของเราเข้มแข็ง แข็งแรง ไม่หลงไม่ลืม ไม่อัลไซเมอร์ได้ง่ายด้วย

ใบบัวบกทำอะไรกินก้อได้ จิ้มน้ำพริก เอามายำ เอามาเป็นผักเคียงกินกับเมนูอื่นๆ หรือเอามาปั่นทำ น้ำดื่มก็ได้

กินอาหารให้เป็นยา ไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร

มิ.ย. 23

กินอาหารให้เป็นยา ไม่ใช่กินยาเป็นอาหารเหมือนคนสมัยนี้

อาหารอร่อยกว่ายา

1. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบ กับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

2. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง(แมกนีเซียม) กินวันละ 5 ขีดและกินปลาทูอีกวันละ 2 ตัว(น้ำมันปลาลดการอักเสบได้)หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้

3. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้

4. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ 5 ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ 10กำมือ (สังกะสี)

5. แพ้ฝุ่น ละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยว ไม่หวานจัดมากิน

6. โรคหืดหอบไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่ กินหัวหอมใหญ่ หอมแดง ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

7. ไอมีเสมหะเสียงแห้ง ตื่นนอนตอนเช้าให้จิบน้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้ง

8. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ 2 ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

9. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ 1มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน(เปรี้ยวจัดมาก)

10. ท้องอืดแก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อยๆ

11. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ 1 ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น

12. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก

13. เวียนหัวคลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย

14. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ 1แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ 1กำมือก็ได้

15. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริงคือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า

16. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ 1ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูกอยู่มาก (แมงกานีส)

17. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ 2 ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

18. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ 5ขีด

19. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กิน เสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วงให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ ยังสูบบุหรี่อยู่

20. ท้องเสียลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ 1-2 ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

21. เจ็บอกโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโด เพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วย ขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบ ดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย

22. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

23. เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมี น้ำตาลอยู่น้อยมาก

อาหารกำจัดอุจจาระตกค้าง

มิ.ย. 14

วิธีกำจัดอุจจาระตกค้าง

แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้วลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

 

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้วทิ้งไว้ 30นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลัก จะลากอุจจาระตกค้าง ออกมากินเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

 

2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และกล้วยน้ำว้า 2 ลูก กินก่อน 6 โมงเช้า ช่วงแรกควรกินติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7โมงเช้าเป็นปกติได้แล้วก็ลดมา เป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามที่เห็นสมควร

 

3. กินผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

 

เรื่องที่เราคิดไม่ถึง ตะลึงเมื่อหมอผ่าพิสูจน์ศพ เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระในลำไส้มากน่าตกใจ บางศพมีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโลกรัม แล้วเป็นเพราะอะไร

 

เพราะอุจจาระตกค้าง / อุจจาระตกค้างเนื่องมาจาก

 

1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย

3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ

4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน

5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

 

หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว

 

ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ

 

หลัง 7 โมงเช้าลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้วเราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออกแต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวารทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว

 

อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ → พวกที่ค้างแข็งไว้

ก็เกาะติดแน่น

 

ฉะนั้น! ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อยๆ → อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะ และกดทับกระดูกหลัง

 

ทำให้เกิดอาการมากมายเช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลียนอนไม่หลับเป็นฝ้า ไมเกรน และอื่นๆ

 

นั้นแหละ ..เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโลกรัม

 

การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องสาเหตุว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่ม ก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจ

 

 

 

ต้อหินชนิดเรื้อรัง

มิ.ย. 14

ต้อหินชนิดเรื้อรัง Chronic Glaucoma

เป็นโรคของจอประสาทตา ที่มีการตายของเซลล์และใยประสาทตาอย่างช้าๆไปเรื่อยๆ ทั้งสองตาโดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว
ทำให้เกิดรอยฝ่อของขั้วประสาทตา(Glaucomatous optic neuropathy) กว่าผู้ป่วยจะรู้ถึงความผิดปกติดังกล่าว ก็มักจะตาบอดหรือใกล้จะบอดแล้ว 1 ข้าง ส่วนอีกข้างที่เหลือก็มักจะมีการสูญเสียที่ชัดเจนแล้วเช่นกัน

••• ต้อหินชนิดเรื้อรังแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

1. ชนิดมุมระบายน้ำโดยรอบโคนม่านตาเป็นแบบเปิดกว้าง ผู้ป่วยอาจจะมีความดันภายในลูกตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ (Normal tension glaucoma)หรือสูงกว่าปกติก็ได้ (High tension glaucoma)

2. ชนิดมุมระบายน้ำโดยรอบโคนม่านตา เป็นแบบมุมแคบ (Narrow angle glaucoma) ทำให้การระบายน้ำภายในลูกตาไม่สะดวก จึงมักจะมีค่าความดันลูกตาสูงกว่าปกติ

ต้อหินชนิดนี้สามารถกลายเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน (Acute angle closure glaucoma) ที่มีอาการปวดตาอย่างรุนแรงจากความดันภายในลูกตาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้

••• อาการของต้อหินชนิดเรื้อรัง

เดิมเราเคยมีความเชื่อว่าโรคต้อหินชนิดเรื้อรังไม่มีอาการ แต่จากการค้นคว้าล่าสุดพบว่าต้อหินชนิดเรื้อรัง ที่มีความดันลูกตาไม่สูง มักจะมีอาการที่ค่อนข้างชัดเจนพอที่จะเป็นข้อสังเกตให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่า กำลังจะเป็นหรือเป็นโรคนี้
เพื่อนำผู้ป่วยให้มาตรวจและรับการวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ เนื่องจากต้อหินชนิดนี้ มีสาเหตุเกิดจากการรัดตัวของแผ่น Lamina cribrosa ที่รัดเส้นเลือด (Central retinal artery)มากเกินพอดี ทำให้เลือดแดงเข้ามาหล่อเลี้ยงในลูกตาได้น้อย บวกกับการใช้สายตาที่มากเกินไป (Ganglion cells work load)จากภาระหน้าที่การงานหรือวิถีชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ทำให้เซลล์ประสาทตาต้องทำงานหนักและต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น แต่เลือดที่ได้รับไม่พอเพียง จึงส่งสัญญานเคมีไปยังเส้นเลือดแดงด้านหลังลูกตา (Central retinal artery) ให้เร่งบีบตัวเพื่อส่งเลือดแดงเข้ามาในลูกตาเพิ่มขึ้น

แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถแทรกผ่านส่วนที่แคบที่ถูกรัดโดยแผ่น Lamina cribrosa ได้สะดวกจึงเกิดแรงย้อนกลับมาทำให้เส้นเลือดแดงดังกล่าวโป่งขยายตัวและปวด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดในเบ้าตาหรือปวดบริเวณขมับคล้ายอาการของโรคไมเกรนซึ่งมักจะพบในกลุ่มอาชีพที่ใช้สายตามากๆเช่น นักบัญชี นักคอมพิวเตอร์ ช่างเจียรนัยเพชรพลอยเป็นต้น

** สรุปได้ว่า อาการของโรคต้อหินจึงมีที่มาจาก 2 ส่วน คือ
- อาการปวดจากเส้นเลือดด้านหลังลูกตาโป่งพอง
- อาการมองเห็นผิดปกติจากการทำงานที่ผิดเพี้ยนของเซลล์ประสาทในลูกตาเนื่องจากได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

ทุกวันนี้ ยังมีผู้ป่วยอีกมากมายที่เป็นโรคต้อหินโดยที่ตนเองยังไม่ทราบและจักษุแพทย์ก็ยังไม่มีวิธีตรวจหาผู้ป่วยเหล่านี้เช่นกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดความดันลูกตาไม่สูง) ดังนั้น หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอาการของผู้ป่วยโรคต้อหินย่อมจะช่วยให้ผู้ป่วยมาพบจักษุแพทย์ได้เร็วขึ้นก่อนที่ตาจะบอด

••• สาเหตุของโรคต้อหิน มีความเชื่อเป็น 2 ความคิดเห็นคือ

1.เกิดจากความดันภายในลูกตา ( Ocular tension ) ไปทำลายเซลล์และใยประสาทภายในลูกตา ทำให้เซลล์
และใยประสาทตาค่อยๆตายไปเรื่อยๆอย่างเงียบๆโดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว จะทราบก็ต่อเมื่อสายตาใกล้บอดเสียแล้ว

จักษุแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อในทฤษฎีนี้ การรักษาจึงมุ่งที่จะลดความดันลูกตาให้ต่ำไว้ เพื่อหวังว่าจะหยุดโรคหรือประคับประคองไม่ให้โรคเลวลง ซึ่งการรักษาในปัจจุบัน อยู่ในแนวนี้ทั้งหมด

2.เกิดจากระบบไหลเวียนโลหิต ( Ocular blood flow ) ที่ไม่สามารถส่งเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์และใยประสาทตาในลูกตาได้พอเพียง ทำให้เซลล์และใยประสาทตาค่อยๆเฉาตายไปเรื่อยๆ จนตาบอดในที่สุด

จักษุแพทย์ที่เชื่อในทฤษฎีนี้มีอยู่น้อย และขณะนี้กำลังค้นคว้าวิจัย อยู่ในศูนย์วิจัยโรคต้อหินชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อหากลไกที่แท้จริงและวิธีการรักษาด้วยการเพิ่มเลือดเข้าไปในลูกตา ( Enhance ocular blood flow )

••• กลไกการเกิดโรค

โรคนี้เกิดจากการเสียสมดุลย์ระหว่างปริมาณเลือดแดงที่เข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์และใยประสาทตา กับสภาวะการใช้สายตา ( Ganglion cells work load ) ปกติ เลือดแดงที่สูบฉีดมาจากหัวใจจะมีแรงดันโดยเฉลี่ยประมาณ 120 มม.ปรอท แต่เมื่อจะเข้ามาหล่อเลี้ยงภายในลูกตา แรงดันเลือดแดงจะถูกปรับลดลงมาให้เหลือน้อยลงจนกระทั่งไม่มีแรงเต้นของชีพจร ( Pulsation )

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า การเต้นของเส้นเลือดแดงจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสัญญานภาพ ( แสง ) ให้เป็นสัญญานไฟฟ้าก่อนที่จะถูกส่งไปตามใยประสาทเพื่อนำข้อมูลการมองเห็นไปยังสมอง

อย่างไรก็ตาม แรงดันเลือดแดงที่ถูกปรับลดลงจะต้องมีค่ามากกว่าความดันภายในลูกตา จึงจะสามารถสูบฉีดเลือดแดงเข้าไปในลูกตาได้

••• กลไกอะไรที่ทำหน้าที่ปรับลดแรงดันดังกล่าว ?

ถ้าดูโครงสร้างบริเวณขั้วประสาทตาที่เส้นเลือดแดงกำลังจะเข้ามาในลูกตา จะมีโครงสร้างเหมือนแผ่นตะแกรง
หลายชั้นที่ทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างใยประสาทตาแต่ละเส้น รวมทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ ( Central retinal artery and vein ) ที่เข้าและออกจากลูกตา เพื่อรักษาแรงดันภายในลูกตาเอาไว้ให้คงที่ไม่ให้ของเหลวในลูกตารั่วซึมออกมาได้

เนื่องจากลูกตาของเราจะทำงานได้ดีจะต้องมีความเต่งคงที่ในขนาดที่พอดี คือไม่สูงเกินไปและไม่ต่ำเกินไป แผ่นตะแกรงเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า Lamina cribrosa

เชื่อว่าแผ่นตะแกรงเหล่านี้คือกลไกที่ทำหน้าที่ปรับลดแรงดันเลือดแดงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การทำงานหรือความสมบูรณ์ของโครงสร้าง ย่อมมีความผิดพลาดหรือผิดเพี้ยนกันไปได้

ดังนั้นจะมีประชากรของโลกส่วนหนึ่ง ที่มีปัญหาการรัดตัวของแผ่นตะแกรงนี้มากเกินไป ทำให้ปริมานเลือดแดงเข้าไปหล่อเลี้ยงในลูกตาไม่เพียงพอ เกิดการตายของเซลล์ประสาทตาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงจุดสมดุลย์

ระหว่างปริมานเลือดแดงที่เข้ามาหล่อเลี้ยงและจำนวนเซลล์ที่เหลืออยู่นั่นคือ โรคต้อหินสามารถหยุดการดำเนินโรคได้เองเมื่อถึงจุดสมดุลย์ดังกล่าว

นอกจากนี้ในคนปกติทั่วๆไปจะมีการสูญเสียเซลล์ประสาทตาเล็กๆน้อยๆไปเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้นจากสภาพความเสื่อมของเส้นเลือดแดงตามอายุขัย ( Arteriosclerosis )

แต่จำนวนเซลล์ประสาทตาที่เหลืออยู่ ยังคงมีจำนวนมากพอที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติจนสิ้นอายุขัย

อย่างไรก็ตาม กลไกการเกิดโรคต้อหินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมาเพียงเท่านี้ เนื่องด้วยยังมี ภาวะอื่นๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อความสมดุลย์ ของระบบไหลเวียนเลือดภายในลูกตาอีกหลายกรณีเช่น

1. ความดันภายในลูกตา ( Ocular tension )
ซึ่งถูกควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์10 – 20 มม.ปรอท ด้วยปริมานน้ำ Aqueous ที่สร้างอยู่ตลอดเวลาโดยโครงสร้าง Ciliary body ภายในลูกตา และถูกระบายออกผ่านทางช่องตะแกรงที่โคนม่านตาที่มีชื่อเรียกว่า Trabecular meshwork

>>> ทำไมลูกตาเราถึงต้องมีการสร้างน้ำ Aqueous อยู่ตลอดเวลา ?

เนื่องจากโครงสร้างที่สำคัญภายในลูกตาที่ใช้ในการปรับโฟกัสภาพให้เราเห็นได้ชัดเจน คือกระจกตา (Cornea ) และเลนส์แก้วตา จะต้องมีความใสและโปร่งแสง

ดังนั้นการหล่อเลี้ยงสารอาหารและอ๊อกซิเจนให้แก่เซลล์ของโครงสร้างเหล่านี้ จะส่งผ่านระบบหลอดเลือดเหมือนอวัยวะอื่นๆไม่ได้

แต่จะส่งอาหารและอ๊อกซิเจนด้วยระบบซึมผ่านจากน้ำ Aqueous เข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์

หลังจากนั้นน้ำ Aqueus ก็จะถูกระบายออกทาง Trabecular meshwork เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดดำต่อไป

> ความดันภายในลูกตาของคนปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่เกิน 20มม.ปรอท ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีแรงดันเลือดแดงหลังจากปรับลดโดยแผ่น Lamina cribrosa แล้ว มากเกินพอที่จะดันผ่านแรงต้านภายในลูกตานี้ได้ดี และส่งเลือดแดงเข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาท ภายในลูกตาทั้งหมดได้อย่างพอเพียง(มีประมาณ 1ล้านเซลล์/ข้าง ) แต่จะมีบางคนที่มีปัญหาทางระบายน้ำ Aqueous ตีบ เกิดแรงต้านการระบายน้ำ Aqueous ทำให้แรงดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้น แรงดันภายในลูกตายิ่งสูง ก็จะมีแรงกดลงบนเส้นเลือดดำ ( Retinal vein ) ภายในลูกตาเพิ่มขึ้นทำให้เกิดแรงย้อนกลับไปต้านเลือดแดงที่จะเข้ามาหล่อเลี้ยงภายในลูกตา ทำให้เลือดแดงเข้ามาได้น้อยลง เซลล์ประสาทตาเมื่อได้รับเลือดแดงมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ก็จะทยอยตายไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงจุดสมดุลย์ และนี่คือกลไกที่แท้จริงของโรคต้อหินชนิดความดันลูกตาสูง ( High tension glaucoma )

** หมายเหตุ ความดันลูกตาที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำลายเซลล์ประสาทตาโดยตรงตามความเชื่อที่มีมากว่า 100 ปี เนื่องจากแรงดันที่กดลงบนจอประสาทตาที่มีชั้นเปลือกนอกลูกตา (Sclera) รองอยู่ จะไม่มีผลทำลายเซลล์ประสาทตาโดยตรง

> เนื่องจากชั้น Sclera เป็นเนื้อเยื่อยืดหยุ่น (Elastic tissue) หากชั้น Sclera เป็นวัสดุแข็ง ทฤษฎีที่เชื่อกันอยู่ในปัจจุบันก็อาจมีความเป็นไปได้ ในกรณีต้อหินชนิดเฉียบพลัน (Acute angle closure glaucoma) ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีการอุดตันทางระบายน้ำAqueous ทั้งหมดทันทีทันใด ทำให้ความดันลูกตาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดแรงกดลงบนเส้นเลือดดำภายในลูกตาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดลดลงอย่างเฉียบพลัน เซลล์ประสาทตา
ขาดเลือดอย่างรุนแรง หากรีบรับการรักษาด้วยการลดความดันลูกตา ก็สามารถช่วยเหลือรักษาสายตาข้างนั้นเอาไว้ได้

2. การใช้สายตา ( Ganglion cells work load )
ชีวิตประจำวันในปัจจุบัน มีการใช้สายตาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาระหน้าที่การงาน การรับรู้ข่าวสารการบันเทิงพักผ่อนหย่อนใจฯลฯ ล้วนเป็นกิจกรรมที่มีการใช้สายตาเพ่งมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจ้องมองบนแหล่งกำเนิดแสง เช่นจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ ล้วนเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทตาให้ทำงานหนักกว่าปกติ ตลอดจนการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ

เช่นการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ การชมภาพยนตร์ชุดเรื่องยาวอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้ล้วนเป็นการใช้งานเซลล์
ประสาทตาอย่างหนักเช่นกัน อย่างไรก็ตามถ้าเซลล์ประสาทตาได้รับเลือดแดงมาหล่อเลี้ยงได้เพียงพอ ก็จะไม่เกิดความสูญเสียของเซลล์ประสาทตา

แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่พันธุกรรมมีแนวโน้มจะเป็นต้อหินชนิดเรื้อรัง คือมียีนส์ที่กำหนดแรงรัดของแผ่น Lamina cribrosa ที่มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดโรคต้อหินได้

ต้อหินชนิดความดันลูกตาไม่สูง ( Normal tension glaucoma )มีสาเหตุจากกลไกนี้ และผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าขณะนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมากกว่ากลุ่มที่มีความดันลูกตาสูงแล้ว

3. เลือดและระบบไหลเวียนเลือดในคนที่มีปัญหาเลือดจาง หรือในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีปัญหาระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เหล่านี้จะยิ่งส่งเสริมให้คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคต้อหิน เกิดอาการเร็วขึ้น

ดังนั้น การออกกำลังกาย การนวดตัว การอบซาวน่า ที่มีส่วนช่วยระบบไหลเวียนเลือด ก็สามารถช่วยบรรเทา
ปัญหาของผู้ป่วยได้บ้าง แต่จะไม่ส่งผลชัดเจน

ทั้งนี้เนื่องจากภาวะการขาดเลือดภายในลูกตา เกิดจากการรัดตัวของแผ่น Lamina cribrosa ที่รัดเกินเลยไป

ดังนั้น หากสามารถคลายการรัดตัวดังกล่าวได้ ก็เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ย่อมส่งผลให้ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรัง
มีอาการที่ดีขึ้น และสามารถหยุดการดำเนินโรคและหยุดการตาบอดได้

4. Time วันเวลาที่ผ่านไป

ทำให้เส้นเลือดแดงเสื่อมคุณภาพลง ( arteriosclerosis ) ความยืดหยุ่นของแผ่น Lamina cribrosa ก็ลดลงกระด้างขึ้น ทำให้เลือดแดงแทรกผ่านเข้าไปในลูกตาได้น้อยลงตามอายุขัย

เซลล์ประสาทตาจะค่อยๆ สูญเสียไปยังช้าๆ ในช่วงปลายของชีวิต ดังนั้นในอดีตเราจะพบผู้ป่วยโรคต้อหิน
เรื้อรังส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุและถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคตาของผู้สูงอายุ

แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เนื่องด้วยวิถีชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปคนรุ่นใหม่มีการใช้สายตาหนักมากขึ้น
หลายเท่าตัวทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของเซลล์ประสาทตาจึงทำให้โรคต้อหินเกิดเร็วขึ้น

ดังนั้นเราจะพบผู้ป่วยโรคต้อหินมากขึ้นในคนหนุ่มสาววัยทำงานและโรคต้อหินกำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของ
ประเทศไทยและของโลกตั้งแต่ทศวรรษนี้เป็นต้นไป

••• การรักษาโรคต้อหินเรื้อรัง

ปัจจุบัน การรักษาโรคต้อหินเรื้อรัง เป็นวิธีการรักษาโดยการลดความดันลูกตาทั้งสิ้น การลดความดันลูกตาน่าจะได้ผลดี ถ้าทฤษฎีความดันลูกตาเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคต้อหินเรื้อรังและการรักษาด้วยการลดความดันลูกตาน่าจะช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นชัดเจน สามารถควบคุมการดำเนินโรคได้

แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกวันนี้ผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรังไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า
ผลของการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากตาบอดได้หรือไม่ ( Unpredictable ) ผู้ป่วยโรคต้อหินในสหรัฐอเมริกาได้รวมกลุ่มกัน เพื่อปรึกษาหารือ ปลอบใจให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

นอกจากจะรับการรักษาดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต้อหินแล้ว ยังช่วยกันค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมที่จะดูแล
ตัวเองไม่ให้โรคเลวลงเนื่องจากจักษุแพทย์ที่สหรัฐฯ บอกผู้ป่วยตามตรงว่าถึงแม้จะรับการรักษาทุกอย่างแล้วก็ตาม

อย่างน้อย10 %ของผู้ป่วยจะยังคงตาบอด และขณะนี้ศูนย์วิจัยโรคต้อหินชั้นนำในต่างประเทศ
กำลังเร่งค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและการรักษาที่จะหยุดโรคเอาไว้ให้ได้ ซึ่งผู้ป่วยในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว

ทราบแต่เพียงว่าถ้าไม่อยากตาบอดให้ใช้ยาสม่ำเสมอมิให้ขาด และรับการผ่าตัดหรือยิงเลเซอร์เมื่อได้รับคำแนะนำให้ทำ

► มาตรการลดความดันลูกตา ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคต้อหินเรื้อรัง
ชนิดความดันลูกตาสูง(High tension glaucoma)มีอยู่ 3วิธีการคือ

1. การใช้ยา ( Medication ) มีทั้งเป็นรูปยาหยอดตา และยากินผลของการลดความดันลูกตามีประสิทธิผลดีในระยะสั้น

ในระยะยาวมักประสบปัญหาการดื้อยา ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนยาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งใช้ยาหลายๆชนิด
ก็ยิ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงจากสารกันบูดที่ผสมอยู่ในขวดยา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง ตาแฉะ
ขี้ตาเกรอะกรัง เป็นต้น

นอกจากนี้ยาในกลุ่ม Prostaglandin analog เช่น Xalatan, Travatan และ Lumigan หากใช้เพื่อลด
ความดันลูกตาในตาที่มีการอักเสบ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันลูกตาเพิ่มขึ้น แทนที่จะลดลง

2. การผ่าตัด (Trabeculectomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อทำทางระบายน้ำ Aqueous ขึ้นมาใหม่
มาตรการนี้มีประโยชน์ในรายที่ความดันลูกตายังสูงเกินไป (High tension glaucoma) ทั้งๆที่ใช้ยาเต็มที่แล้วและโรคยังคงเลวลง (Progress)

การผ่าตัดจะช่วยให้ความดันลูกตากลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติและเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทในลูกตาได้ดีขึ้น

ในกรณีผู้ป่วยชนิดความดันลูกตาไม่สูง (Normal tension glaucoma ) และโรคยังคงเลวลง (Progress) ทั้งๆที่ใช้ยาลดความดันลูกตา เต็มที่แล้ว

การผ่าตัดจะให้ผลที่แตกต่างออกไป จักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคต้อหินทราบดีว่า การผ่าตัดผู้ป่วยโรคต้อหินทุกครั้ง จะต้องแลกกับการสูญเสียเซลล์ประสาทตาไปบางส่วนหลังการผ่าตัด

เพื่อหวังว่าโรคจะนิ่งหรือเลวช้าลง ฉะนั้นกลไกที่แท้จริงที่การผ่าตัดสามารถช่วยผู้ป่วยโรคต้อหินก็คือจำนวนเซลล์ที่ลดลงหลังการผ่าตัด ทำให้ความต้องการเลือดภายในลูกตาโดยรวมลดลงตาม และความดันลูกตาที่ลดต่ำลงก็มีส่วนช่วยให้เลือดเข้ามาในลูกตาได้เพิ่มขึ้น

เกิดความสมดุลย์ระหว่าง Demand และ Supply อีกครั้งหนึ่ง ทำให้โรคหยุดนิ่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกเมื่อเวลาผ่านไป ( คล้ายกับหลักการ ยิงเลเซอร์ PRP ในผู้ป่วยเบาหวาน ขึ้นตา ที่ใช้เลเซอร์ยิงทำลายเซลล์ประสาท ตารอบนอก เพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดที่มีน้อย สามารถหล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทตา ส่วนกลางที่สำคัญเอาไว้ได้อย่างพอเพียง )

3. การยิงเลเซอร์ (Laser trabeculoplasty) ใช้เมื่อการใช้ยาไม่ได้ผลเช่นกันแต่ประสิทธิผลด้อยกว่าการผ่าตัด

จากปัญหาที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษาในปัจจุบัน เช่นภาระในการใช้ยาหลายๆชนิด
ในแต่ละวันปัญหาค่ายาที่มีราคาแพงปัญหาผลข้างเคียงจากการใช้ยา ปัญหาผลข้างเคียงจากการผ่าตัด
และความไม่แน่นอนของผลในการรักษา จึงนำไปสู่การคิดค้นวิธีรักษาวิธีใหม่ในการลดความดันลูกตา ที่เรียกว่า “การนวดตา” และยังค้นพบลึกลงไปอีกว่าระบบไหลเวียนเลือดภายในลูกตา คือสาเหตุหลักของโรคต้อหินเรื้อรัง

ความดันลูกตาที่สูงกว่าปกติเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคต้อหิน เรื้อรัง แต่เป็นเพียงสาเหตุรองเท่านั้น และเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า มาตรการลดความดันลูกตาทั้ง 3 ชนิด ทำไมไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดพ้นจากการตาบอดได้
ทั้งๆที่รับการรักษาเต็มที่ทุกอย่างแล้ว ซึ่งแตกต่างจากการรักษา ด้วยวิธี “การนวดตา” ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
ในเวลา 1 เดือนโดยไม่มีข้อยกเว้น

—————-
วิธีทำ :
เอาส้นมือตนเองกดไปที่เบ้าตาในน้ำหนักที่พอประมาณ150 วินาที คนธรรมดาทำวันละ 2 ครั้ง
คนที่เป็นต้อหินทำวันละ 6 ครั้ง หรือปรึกษาแพทย์

คุณหมอสมเกียรติ อธิคมกุลชัย
http://www.youtube.com/watch?v=J_6Tl9f6DWA

—————–

► การรักษาโรคต้อหินโดยวิธีนวดตา

บทความนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวในการพัฒนาการรักษาโรคต้อหินเรื้อรัง จากการเริ่มต้น
ด้วยการรักษาตามวิธีมาตรฐาน ที่จักษุแพทย์ใช้กันอยู่ทั่วๆไป แต่ยังแก้ปัญหา
ให้กับผู้ป่วยไม่ได้ทั้งหมด ยังคงมีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่ยังคงตาบอด จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดนอกกรอบ

ในการหาวิธีใหม่ๆที่อาจจะช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้ให้รอดพ้นจากการตาบอดได้ อันเป็นที่มาของการรักษาด้วย การนวดตา และค้นพบว่าการนวดตานอกจากจะช่วยลดความดันลูกตาให้กับผู้ป่วยได้แล้ว

ยังช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดเข้าไปในลูกตาและสามารถหยุดโรคต้อหินเอาไว้ได้ โดยสามารถอธิบาย
กลไกการเกิดโรคทั้งหมดได้แล้ว

น้ำมันหมู

มิ.ย. 09

น้ำมันหมู ทำกับข้าวแทน น้ำมันพืช

 

สมัยก่อนคนไทยนิยมทอดอาหารด้วยน้ำมันหมู แต่เมื่อน้ำมันพืชเข้ามาบุกตลาดพร้อมกับโฆษณาว่าใช้น้ำมันพืชแล้วดี เพราะไม่เป็นไข ทำให้คนเชื่อว่าน้ำมันหมูไม่ดี เพราะเป็นไขได้ง่าย จึงหันมาหาบริโภคน้ำมันพืชแทน จริงๆ แล้วน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มจัดเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว การผลิตต้องผ่านกรรมวิธีฟอกสีให้ดูสะอาด สดใส แวววาวพร้อมกับแต่งกลิ่นไม่ให้เหมืนหืน

 

ที่โฆษณาว่าไม่เป็นไขนั้นจริงๆแล้ว น้ำมันพืชจะไม่เป็นไขก็ต่อเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาฯ แต่อุณหภูมิในร่างกายคนเราอยู่ที่ประมาณ 37 องศาฯ

 

ซึ่งเมื่อน้ำมันพืช น้ำมันปาล์มเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกลายเป็นกาวเหนียว ๆ เข้าไปเกาะเคลือบผนังลำคอ ลำไส้ กระเพาะ ทำให้ผนังลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ นำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย ทั้งโรคอ้วน โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ รวมถึงทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

 

ตรงข้ามกับน้ำมันหมู ที่เป็นไขมันอิ่มตัว แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไม่เป็นไขและละลายกับน้ำได้ ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่าง

เป็นปกติ คนสมัยก่อนจึงไม่มีปัญหาโรคภัยรุมเร้ามากมายอย่างในปัจจุบัน

 

ดังนั้น เราจึงควรคิดใหม่ทำใหม่กันอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่น้ำมันพืชเคยขาดแคลน หันมาเคี่ยวน้ำมันหมูใช้เองกันดีกว่า ทั้งประหยัด ทั้งปลอดภัยกว่า

น้ำมันพืชเป็นไหนๆ

 

••• วิธีทดสอบความเป็นไขของน้ำมันพืชและน้ำมันหมู •••

 

เอาน้ำมันพืชใช่ภาชนะ แล้วเอาไปตากแดด ในอุณหภูมิประมาณ 30 -37 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับร่างกายของเรา สัก 10 นาที แล้วลองเช็ดน้ำมันออก จะพบว่าเป็นเมือกกาวซึ่งเช็ดออกยากมาก ล้างไม่มีทางออก ต้องใช้ “กรด” เท่านั้นถึงล้างออก! ตรงข้ามกับน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว ตากแดดแล้วล้างออกง่าย ทีนี้ลองเลือกเอาเองว่า เราควรจะบริโภคน้ำมันแบบไหนดีกว่ากัน

น้ำผึ้งหยดเดียว

มิ.ย. 08

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนมาชาวบ้านทุกคน ต่างรักใคร่สามัคคีปรองดอกันด้วยดี จนวันหนึ่งมีคนหาบน้ำผึ้งเดินผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ และบังเอิญทำน้ำผึ้งหยดลงพื้นดินหนึ่งหยดจิ้งจกตัวหนึ่งคลานมาพบ ก็ตรงเข้าแลบเลียเป็นอาหาร แมวมาเจอจิ้งจก ก็รีบกระโดดเข้าตะครุบสุนัขเห็นแมวก็เข้ามาไล่กัด เจ้าของแมวเห็นสุนัขมากัดแมวของตนเลยเอาไม้ไล่ตี เจ้าของสุนัขได้ยินเสียงร้องก็วิ่งออกมาดู พอรู้ว่าสุนัขของตนถูกเพื่อนบ้านไล่ตีจึงตรงเข้าชกต่อยเจ้าของแมวญาติของเจ้าของแมวได้ยินเสียงการต่อสู้จึงรีบออกมาช่วย ญาติฝ่ายเจ้าของสุนัขเห็นพรรคพวกของตนถูกทำร้ายก็ออกมาช่วยเช่นกัน การต่อสู้ดำเนินไปอย่งดุเดือด จากการใช้มือใช้ไม้กลายเป็นมีด ปืน และอาวุธชนิดต่างๆจนมีการบาดเจ็บล้มตาย ผู้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ พวกเข้าข้างเจ้าของสุนัขและพวกที่เข้าข้าง เจ้าของแมว เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำจนเหลือกำลังน้อยกว่าก็ออกไปชักชวนญาติหรือ เพื่อน ๆ ของตนที่อยู่ต่างหมู่บ้านมาช่วย จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองกว่าเจ้าเมืองจะส่ง คนมายุติศึกได้ผู้คนก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมากทั้งนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักการพิจารณาเหตุผลหากเจ้าของสุนัขและเจ้าของแมวเจรจาสอบถามเรื่องราว ให้เป็นที่เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุก่อนที่จะหุนหันพลันแล่นทำอะไรไปตามอารมณ์แล้ว เหตุการณ์คงจะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนดังกรณีของน้ำผึ้งหยดเดียวในเรื่องนี้

.มิน่าาาาาาา..

มิ.ย. 08

สูติแพทย์ของโรงพยาบาลรู้สึกแปลกใจเป็นอันมาก

เมื่อชายหนุ่มที่เพิ่งเป็นพ่อหมาดๆ

รายหนึ่งเดินเข้ามาหาเป็นการส่วนตัว

“ผมพอจะช่วยอะไรคุณได้บ้างมั่งครับ “ คุณหมอถามไถ่อย่างอารมณ์ดี

“หมอ “ คุณพ่อลูกอ่อน ครางเสียงอ่อย

“ผมกลุ้มใจเหลือเกินลูกผมทำไมถึงหัวแดงออกน้ำตาลอย่างนั้น “

“ทำไมกะอีแค่เด็กผมแดงออกน้ำตาลหน่อย คุณถึงกับกลัดกลุ้มมากนัก

“หมอถามเพราะยังงงๆอยู่

“คืองี้ครับ … ไอ้ผมเองก็ผมดำ แม่เด็กก็ผมดำ

ปู่ย่าตาทวดเราก็ผมดำทั้งนั้น” สามีอธิบายหมอ

“หมอพอจะอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ไหมว่า ทำไมลูกผมจึงผมแดง “

หมอนั่งคิดสักครู่

พร้อมกับซักไซ้ไล่เรียงเทือกเถาเหล่ากออยู่ไปเป็นนาน

ก็หาคำตอบไม่ได้ สุดท้ายหมอก็ถามว่า

“ถามจริงๆ เหอะ คุณกับภรรยานอนกันบ่อยแค่ไหน “

“เอ่อ ….ก็ …ก็ ..เดือนละครั้ง สองครั้ง “

“มิน่า ……..” หมอตบเข่าหนึ่งฉาด

“เพราะอะไรหรือหมอ “ สามีถามอย่างกระตือรือล้น

“นานๆ ใช้ที มันก็ขึ้นสนิมนะซิ หัวเด็กผ่านออกมา ก็เลยติดสนิมหนะ “

KFC

มิ.ย. 08

kfc เป็นอาหารที่คนอเมริกันกินกันมากและแพร่หลายมากในอเมริกา
แต่ใครจะรู้ล่ะ….ว่าพวกเขากำลังกินอะไรเข้าไป !!??
จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ kfc ของมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์

พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าตกใจ แต่ก่อนอื่นใครรู้บ้างว่า ทำไมบริษัทถึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก Kentucky Friedchicken ไปเป็นไก่ kfc เหตุผลเพราะว่าบริษัทนี้ไม่สามารถใช้คำว่า “chicken” หรือไก่ ได้อีกต่อไปเพราะ kfc ไม่ใช่ไก่จริงๆ ในการทอดขายลูกค้า

 

แต่บริษัทนี้ใช้ไก่ที่ผ่านการตัดแต่ง “พันธุกรรม” มาให้ลูกค้ากิน ไก่นี้ได้รับการเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ด้วยการต่อท่อเข้าไปในร่างกายของไก่ เพื่อปั้มเลือดและฉีดสารอาหาร บำรุงกำลังเข้าไปในตัวไก่ ไก่พวกนี้ไม่มีจะงอย ไม่มีขน และไม่มีเท้า

เพื่อทำให้โครงสร้างของกระดูกหดตัวลง เพื่อให้ได้เนื้อมากที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์เด็ดของ kfc เพื่อมันจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการผลิตให้กับบริษัทเป็นอย่างมากเนื่องจาก ไม่ต้องถอนขน จะงอย และเท้าไก่เวลาฆ่า รัฐบาลอเมริกันไม่ให้ใช้คำว่า “ไก่” กับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้อีกต่อไป ขอให้ดูภาพแล้วคุณจะรู้ว่าทำไมไม่ให้เรียกว่า”ไก่” !!??

คนที่นำข้อมูลมาเปิดเผย ไม่ได้ให้เกิดความตื่นตระหนกแต่อย่างใด? แต่ต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้มีสำนึกและหันกลับมาใช้”ไก่”ที่แท้จริงมาทำผลิตภัณฑ์

ขอย้ำว่านี่คือภาพที่ได้จากการถ่ายรูปของไก่ที่ได้ถูกการดัดแปลง”พันธุกรรม” จริงๆ
ไม่ใช่ภาพการ์ตูนแอนนิเมชั่นหรือภาพตัดต่อแต่อย่างใด

การล้างตับ liver flush

มิ.ย. 08

การล้างตับ liver flush

บางคนอาจจะเคยได้ยิน หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน วิธีการนี้คือการล้างตับโดยที่ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องกินยา สามารถทำได้เองที่บ้านและได้ผลจริง ซึ่งจะช่วยเรื่องสิว ผิวพรรณและโรคต่าง ๆ อีกมากมาย

การทำ liver flush คืออะไร?

liver flush คือ การทำ Detox ชนิดหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดก้อนนิ่วคอเรสเตอรอลที่อยู่ในถุงน้ำดี โดยก้อนนิ่วเหล่านี้ เกิดการการตกตะกอนของน้ำดีในตับสะสมจนกลายเป็นก้อนเล็ก ๆ นิ่ม ๆ สีเขียว ซึ่งก้อนเล็ก ๆ เขียว ๆ นี้จะไปจับกับแคลเซียมหนาขึ้น แข็งขึ้นจนกลายเป็นก้อนนิ่ว เมื่อมีก้อนนิ่วสะสมอยู่ในถุงน้ำดีมากๆ ส่งผลให้ร่างกายกำจัดของเสียสารพิษ รวมถึงคอเรสเตอรอล น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการทำ Liver Flush หรือเรียกอีกอย่างว่าการล้างตับ เป็นวิธีที่ช่วยขับก้อนนิ่ว และก้อนคอเรสเตอรอลที่อยู่ในถุงน้ำดีออกมาเมื่อไม่มีก้อนนิ่วเหล่านี้อยู่ในตับ ทำให้การตับสามารถกำจัดสารพิษในร่างกายได้เต็ม 100%

ทำไมต้องทำ liver flush?

ปกติตับจะผลิตน้ำดีประมาณวันละหนึ่งส่วนสี่ถึงครึ่งแกลลอน เพื่อใช้ย่อยอาหารจำพวกเนื่อสัตว์และไขมัน เมื่อผลิตเสร็จแล้วตับจะส่งน้ำดีไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีก่อนแล้วจึงส่งผ่านท่อน้ำดีเพื่อไปย่อยอาหารเหล่านี้ที่ลำไส้เล็ก

มีคนไม่น้อยที่เกิดภาวะก้อนนิ่วอุดตันในถุงน้ำดี บางคนมีอาการภูมิแพ้ มีผื่นขึ้น เป็นลมพิษ แม้ว่าจะมีก้อนนิ่วสะสมอยู่ในถุงน้ำดีมากหรือน้อยเพียง ก็ไม่สามารถตรวจพบได้ ด้วยการเอ็กซ์เรย์ ก้อนนิ่วเหล่านี้มีหลากหลายสีสันด้วยกันไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล ขาว เขียว แดง ดำ

โดยมากแล้วล้วนแต่มีคอเรสเตอรอลยู่ในนั้น หากมีการสะสมตัวของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ตับมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ร่างกายไม่สามารถขับ เอาคลอเลสเตอรอลออกไปได้ ส่งผลให้คลอเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น

ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย ที่มาจากตับเป็นบ่อเกิดของการอักเสบและติดเชื้อต่างๆ

การล้างตับ (liver flush)

เป็นวิธีการที่ง่ายและมีประโยชน์กับร่างกายมาก 90% ของคนเราจะมีนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในตับ นิ่วพวกนี้ จะทำให้ประสิทธิภาพของตับในการดูดซับสารพิษจากอาหารหรือสิ่งที่เข้าไปในร่างกายลดลง

เมื่อไม่มีนิ่ว ตับของคุณก็จะดูดซับสารพิษต่างๆที่เข้าไปในร่างกายได้เต็ม 100% จนกระทั่งเกิดขึ้นมาอีก ไม่เว้นแม้แต่เด็กก็มีเหมือนกัน

ถ้าตับของคุณเต็มไปด้วยนิ่วร่างกายก็จะต้องใช้กำลังส่วนอื่นขับมันออกไป ผิวของคุณก็รวมอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย นิ่วพวกนี้เกิดจากการกินอาหารที่เป็นพิษกับร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นพิษเข้าไปในร่างกาย รวมทั้งน้ำดื่มที่เราดื่มเข้าไป

ถ้าคุณสามารถกำจัดนิ่วพวกนี้ออกไปจากร่างกาย อวัยวะต่างๆในร่างกายคุณก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพรวมทั้งช่วยทำให้ผิวพรรณดูดีขึ้น

วิธีที่ 1

น้ำแอปเปิ้ล (ใช้น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 100%)

•      อุดมไปด้วยกรด malic ซึ่งจะเข้าไปทำละลายทำให้ก้อนแข็งอ่อนลง

ดีเกลือ (หาซื้อได้ตามร้านขายยา)

•      จะช่วยให้กล้ามเนื้อต่างๆผ่อนคลายรวมทั้งช่วยให้ท่อน้ำดีขยายออก ทำให้นิ่วนั้นผ่านออกมาได้

น้ำมันมะกอก (Extra Virgin Olive Oil สกัดแบบ cold pressed)

•      ช่วยกระตุ้นการขับออกมา

น้ำมะนาว

ผักและผลไม้ที่ชอบ

 

1.     ดื่มน้ำแอ๊ปเปิ้ล 2 ถ้วยทุก 2 ชั่วโมงตลอด 2 วัน

2.     ในสองวันนี้ทานเฉพาะผักกับผลไม้

3.     ก่อนนอนให้ผสมดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะในน้ำหนึ่งแก้วแล้วกิน พอดื่มเสร็จให้ตามด้วยน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก กินตามลงไป

 

วิธีที่ 2

น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 125 มล.

มะนาว 3 ลูก

ดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำสะอาด 750 มล.

1.     กินอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่ปราศจากไขมันเช่น ซีเรียลกับผลไม้, น้ำผลไม้, ขนมปังและแยมหรือน้ำผึ้ง (ไม่มีนมหรือเนย)  มันฝรั่งหรือผักอื่น ๆ นำไปอบปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น จะเป็นการสร้างน้ำดีและเพิ่มแรงดันในตับ ยิ่งมีแรงดันสูงก็จะยิ่งทำให้ก้อนนิ่วหลุดออกมาก

2.     ห้ามดื่มหรือกินอะไรทั้งสิ้นหลังบ่ายสองโมงเย็นไปแล้ว หากไม่ทำตามกฎอาจมีอาการไม่สบายเล็กน้อยได้ ช่วงเวลานี้ให้เตรียมน้ำดีเกลือเอาไว้ให้พร้อม

วิธีการเตรียมน้ำดีเกลือ

•      ผสมดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 3 ถ้วยที่เตรียมเอาไว้ ใส่เหยือกหรือภาชนะสำหรับน้ำดื่ม น้ำที่ผสมนี้จะใช้ดื่มได้ 4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะรินเพียง ¾ ของแก้ว

•      นำน้ำดีเกลือที่ผสมแล้วใส่ตู้เย็น (เพื่อความสะดวกในการใช้ดื่มแต่ละครั้ง และรสชาติที่ดีกว่าดื่มแบบไม่เย็น เท่านั้น) (การผสมน้ำดีเกลือนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำสะอาด 3 ถ้วย เป็นน้ำอย่างอื่นแทนได้ เช่นน้ำผลไม้สด หรือน้ำแอ๊ปเปิ้ลสด เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น))

3.     6 โมงเย็น : ดื่มน้ำดีเกลือที่ผสมไว้แก้วที่หนึ่ง (3/4 ของแก้ว) ในกรณีที่ไม่ได้เตรียมเอาไว้ตามวิธีการข้างต้น ให้ผสมดีเกลือ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ ¾ ของแก้ว โดยอาจเติมผงวิตามินซี 1/8 ของช้อนชา เพิ่มลงไปเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีขึ้น – -

4.     หลังจากดื่มน้ำดีเกลือไปหนึ่งแก้วแล้ว

5.     2 ทุ่ม : ดื่มน้ำดีเกลือแก้วที่สอง

6.     3 ทุ่ม 45 นาที : รินน้ำมันมะกอกบริสุทธ ½ ถ้วย, ล้างมะนาวทั้ง 3 ลูกให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นบีบมะนาวลงไปในถ้วยอีกใบ แล้วใช้ส้อมเขี่ยเนื้อมะนาวออก จะได้น้ำมะนาวอย่างน้อย ½ ถ้วย แล้วนำน้ำมันมะกอกที่ตวงไว้ผสมกับน้ำมะนาวที่บีบไว้ เขย่าให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว

7.     ได้เวลาเข้าห้องน้ำสัก 1-2 ครั้งแล้ว แม้ว่าจะเข้าห้องน้ำบ่อยช่วงนี้ก็จำเป็นต้องเข้าอาจจะใช้เวลาถึง 4 ทุ่ม แต่อย่าให้ช้าเกิน 4 ทุ่ม15 นาที ไม่อย่างนั้นจะได้ก้อนนิ่วน้อยลงกว่าที่ควร

8.     4 ทุ่ม : ดื่มน้ำมันมะกอกผสมมะนาวที่เตรียมไว้ เมื่อดื่มแล้วให้เดินไปที่เตียงนอนให้เร็วที่สุด จากนั้นให้รีบนอนลงทันที หากไม่รีบนอนลงอาจทำให้การกำจัดก้อนนิ่วไม่สำเร็จ ยิ่งรีบนอนลงเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งกำจัดก้อนนิ่วได้มากเท่านั้น โดยนอนหงายหนุนหมอน แล้วลองคิดว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในตับเราพยายามนอนให้นิ่งเช่นนั้นประมาณ 20 นาที จะรู้สึกได้ว่าขบวนก้อนนิ่วเหมือนลูกแก้วกลิ้งอยู่  หลังผ่านไปยังท่อน้ำดี ขณะนี้จะไม่มีความรู้สึกว่าเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากวาล์วท่อน้ำดีกำลังเปิด (เป็นผลมาจากดีเกลือ) ไม่ต้องกังวล แล้วพยายามนอนให้หลับ

9.     เช้าวันต่อมา : เมื่อตื่นนอนแล้วให้ดื่มน้ำดีเกลือที่ผสมเหลือ จากเมื่อวัน ถือเป็นแก้วที่สาม หากมีอาการท้องอืดหรือคลื่นไส้ให้รอจนกว่าจะหายจึงค่อยดื่มน้ำดีเกลือแล้วกลับไปนอนต่อห้ามดื่มก่อน 6 โมงเช้า

10.   2 ชั่วโมงต่อมา : ดื่มน้ำดีเกลือแก้วสุดท้าย แล้วกลับไปนอนอีกครั้ง

11.   หลังจากนั้นอีก 2 ชั่วโมง : เริ่มกินน้ำผลไม้ได้, ครึ่งชั่วโมงถัดไปรับประทานผลไม้ได้, หนึ่งชั่วโมงถัดไปกินอาหารปกติได้ แต่ควรทานน้อย ๆ

ทางเลือกเพิ่มเติมทางที่ 1: หากลืมดื่มน้ำดีเกลือตอน 6 โมงเย็น ให้ดื่มทีเดียวตอน 2 ทุ่มแต่อย่างอื่นๆ ให้คงไว้ตามเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีก หลาย ๆ คนถ่ายก้อนนิ่วออกมาได้ แม้ในการดื่มน้ำดีเกลือในปริมาณน้อย ๆ

 

ทำตามโปรแกรมได้ดีแค่ไหน?

จะมีอาการท้องเสียในตอนเช้า ให้มองหาก้อนสีเขียว ซึ่งเป็นก้อนนิ่ว ไม่ใช่อุจจาระ น้ำดีจากตับนั้นจะมีสีเขียว อุจจาระที่ออกมาจะจม แต่ก้อนนิ่วจะลอยเพราะมีคอเลสเตอรอลผสมอยู่ในนิ่วด้วย ให้ลองนับปริมาณคร่าว ๆ ของก้อนนิ่วที่เจอไม่ว่าจะเป็นก้อนสีเขียวหรือสีน้ำตาล ปกติแล้วจะมีอยู่ประมาณ 2,000 ก้อน หากนับได้ประมาณนี้ก็ถือได้ว่าตับค่อนข้างสะอาดมากพอที่จะทำให้หายจากอาการภูมิแพ้, อาการอักเสบของหัวไหล่ หรืออาการปวดหลังช่วงบนได้อย่างถาวร อาจทำความสะอาดตับได้เป็นช่วง ๆ ห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรทำเมื่อป่วย

บางครั้งท่อน้ำดีก็เต็มไปด้วยเม็ดคอเลสเตอรอลที่ยังไม่ก่อตัวเป็นก้อนนิ่ว จึงอาจมีลักษณะเหมือนแกลบลอยอยู่ในโถชักโครก อาจมีสีน้ำตาล และอาจมีเม็ดขาวเล็ก ๆ นับล้านอยู่ด้วย การล้างทำความสะอาดเม็ดเล็กขาวและที่มีลักษณะลอยเหมือนแกลบนี้สำคัญเช่นกัน เพื่อจะกำจัดออกไปก่อนที่จะเป็นก้อนนิ่ว

วิธีการทำความสะอาดตับนี้ปลอดภัยมาก ไม่มีใครต้องเข้าโรงพยาบาลจากการทำขั้นตอนเหล่านี้ ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวดให้กล่าวถึง แต่ก็อาจทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายบ้างเล็กน้อย 1-2 วัน

ขั้นตอนเหล่านี้นั้นขัดแย้งกับการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ เข้าใจกันไปว่าก้อนนิ่วนั้นเกิดขึ้นในถุงน้ำดีไม่ใช่ในตับ คิดว่ามีปริมาณน้อยไม่ถึงหลักพัน ไม่ได้เกิดความเจ็บปวดยกเว้นว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น เพราะเมื่อเวลาที่เจ็บปวดขึ้นมาฉับพลัน จะพบว่ามีก้อนนิ่วบางก้อนนั้นอยู่ในถุงน้ำดีมีขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นได้ด้วยการเอ็กซ์เรย์ และทำให้เกิดการอักเสบบริเวณนั้น เมื่อกำจัดเอาถุงน้ำดีออกไป ความเจ็บปวดดังกล่าวก็หายไป แต่อาการอักเสบที่หัวไหล่และอาการอื่น ๆ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารนั้นยังคงอยู่

โรคด่างขาว

มิ.ย. 03

โรคด่างขาว (Vitiligo) เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสีผิว
โดยเซลล์สร้างสีในบริเวณรอยโรคถูกทำลายจนหมด(Absence of Melanocytes) ทำให้ผิวหนังเป็นสีขาว โดยที่ผิวหนังบริเวณนั้นไม่มีอาการอักเสบ ไม่เป็นตุ่มหรือสะเก็ดมาก่อน ขอบขาวชัด รอยขาวนี้จะขาวมากเหมือนผ้าสีขาว ต่างจากเกลื้อนที่ขาวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โรคด่างขาวมีหลายรูปแบบ เป็นวงเดียวหรือหลายวงก็ได้ขนและผมอาจขาวด้วย

ด่างขาวเกิดขึ้นจากอะไร

โรคนี้เกิดจากการที่เซลล์สร้างสี (Melanocytes) ที่ผิวหนังถูกทำลายเป็นหย่อม ๆ เป็นผลให้ผิวหนังบริเวณนั่น เกิดรอยขาวขึ้นการทำลายเซลล์สร้างสีสันนิษฐานว่าเกิดจาก

1. ขบวนการสร้างสี (Melanin Synthesis) ของตัวเซลล์สร้างสีเองมีสารที่เป็นพิษเกิดขึ้น ระหว่างขบวนการสร้างสี และทำลายเซลล์สร้างสีเอง

2.ระบบประสาท เชื่อกันว่าสารที่หลั่งจากปลายเซลล์ประสาทเป็นสารที่ทำลายเซลล์สร้างสีได้ เนื่องจากพบผู้ป่วยเกิดด่างขาวหลังจากเป็นไข้สมองอักเสบจากไวรัส หรือหลังรับบาดเจ็บของเส้นประสาท

3.ร่างกายสร้างสารต่อต้านเซลล์สร้างสี (Antibody) ของตัวเอง จึงเกิดจากทำลายเซลล์สร้างสีและเห็นเป็นรอยขาว

► ชนิดของโรคด่างขาว

โรคด่างขาวสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด

1. ด่างขาวบริเวณเดียวกัน บริเวณใดบริเวณหนึ่งบนผิว อาจมีหลายจุดเกาะเป็นกลุ่มเดียวเรียกว่า Focal Type รักษาหายแล้วจะไม่เป็นอีกส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย

2. รอยขาวเป็นกลุ่ม (หลายดวง) เกาะกลุ่มเรียงกันคล้ายเรียงไปตามเส้นประสาทอยู่ข้างเดียวกัน เรียกว่า Segment type รักษาหายแล้วมักจะไม่เป็นอีก ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย

3. รอยขาวกระจายตามส่วนต่าง ๆ ทั่วไป เรียกว่า Vulgaris type พบในผู้ใหญ่ รอยโรคมีโอกาสขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ รักษาค่อนข้างยาก

4. รอยขาวที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และริมฝีปาก อาจมีตามลำตัว เรียกว่า Acrotacial Type พบในผู้ใหญ่และรอยโรคมีโอกาสขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ รักษายากมาก

5. ด่างขาวเกือบทั้งตัว เหลือบริเวณสีปกติเพียงเล็กน้อย เรียกว่า Universal type พบในผู้ใหญ่ ซึ่งจะพบได้ไม่บ่อยนัก

•••• รักษาโรคด่างขาวได้อย่างไร

โรคด่างขาวไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่จะเป็นปัญหาทางด้านความสวยงาม การรักษาก็คือ

1. ทายาจำพวกสเตียรอยด์ (Steroid) ได้ผลดีกับด่างขาว ที่เป็นบริเวณใบหน้าและลำคอ

2. ใช้ยาซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานและการแบ่งตัวของเซลล์สร้างสี เมื่อได้รับแสงอัลตร้าไวโอเลต มีทั้งยาทาและยารับประทาน แล้วให้ผู้ป่วยตากแดดหรือฉายแสงในเวลาที่แพทย์กำหนด

วิธีนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการข้างเคียง คือ ปวดแสบ ปวดร้อน ผิวหนังแดงเป็นตุ่มน้ำได้ มีการอักเสบของผิวหนังอย่างรุนแรง หากได้รับแสงหรือยาในปริมาณที่มากเกินไป

3. การปลูกเซลล์สร้างสี โดยลอกชั้นผิวหนังกำพร้า ของรอยโรคออก แล้วนำหนังกำพร้าจากบริเวณปกติทีมีเซลล์ สร้างสีอยู่มาปลูกแทน วิธีนี้ได้ผลดีแต่ทำได้ครั้งละไม่มาก จึงต้องทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

โรคด่างขาวมักพบร่วมกับโรคไทรอยด์ , โรคเบาหวาน และโรคโลหิตจาง จึงจำเป็นต้องคนหาโรคเหล่านี้ก่อนเริ่มรักษา ซึ่งอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

@ สถานการณ์จริงจากที่พบ

มีน้องๆ นักเรียนหญิงที่โรงเรียน ก็มีอาการดังกล่าวจากการสอบถาม น้องชอบซื้ออาหารร้อนใส่กล่องโฟม มารับประทานตั้งแต่เด็กอาการเป็นแบบเดียวกันกับเรื่องราวบทความข้างต้น

จึงใคร่อยากเตือนเพื่อนๆ ระมัดระวังในการซื้ออาหารจานร้อน
ใส่ กล่องโฟมด้วย…

อันตรายจากกล่องโฟมใส่อาหาร

มิ.ย. 03

เป็นโรคด่างขาว โรคมะเร็งผิวหนัง

กล่องโฟมที่ร้านค้าเอามาใช้เค้าจะแกะจากถุงพลาสติกใหญ่ (กล่องโฟมจะเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ) แล้วหยิบใช้ใส่อาหารขาย ไม่มีการเช็ด/ล้างก่อน เคยลองเอามือลูบดูกล่องโฟมใหม่ที่เพิ่งแกะจากถุงจะมีฝุ่นโฟมติดอยู่คิดว่าน่าจะมาจากการตัดโฟมจากโรงงาน หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียกโรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆนี่เอง
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ) ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัย ในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้พบปะกันมานาน
สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสาพี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออกนะว่าเป็นยังไง แต่พอคุย จ้องหน้ากันมากๆ แกก็อายๆ อยู่บ้าง เพราะไม่เจอนานหลายปี
แต่ตอนนี้แกเป็นโรคด่างขาว ขึ้นทั้งปาก ทั้งศีรษะ กระทั่งมือ เต็มไปหมด แกเล่าให้ฟังว่า เวลารับประทานอาหารทุกมื้อ ลูกน้องจะเป็นผู้ไปซื้ออาหารมาให้ คือพี่แกเป็นคนรับประทานอะไรง่ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่กล่องโฟมมาตลอด แกบอกรับประทานอาหารที่ใส่กล่องโฟมแบบนี้ทุกมื้อเป็นเวลาประมาณ 2 ปี เท่านั้นแหละ โรคด่างขาวมันอาละวาด ลุกลามเต็มตัว และรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ต้องไปโรงพยาบาลศิริราช แพทย์จะให้ยามาทาหลอดหนึ่งราคา 1,800.- บาท รักษามา 6 เดือนแล้วตอนนี้ดีขึ้นมากตั้งแต่นั้นมา แกบอกว่าเวลาลูกน้องไปซื้ออาหารห้ามใส่กล่องโฟมโดยเด็ดขาด ให้ใส่ถุงพลาสติคเพียงอย่างเดียว
ซึ่งแพทย์บอกว่า ถุงพลาสติคยังไม่ค่อยอันตรายเท่าไร เพราะกล่องโฟมเวลาโดนอาหารร้อนๆ จะมีสารชนิดหนึ่งละลายออกมาอยู่ในอาหารในกล่อง พอเรารับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย

ดอกไม้ 5 ชนิด พิชิตโรค

มิ.ย. 03

1. ดอกขจร
ดอกไม้หาง่ายในท้องตลาดราคาย่อมเยา ทั้งยังปลอดสารพิษ รสชาติอร่อย ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงเป็นขนมดอกขจร หรือตอนนี้ดอกสีเขียวอ่อนนำมาผัดน้ำมันหอย
ปรุงในจานยำ จิ้มน้ำพริกชุบแป้งทอด
ประโยชน์ : มีแคลเซียมสูงบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินเอ บำรุงสายตา สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลด้วย

2. ดอกแค
คนโบราณบอกว่าดอกแคแก้ไข้หัวลม เหมาะจะกินช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเปลี่ยนฤดู และดอกแคยังมีใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจึงช่วยในระบบขับถ่ายได้ดี เหมาะจะนำมาใส่ในแกงส้มจานยำ หรือผัดใส่หมูสับ กุ้งสับหรือจะลวกจิ้มน้ำพริก
ประโยชน์ : ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้

3. ดอกโสน
ขนมดอกโสนที่คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่รู้จักกันดี มีรสหวานชวนรับประทาน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่นนำมาชุบแป้งทอดกรอบ รับประทานกับขนมจีนน้ำพริกผัดน้ำมันหอยนำไปลวกจิ้มน้ำพริกแกงดอกโสนยำดอกโสน
ประโยชน์ : เป็นยาแก้ปวดมวนท้อง

4. ดอกอัญชัน
เมื่อก่อนคนนิยมใช้นำมาปรุงแต่งสีสันอาหารให้ดูน่ารับประทาน เช่น ขนมช่อม่วง ขนมชั้น เล็บมือนาง โดยคั้นเอาน้ำมาผสมกับอาหารก่อนจะปรุงหรือหยอดสีม่วงตอนหุงข้าวจะได้ข้าวสีสวย แต่ตอนนี้เริ่มเป็นที่นิยมโดยนำดอกไปตากแห้ง
หรือใช้ดอกสดต้มน้ำและเติมน้ำตาล มะนาวดื่มแก้กระหายคลายร้อน
ประโยชน์ : สารแอนโธไซยานิน มีอยู่มากในดอกอัญชัน จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น

5. หัวปลี
เป็นดอกของต้นกล้วย กินได้ทั้งแบบดิบและสุก รสชาติจะฝาด นำกลีบมาชุบแป้งทอดกินได้ หรือจะใช้ใส่ในแกงเลียง ต้มยำไก่ กินแกล้มกับขนมจีนน้ำพริก ทำทอดมัน และอีกสารพัดเมนูของอร่อย ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก มีมากมาย
ตามสวนไร่นา
ประโยชน์ : บรรเทาอาการโรคกระเพาะอาหารใบหัวปลีมีธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด

กลับคืนสู่ความหนุ่มสาว

มิ.ย. 03

Anti-Aging Medicine เป็นการแพทย์แผน ปัจจุบันสาขาใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดใน ขณะนี้ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อการดูแลสุขภาพ ป้องกัน ชะลอ และลดอัตราเสี่ยงของความเจ็บป่วย ที่เกิดเนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในเมืองไทยวิชาการ สาขานี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้นในชื่อ วัยวัฒน์ หรือ วัยุวัฒน์ ชะลอวัย ชะลอชรา หรือเรียกทับศัพท์ว่า Anti-Aging
Anti-Aging Medicine เป็นการแพทย์ที่ถ่ายทอด กันมาเป็นระยะเวลานานในยุโรป และแพร่เข้าไปใน สหรัฐอเมริกา จนเป็นที่นิยมแพร่หลายและสถาบันเพื่อ การศึกษาวิชานี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การ แพทย์สาขานี้ได้แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็น การแพทย์เพื่อการป้องกัน ( Preventive Medicine) ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมหรือการเจ็บป่วย และ ดำรงชีวิตอย่างสุขภาพดีมีคุณภาพ เนื่องจากโรคบาง โรคถ้าเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น โรค สมองเสื่อม (Alzheimer’s disease) การป้องกันไม่ ให้เป็นหรือเป็นช้าที่สุดหรือน้อยที่สุด จึงเป็นการดีที่สุด

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น จะมีโรคภัยไข้เจ็บที่มา พร้อมอายุ ไม่ว่าจะเป็นไขมันในหลอดเลือด ความดัน- โลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ หรือสมองอุดตัน เป็นที่น่า สังเกตว่าความเจ็บป่วยนี้จะไม่พบเมื่ออายุน้อย แต่จะ เริ่มพบในวัยปลาย 30 ต้น 40 และพบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามวัยที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังพบว่าเมื่ออายุมากขึ้นประสิทธิ- ภาพในการทำงาน และสมรรถภาพของร่างกาย
จะลด ลงด้วย จึงได้มีการศึกษาถึงสาเหตุและความเกี่ยวเนื่อง การป้องกัน และการรักษา อันเป็นที่มาของสาขาวิชา Anti-Aging Medicine

หลักของ Anti-Aging Medicine ก็คือ การป้องกัน การเจ็บไข้ได้ป่วยอันเนื่องจากวัยที่สูงขึ้น ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่ว่า จะเป็นโรคหัวใจ ความดันสูงหรือเบาหวาน ล้วนแล้วแต่ มาจากความเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานของ ระบบต่างๆในร่างกาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการ ที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ระดับฮอร์โมนที่ลด ต่ำลง ส่งผลให้ปฏิกริยาเคมีและขบวนการเผาผลาญ ต่างๆลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้เหมือนเมื่อ อยู่ในวัยหนุ่มสาว ทำให้เกิดความเสื่อมถอยในระบบ ต่างๆ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
พบว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายจะสูงสุดเมื่อ อายุ 20-25 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆลดลง เมื่อถึงปลาย 30 ต้น 40 ฮอร์โมนทุกตัวจะลดต่ำลง ทำให้ร่างกาย ทำงานได้ไม่เหมือนเดิม สุขภาพถดถอย เริ่มมีอาการ ที่เรียกว่า “วัยทอง” และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ
Aging จึงเป็นกลุ่มอาการแสดงออกของการ ขาดฮอร์โมนหลายๆตัว ในแต่ละคนจะขาดฮอร์โมน แต่ละตัวไม่เหมือนกัน อาการที่เกิดในแต่ละคนจึง แตกต่างกัน ตามชนิด และปริมาณของฮอร์โมนที่ลดลง ถ้าสามารถรักษาฮอร์โมนใหอยู่ในระดับเท่ากับวัยหนุ่มสาว สุขภาพก็จะยังคงแข็งแรง หน้าตาสดใสเหมือนหนุ่มสาว ดังนั้น ผลพลอยได้จากการปรับฮอร์โมน คือนอกจากจะสุขภาพดี มีชีวิตที่มีคุณภาพแล้ว ยังจะมีหน้าตาและผิวพรรณที่อ่อนกว่าวัยลงด้วย
ฮอร์โมนส่วนใหญ่ของร่างกายจะพบในระดับสูงสุดเมื่ออายุ 20-25 ปี จากนั้นจะค่อยๆลดลงตามอายุ เป็นที่น่าสังเกตุว่า Growth hormone ที่ช่วยในการเจริญเติบโตจะพบมากในวัยเด็ก ฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) จะลดต่ำและเร็วกว่าฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) แต่สรุปโดยรวมคือ หลังอายุ 30 ปี ฮอร์โมนทุกตัวเริ่มลดลง

ทำอย่างไรเพื่อที่จะรักษาระดับฮอร์โมนให้อยู่ใน ระดับที่ต้องการ เพื่อคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงของ การเจ็บป่วยได้

อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งโปรตีน ไขมัน และคาร์โบ- ไฮเดรต ไม่รับประทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ซ้ำๆกัน นานๆ แต่ควรรับประทานให้หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ได้รับ สารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ในขณะเดียวกัน ก็เป็น การลดอัตราเสี่ยงจากสารพิษที่อาจมีปนเปื้อนอยู่ใน อาหารแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน อาหารไทยและ อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารที่ใช้เครื่องปรุงที่มีความหลาก หลาย ทั้งเนื้อสัตว์และผักมากมายหลายชนิด เป็น อาหารที่ดีมีคุณภาพ ส่วนใหญ่แล้วอาหารทะเลจำพวก ปลา กุ้ง ปลาหมึก ไก่ เป็น อาหารหลักที่ควรรับประทาน เนื้อแดงพวก หมู แกะ วัว ให้รับเป็นครั้งคราวไม่บ่อยมาก วิธีการปรุงก็ควร จะเป็นการนึ่ง ต้ม ตุ๋น ลวก มากกว่าการ ทอด ปิ้ง หรือ ย่าง อาหารที่ปรุงโดยวิธีดังกล่าวจะช่วย ลดการบริโภคกรดไขมันที่เป็นอันตราย ควรรับประทาน โปรตีนที่มาจากอาหารทะเล แต่ต้องเสริมด้วยโปรตีน จากเนื้อ ไก่ หมู แกะ และเนื้อวัวบ้าง แต่อย่าให้บ่อยเกิน อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โปรตีนจากเนื้อแดงจะมีไขมัน ที่เป็นอันตรายแฝงอยู่ ทำให้เกิดการอักเสบในหลอด เลือดและเซลล์ร่างกาย และการอักเสบนี้เองที่เป็น สาเหตุสำคัญทำให้ร่างกาย ต้องพยายามซ่อมแซมและ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดความเสื่อม และความแก่ (aging)

กรดไขมัน มีทั้งชนิดที่ดีมีประโชน์และเป็นโทษ ต่อร่างกาย กรดไขมันอิ่มตัวแปรรูป ที่พบได้ในของทอด อบ หรือย่างโดยใช้อุณหภูมิสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด ในขณะที่กรด ไขมันจากธัญญพืช ไขมันปลา และน้ำมันมะกอก เป็น ไขมันดีที่ช่วยลดการอักเสบ ดังนั้นจึงควรรับประทาน ไขมันจากเมล็ดพืช และไขมันปลา เพื่อช่วยลดอาการ อักเสบของหลอดเลือดหัวใจ และการอับเสบในเซลล์ ของร่างกาย รับประทานปลาเพิ่มไขมันดี เพื่อให้เกิดความสมดุลย์กับไขมันที่ไม่ดีในเนื้อแดง และการรับ- ประทานน้ำมันมะกอกนอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้วยัง ช่วยปรับสมดุลกับไขมันไม่ดี ช่วยให้อิ่มนานและไม่หิว ในระหว่างวันด้วย
ผลิตภัณฑ์จากนมไม่ควรรับประทานมาก เนื่อง จากเมื่ออายุมากขึ้นน้ำย่อยที่ทำหน้าที่ย่อยผลิตภัณฑ์ จากนมจะสร้างน้อยลงทำให้เกิดการหมักในท้องซึ่งจะ ทำให้ยีสต์ที่อยู่ในลำไส้เจริญเติบโตมากเกินไป ถ้าต้อง การแคลเซียมบำรุงกระดูก เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีสารแคลเซียมและ แมกนีเซียมจะได้ประโยชน์มากกว่า สำหรับอาหาร จำพวกแป้งและน้ำตาลควรรับประทานให้น้อย เลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรรับประทานเป็น ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ที่มีใยอาหารมากกว่าข้าวขาว
น้ำตาลที่ได้จากผลไม้เป็นน้ำตาลที่ดีที่สุด แต่รับประทานผลไม้ทั้งลูกจะดีกว่าน้ำคั้นผลไม้เพราะ นอกจากจะทำให้ย่อยง่ายมีกากและยังไม่ทำให้ระดับ น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป
ขนมหวาน ทั้งแบบไทย ฝรั่ง เป็นสิ่งที่ไม่ควร รับประทานอย่างยิ่ง เนื่องจากจะทำให้ระดับฮอร์โมน ลดลง และเกิดอาการอ่อนเพลียหลังอาหาร ถ้าเลิกไม่ได้ ควรรับประทานเวลาบ่ายสองโมงถึงสี่โมงเย็น จะดีกว่า รับประทานช่วงเช้า ชา กาแฟ ก็ควรที่จะรับประทาน ในปริมาณที่พอเหมาะ 1-2 แก้ว ต่อวัน ถึงแม้ว่าชาเขียว ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี แต่ก็มีปริมาณคาเฟอีนที่สูง ไม่ควรรับประทานมาก
เพื่อไม่ให้เครียดเกินไป อาจรับประทานแบบ รักษาสุขภาพ 5 วันต่ออาทิตย์ และตามใจอยาก 2 วัน ในการรับประทานควรที่จะเคี้ยวช้าๆ เพื่อบดอาหารเป็น ชิ้นเล็กๆ รับประทานอาหารเช้ามากๆ อาหารกลางวัน ลดลงมา และมื้อเย็น ในปริมาณน้อยๆ ถ้ารับประทาน ผลไม้ควรรับประทาน ช่วงท้องว่าง ตอนบ่ายหรือ รับประทานก่อนรับประทานอาหารมื้อหลักประมาณ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง และในมื้อเย็น ถ้ารับประทานผัก ควร ที่จะรับประทานผักที่ใบนิ่ม ต้มสุก เช่น ผักกวางตุ้ง ผักบุ้งผักโขม มากกว่าผักดิบ เนื่องจากย่อยง่ายและไม่ทำ ให้ท้องอืด
การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพ ดีควรจะออกกำลังกายให้ได้เหงื่อ และหัวใจเต้นแรง ประมาณ 20 นาที 3-4 ครั้งต่ออาทิตย์ ไม่ควรออกกำลัง กายอย่างหักโหม เพราะแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อ ร่างกาย กลับก่อให้เกิดอนุมูลอิสสระเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด ความเสื่อมแก่ระบบต่างๆของร่างกายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรที่จะมองทุกอย่างในแง่ดี ไม่เครียด ทำงานอย่างมีความสุข รู้จักพักผ่อนหย่อนใจ นอน ให้พอเพียง ทำจิตใจให้มีความสุข ร่างกายก็จะแข็งแรง ไปด้วย
บางครั้งแม้ว่าจะปฎิบัติตัวแบบกินดี อยู่ดี แต่อาจจะไม่สามารถรักษาระดับฮอร์โมนไดัพอเพียง ในกรณีเช่นนี้ อาจต้องให้ฮอร์โมนเสริม (HRT: Hormome Replacement Therapy) เพื่อปรับฮอร์โมน ที่ “พร่อง” ให้แก่ร่างกาย โดยใช้ฮอร์โมนที่เหมือน ฮอร์โมนธรรมชาติ ให้ในปริมาณน้อยมากๆ เพียงเพื่อให้ ทดแทนปริมาณที่พร่องไป เพื่อให้ร่างกายได้กลับ ไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเมื่ออยู่ในวัย หนุ่มสาว ร่างกายจะแข็งแรง อัตราเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ จะน้อยลง ประสิทธิภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น แข็งแรงขึ้นได้มากถึง 40-50% สดใสขึ้น ผลพลอยได้ คือ จะดูหนุ่มสาวขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่หดหู่ เศร้าหมองหรือมีความวิตกกังวล หน้าตาแจ่มใสอ่อน กว่าวัย ริ้วรอย รอยย่นต่างๆ ลดน้อยลง หน้ากระชับ ตึงขึ้น มีลูกผมใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ไขมันสะสม ตามหน้า- ท้อง สะโพก

 

แขนขาจะลดลง แทนที่ด้วยกล้ามเนื้อระดับไขมันในเส้นเลือดก็จะลดลง เพิ่มสมรรถภาพ ทางเพศ และประสิทธิภาพในการทำงาน
ฮอร์โมนเหล่านี้ได้แก่
- ไทรอยด์ ฮอร์โมน (Thyriod Extract)
ไทรอยด์ เป็นฮอร์โมนที่สร้างพลังงานให้แก่ ร่างกาย จะสังเกตเห็นว่าเมื่ออายุมากขึ้น การทนต่อ ความหนาวจะลดลง หนาวง่าย มือเท้า และปลายจมูก เย็น ไม่ค่อยมีแรง และหลงลืมง่าย ทั้งนี้เนื่องจากระดับ ไทรอยด์ ฮอร์โมนลดลง การทำให้ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น มาเท่ากับคนวัยทำงาน จะช่วยทำให้ร่างกายมีพลังงาน มากขึ้น ไขมันตามหน้าท้อง ลำตัว รวมถึงไขมันใน เส้นเลือดจะถูกเผาผลาญ แปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ในการทำงาน อาการ ขี้หนาว และหลงลืมจะลดลง จิตใจแจ่มใส ไม่ซึมเศร้า
- ฮอร์โมนเพศหญิง (Female Sex Hormones)
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้หญิงอายุมากกว่า 40 จะเข้า สู่วัยทอง ในผู้หญิงนอกจากจะมีอาการแสดงที่บ่งชัด ว่าวัยทอง ได้แก่ การหยุดทำงานของรังไข่ ทำให้ไม่มี รอบเดือนแล้ว ยังจะมีอาการอื่นๆที่เกิดเนื่องจากฮอร์โมน เพศหญิงลดลง ได้แก่ หงุดหงิด ซึมเศร้า หนาวๆร้อนๆ ไม่แจ่มใส ผิวแห้ง ตาแห้ง และเริ่มมีริ้วรอยย่น การให้ ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยทองเป็นเรื่องปกติที่ทำกัน มานานแล้วและทำให้ผู้หญิงรู้สึกดีขึ้น จิตใจดีแจ่มใส ไม่หม่นหมอง และมีชีวิตที่ดีขึ้น
- ฮอร์โมนเพศชาย (Male Sex Hormones)
ผู้ชายก็มีวัยทองเหมือนกับผู้หญิง เพียงแต่ไม่มี อาการแสดงชัดเจนเหมือนในผู้หญิง แต่อาจมี สมรรถภาพทางเพศลดลง และประสิทธิภาพในการ ทำงานและการออกกำลังน้อยลง ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือน เมื่ออยู่ในวัยหนุ่ม กล้ามเนื้อน้อยลง กลายเป็นไขมัน สะสมตามรอบเอว หน้าท้อง หน้าอก อาจหงุดหงิดวิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า หรือหลงลืม ซึ่งอาการของ ผู้ชายวัยทองนี้ สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า ผู้หญิงวัยทอง มาก เพียงแค่ทาหรือฉีดฮอร์โมนเพศชาย เท่านั้น อาการดังกล่าวก็จะหายไป
- Growth Hormone Stimulant
Growth Hormone (GH) เป็นฮอร์โมนที่ช่วย เสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก หลังอายุ 25 ปี GH จะลดลง 14% ในทุกๆสิบปี การขาดGH จะทำให้เกิด การเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ กล้ามเนื้อลดลง เปลี่ยนเป็นไขมัน เข้ามาแทนที่ ผิวหนังหย่อนยาน ระบบ ต่างๆของร่างกายจะทำงานลดลง โอกาสจะเป็นโรค หลอดเลือด โรคหัวใจ และสมองเสื่อม จะเพิ่มมากขึ้น การให้ GH Stimulant จะทำให้การทำงานของร่างกาย มีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก ร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจ เบิกบาน ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ในขณะเดียวกันก็จะดูอ่อนกว่าวัยและเป็น หนุ่มสาวมากขึ้น

การทำ HRT เป็นการรักษาแบบต่อเนื่องที่ต้อง อาศัยความร่วมมือกันทั้งแพทย์ และผู้รับการรักษา จะต้องมีการตรวจเลือดและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มต้นและทำเป็นระยะๆ ในขณะที่รับการรักษา ผลที่ได้ไม่เห็นในระยะเวลาข้ามคืน แต่จะใช้เวลา เป็นเดือน ผลทางด้านจิตใจอาจสังเกตได้ใน 1-2 เดือน แต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน การทำ HRT จึงเป็นการรักษาที่ต้องใช้ระยะ เวลาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต โดยมีแพทย์เป็นผู้แนะนำดูแล เพื่อสุขภาพที่ดีและ มีชีวิตชีวาที่ยาวนาน

แพทย์แห่งอนาคต

มิ.ย. 03

ศาสตร์ใหม่ทางการแพทย์เพื่ออายุยืน 120 ปีอย่างไม่มีโรค

ถ้าคุณอยู่ในสังคมยุคข่าวสารนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยได้ยินคำว่า Anti-aging medicine ที่ทุกสื่อพากันกล่าวถึงอยู่ทุกวัน บางท่านอาจเคยได้ยินแต่ไม่ทราบความหมายที่แท้จริงว่าคือ แพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้คุณมีอายุยืนถึง 120 ปีโดยมีสุขภาพดีด้วย หากผมกล่าวถึงเรื่อง สเต็มเซลล์(Stem cell) หรือการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อรักษาโรค หรือการรักษาโรคโดยการแก้ที่ยีนโดยตรง(Gene therapy), การค้นพบยีนอายุยืนในมนุษย์(Longevity gene) หลายท่านคงร้องอ๋อครางอือ นั่นแหละครับคือส่วนหนึ่งของ Anti-aging medicine

ทุกครั้งที่ถึงจุดเปลี่ยนของศตวรรษหรือสหัสวรรษ มักจะมีความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆเกิดขึ้นในโลกเสมอ ดังเช่น เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปโดยมีการนำเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องทอผ้าซึ่งผลิตได้เป็น mass production มาใช้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกด้าน และต่อมาในต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการคิดค้นยาปฏิชีวนะขึ้นทำให้อัตราตายจากโรคติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนในสมัยนั้นลดลงอย่างมาก

นับเป็นโอกาสอันน่าจดจำที่มนุษยชาติรุ่นเราได้อยู่มาจนถึงขึ้นศตวรรษใหม่และได้มีส่วนร่วมเห็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งถือเป็นการปฏิวัติสู่ยุคใหม่ของวงการแพทย์ ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเฉกเช่นเดียวกับการเหยียบลงบนดวงจันทร์ครั้งแรกของ นีล อาร์มสตรอง

นั่นคือศาสตร์แห่งการป้องกันโรคและทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้น ที่เรียกว่า Anti-aging Medicine หรือ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ และ เวชศาสตร์นาโน (Nanomedicine) เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในทางการแพทย์เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการมีอายุถึง 120 ปีพร้อมกับสุขภาพที่เป็นเลิศด้วย เวชศาสตร์อายุรวัฒน์จึงเป็นสาขาแพทย์ที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางสาขา Anti-aging medicine นี้อยู่เพียงหลักสิบเท่านั้น แต่ผู้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนของประเทศเรานั้นไวไม่น้อยหน้าใคร ดังจะสังเกตได้จากสื่อต่างๆ ที่เริ่มจับกระแส Anti-aging medicine มาเป็นประเด็นหลักหน้าหนึ่งในการนำเสนอ จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคสื่อเสมอ เพราะเรามีจำนวนประชากรสูงวัยมาก ดังจะเห็นจากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดให้ประเทศไทยเข้าสู่โครงสร้าง ประเทศสูงอายุ (Aging Society) เหมือนกับประเทศแถบยุโรปแล้วเนื่องจากมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี ถึงกว่า 10 % และประชากรวัยเด็กลดลงเหลือเพียง 20% สัดส่วนประชากรสูงอายุที่ว่านี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

คำว่า Anti-aging medicine ของการแพทย์ตะวันตกนั้น มิใช่แต่เพียงให้อายุยืนอย่างเดียวหากแต่ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งตรงกับ ภาษาสันสกฤต ว่า อายุร (Sanskrit =Ayur= life) ซึ่งแปลว่าชีวิตหรือ life ซึ่งความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า “วัย” และนำมาสมาสกับ “วัฒน” จึงได้ตรงกับของฝรั่งทั้งชื่อและความหมาย เป็น “เวชศาสตร์อายุรวัฒน์”

ณ เวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะกล่าวถึง ศาสตร์ที่สำคัญซึ่งถึงว่าเป็นศาสตร์แห่งโลกอนาคต เนื่องจากเราได้เข้าสู่สหัสวรรษมาแล้วและเวชศาสตร์อายุรวัฒน์เป็นสาขาเฉพาะทางของแพทย์ที่เติบโตเร็วที่สุดในขณะนี้ มีสมาชิกประกอบด้วยแพทย์จากทั่วโลกมาร่วมกันช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความชราหรือความเสื่อมของสังขาร

ผู้ที่เริ่มมีปัญหาที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายในขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาหรือที่ฝรั่งเรียกว่า กลุ่ม “Baby boomer” (ผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1946 – 1964) ซึ่งถือได้อีกอย่างว่าเป็นผู้ที่เกิดในยุคใหม่แห่ง Anti-aging medicine ซึ่ง

รู้หรือไม่?
กระบวนการด้านการชะลออายุนั้นไม่ได้หยุดนิ่งหากแต่วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนบางที เราอาจไม่ได้สังเกตว่า อายุขัยของมนุษย์เปลี่ยนไป

ในปี ค.ศ. 1796 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ เพียง 25 ปีเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1896 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นจนเกือบเป็นสองเท่า คือ 48 ปี ภายในเวลาหนึ่งร้อยปี

ในปี ค.ศ. 1996 อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงถึง 70 ปี หรือเกือบ 80 ปี ในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นจะเห็นว่าอายุขัยมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด จนผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์อายุรวัฒน์สามารถทำนายได้ว่า มนุษย์จะมีอายุขัยถึง 120 -150 ปี ได้แน่ก่อนที่จะถึงปี ค.ศ. 2050

Anti-Aging madicineเป็นสาขาแพทย์เฉพาะทางที่รวมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้ามาใช้ในการยืดอายุชะลอความชรา ป้องกันโรค และที่เหนือไปกว่านั้นคือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมที่เราเคยคิดว่ารักษาไม่ได้ ได้แต่ประคับประคองอาการกันไปและเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนเช่น โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง , โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ หรือโรคพาร์กินสัน สามารถรักษาได้